ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 392 โลกใบน้อย
บทที่ 392 โลกใบน้อย
ข้างนอกเป็นเวลากลางวันแล้ว ทว่าในหุบเขากลับยังคงมืดสลัว
ท่ามกลางความมืดสลัวนั้น มีเสียงดีดพิณแผ่วเบาแว่วขึ้นเป็นระยะ
ท่วงทำนองขาดห้วง ไม่เป็นไปตามครรลองใดๆ ราวกับว่าผู้ดีดได้ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามใจ อยากเร่งจังหวะก็เร่งมือสองสามที ยามหยุดคิดก็เว้นช่วงไปเสียนาน ฟังไม่ออกว่าเป็นบทเพลงใด คล้ายว่าทั้งหมดล้วนบรรเลงไปตามอารมณ์นักสังคีต
นักพรตกินปลาหมดก็หันไปบ้วนปาก ก่อนจะลุกขึ้นมองไปยังเบื้องหน้าไม่ไกล
บนโขดหินรูปทรงเหมือนแท่นวางพิณ มีสตรีในชุดขาวนั่งอยู่ด้านหลัง โดดเด่นออกมาท่ามกลางความมืดสลัวของหุบเขา นางก้มหน้าดีดพิณต่อไปอย่างสงบนิ่ง ส่วนสาวใช้ด้านหลังกลับเงยหน้ามองนักพรตราวกับไม่ได้ใส่ใจท่วงทำนองพิณอันเลิศล้ำของนายหญิงเลยแม้แต่น้อย
“ข้ามีเรื่องอื่นต้องจัดการ เชิญตามสบายเถิด”
“ท่านไม่ต้องใส่ใจพวกข้าหรอก”
หญิงสาวเอ่ยตอบทั้งที่มือยังคงดีดพิณ ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยซ้ำ
นักพรตสะบัดแขนเสื้อเบาๆ กองไฟก็พลันดับลงทันที จากนั้นจึงหมุนตัวก้าวเข้าสู่ความมืดเบื้องลึก
เสียงพิณยังคงดังขึ้นต่อเนื่อง ขาดห้วงแต่แฝงด้วยความสบายใจ ทว่าก็ลึกล้ำน่าประหลาด
มีเพียงสาวใช้ที่หันมองตามนักพรต ดวงตาคู่ใสสะท้อนเงาของเขาที่เดินลับไปเรื่อยๆ จนเลือนหายไปในเงามืด
“นายหญิงไม่คิดจะพูดอะไรหน่อยหรือเจ้าคะ”
“เรื่องที่คำพูดอธิบายไม่ได้ กาลเวลาจะเป็นผู้ชี้แจงแทน”
“ท่านนักพรตจะทำอะไรกันแน่”
“ซ่อมแซม”
“ซ่อมแซมอะไรหรือเจ้าคะ”
“เมืองผีบนโลกมนุษย์”
“อ้อ…”
สาวใช้ฟังแล้วก็ตอบรับอย่างว่าง่ายผิดปกติ
“…”
เสียงพิณชะงักไปเล็กน้อย หญิงสาวพลันเงยหน้าขึ้นด้วยความงุนงง
“เจ้าชื่ออะไรนะ”
“ข้าชีชีเจ้าค่ะ”
“อ้อ…เสี่ยวชีนี่เอง…”
หญิงสาวก้มหน้าลงอีกครั้ง เสียงพิณจึงดังต่อเนื่อง
โครม!
เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ…
พลันมีเสียงระเบิดดังมาจากที่ไกล
เห็นเพียงเสาหินมหึมาพุ่งทะยานขึ้นฟ้าดุจหน่อไผ่ที่งอกขึ้นมาระหว่างผืนฟ้าและใต้หล้า
ถัดมาจึงเป็นเสียงหินแตกดังขึ้นไม่ขาดสาย ไม่แผ่นหินศิลาแยกตัวออกจากผืนดินได้เองโดยไม่มีผู้ใดแตะต้อง จากนั้นลอยขึ้นและหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศ เรียงตัวเป็นบันไดทอดขึ้นไปสู่ยอดเสาหิน
นักพรตไม่รีบร้อน ค่อยๆ ก้าวขึ้นไปทีละขั้น
เสาหินสูงหลายสิบจั้ง ด้านบนสุดเป็นเพียงพื้นที่ราบเล็กๆ
เขาเดินขึ้นไปนั่งขัดสมาธิกลางยอดนั้น หลับตาเข้าสู่ห้วงภวังค์ ไม่รู้ผ่านไปนานเพียงใด
จนเมื่อความคิดแจ่มแจ้งดีแล้ว เขาก็ลืมตาพร้อมกับยกมือขึ้น
บนมือปรากฏลำแสงน้อยใหญ่สับสนซ้อนกัน
เขาไม่ต้องออกแรงใดๆ ลำแสงเหล่านั้นก็แยกตัวลอยออกไปเอง ราวกับรู้ดีว่าต้องเดินทางไปที่ใด มีที่ของตนในหุบผา ลำแสงส่องสว่างดุจดาวตก ดุจฝูงหิ่งห้อย สุดท้ายก็พุ่งเข้าไปยังจุดหนึ่งบนผนังภูผา ก่อเกิดเป็นประกายแสงสีต่างๆ ก่อนจะหายวับไป
ลำแสงผุดขึ้นจากฝ่ามือเขาไม่หยุด กลายเป็นห้วงฝันหลากสีสันลอยพลิ้วไปมา สาดแสงเรืองรองไปทั่วหุบเขามืด สะท้อนชัดในดวงตาของสาวใช้จนต้องเบิกตาโต
ซ่งโหยวกำลังสร้างเมืองผีขึ้นใหม่ ไม่ใช่ว่าจะสร้างตำหนักหรือเรือนต่างๆ หากเป็นโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด และยังคงใช้เขาเยี่ยซานเป็นฐานดังเดิม
ราชครูเคยกล่าวไว้ไม่ผิด วิญญาณหลายตนในเมืองผีต้องดับสลายไป ทำให้การถืทอกำเนิดขึ้นของนรกภูมิยิ่งล่าช้าเข้าไปใหญ่ การสร้างนรกนั้นเป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนาน แม้จะเร่งให้เร็วขึ้น ก็เกรงว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งทศวรรษขึ้นไป และในช่วงเวลานี้วิถีแห่งสวรรค์ก็ยังคงผันแปรไป คนตายลงก็กลายเป็นวิญญาณมากขึ้นเรื่อยๆ จำนวนจะพุ่งสูงเกินกว่าเมืองผีเดิมจะรับไหว
ในช่วงสิบกว่าปีนี้ เหล่าวิญญาณจำต้องมีที่พึ่งพักพิง
เดิมทีราชครูวางกฎระเบียบและแนวคิดของเมืองผีไว้ครบถ้วนสมบูรณ์ดีแล้ว เพียงแต่เมืองผีแห่งนี้เป็นเพียงสถานที่รองรับวิญญาณชั่วคราว ด้วยกำลังของราชครูจึงทำได้เพียงวางโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น
การสร้างเมืองผีขึ้นบนภูเขาเยี่ยซานนั้นเป็นเพียงการขยายภูเขากลวงธรรมชาติให้ใหญ่ขึ้น เชื่อมต่อโพรงภูเขาต่างๆ และช่องว่างของชั้นดินใต้ดินเข้าด้วยกัน แล้วใช้ค่ายกลกั้นปราณหยินและปราณวิญญาณไว้ ทว่าผลลัพธ์กลับอยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้เท่านั้น อาศัยพวกยมทูต, ทหารผี, ทหารมังกรพยศและคนจากจวนจวี้เซียนที่ติดตามราชครูมาช่วยดูแลเมืองผี ป้องกันไม่ให้มีมนุษย์ธรรมดาหลงเข้าไป ป้องกันไม่ให้ผีหลบหนีและป้องกันไม่ให้ผีวิญญาณหรือปีศาจข้างนอกบุกเข้ามา ส่วนพวกชั้นสูงหน่อยนั้นก็ถูกข่มไว้ด้วยจระเข้ยักษ์ ขณะเดียวกันก็อาศัยฐานะราชครูแห่งต้าเยี่ยนและการสนับสนุนจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคอยรักษาความสัมพันธ์อันดีต่อวิมานสวรรค์ โดยเฉพาะกับสายของจักรพรรดิชื่อจิน ให้ร่วมมือกันได้โดยไม่มีเหตุขัดแย้ง
เมืองผีเยี่ยซานก็ใช่ว่าจะเป็นสถานที่เล็กๆ
วิญญาณต้องการพื้นที่น้อยกว่ามนุษย์หลายเท่า เมืองผีเดิมเต็มแล้ว แต่ภูเขารอบๆ ยังว่างอยู่ไม่น้อย แถมใต้ดินก็มีโพรงอีกมาก และเดิมทีราชครูก็ตั้งใจเก็บพื้นที่เหล่านี้ไว้รองรับวิญญาณที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อยู่แล้ว
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางพอ
จึงจำต้องใช้วิธีรุนแรง จับวิญญาณไปลงโทษเพื่อควบคุมจำนวน ขณะเดียวกันก็ได้ปกปิดความต้องการส่วนตนด้วย
นับว่าเป็นยอดคนจริงๆ
แต่เมื่อเมืองผีมาอยู่ในมือของซ่งโหยวแล้ว วิธีการต่างๆ ก็ล้วนใช้ไม่ได้อีกต่อไป
ค่ายกลบนเขาเยี่ยซานได้พังทลายไปพร้อมกับภูเขาที่ทรุดตัวลง และต่อให้ค่ายกลนั้นยังอยู่ ก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีนัก แต่ถึงกระนั้นผีบัณฑิตตนนั้นเพียงมาสอดส่องแล้วก็ไป ทั้งที่ก็ยังมียมทูตและทหารผีเฝ้าอยู่ นั่นหมายความว่าวิญญาณพวกนั้นมีหน้าที่คุ้มกันเมืองผีไว้เฉยๆ แต่ไม่อาจซ่อนเมืองผีจากสายตาคนภายนอกได้ ยิ่งไปกว่านั้นซ่งโหยวยังไม่มีกองทหารมังกรพยศมาคอยสกัดกั้นไม่ให้เข้าไป และหาได้มีคนจากจวนจวี้เซียนปรากฏตัวขึ้นแม้สักคน
ส่วนจอมมารนั้นจะว่าไปก็มีอยู่ตนหนึ่ง แต่นางต่างออกไปจากพวกจระเข้ยักษ์
ความสัมพันธ์กับวิมานสวรรค์ยิ่งแล้วใหญ่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำการร่วมมือเพื่อผลประโยชน์เลย ยังดีที่ซ่งโหยวมีหนทางของเขาเอง
เขาควรลงจากเขามาจริงๆ หากเขาไม่ลงมา มีหรือจะได้พบเห็นฝีมือแกะสลักไม้ด้วยจิตสัมผัส เสกของปลอมให้กลายเป็นของจริง หากไม่ลงมา มีหรือได้เห็นโลกใบหนึ่งในภาพวาด แม้จะหยิบยืมพลังภายนอกมาช่วยเติมเต็มฟ้าดินและธาตุทั้งห้า แต่โลกภายในนั้นกลับมีทั้งสมดุลแห่งหยินหยางและฤดูกาลเป็นของมันเอง
แม้แต่ปีศาจจิ้งจอกก็ยังมีสุดยอดศาสตร์การบรรเลงพิณ…
ครั้นยังอยู่ที่ทุ่งต้นข้าวแห่งเหอโจว เขาเคยวางค่ายกลหยินหยางสี่ฤดูห แยกน้ำพุของจอมมารทุ่งหิมะออกจากโลกภายนอก กลายเป็นพื้นที่ปิดทึบคล้ายโลกใบเล็กๆ หยินหยางไม่หมุนเวียน สี่ฤดูไม่เปลี่ยนผัน ราวกับวาดสรวงสวรรค์จำลองให้จอมมารทุ่งหิมะอยู่อาศัย ตัดขาดโลกใบนั้นกับโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง
นั่นคือแรงบันดาลใจที่เขาได้รับจากอาจารย์ข่ง
และเป็นวิชาที่ได้เรียนรู้มาจากจิตรกรโต้ว
ผ่านมาสองปีแล้ว
ไม่รู้ว่าได้เห็นภูเขาแม่น้ำมามากเท่าใด ประสบการณ์ที่เพิ่มพูนมามากขึ้นเท่าใดก็ไม่รู้ ซ่งโหยวย่อมอยากลองอีกครั้ง
เขาต้องการแยกโลกภายในเขาเยี่ยซานออกเป็นโลกอีกใบหนึ่งต่างหาก ให้ปราณวิญญาณไม่อาจเล็ดลอดออกไป ให้ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ไม่อาจเข้ามาข้างในได้ ให้วิญญาณในเมืองผีหลบหนีออกไปไม่ได้ และแม้เขาจากไปแล้ว เมืองผีแห่งนี้ก็จะไม่ถูกผู้ใดบุกรุกเข้ามาอีก
และยังจะกลายเป็นขุมอำนาจหนึ่งสำหรับใช้เจรจากับวิมานสวรรค์ด้วย
เพียงแต่งานนี้ย่อมซับซ้อนกว่าคราผนึกจอมมารทุ่งหิมะมากโข และยากกว่าอย่างไม่อาจเทียบกันได้เลย
อาจกินเวลานานแสนนาน แต่ซ่งโหยวหาได้รีบร้อนไม่
นี่คือการทดลอง เป็นการสร้าง เป็นการฝึกตน และเป็นการจัดวาง
พลังวิญญาณแห่งสี่ฤดูลอยออกจากปลายนิ้วของเขาไม่ขาดสาย สายแล้วสายเล่า ล้วนมีสีสันต่างกัน โคจรจากใกล้ไปไกล ซึมซาบเข้าสู่ภูผา ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือแต่กลิ่นอวลแห่งพลังลึกล้ำ
จากกลางวันเรื่อยมาจนค่ำคืน นักพรตยังคงนั่งขัดสมาธิบนแท่นสูง ภายในภูเขาเต็มไปด้วยแสงสีเคลื่อนไหวงดงามดุจความฝัน
เหล่าวิญญาณน้อยใหญ่ทยอยกลับมาแล้ว
ศึกใหญ่วันนั้นพวกเขาได้เห็นจอมมารสะบัดกายครั้งเดียวก็ผ่ากระแสน้ำแยกภูเขาให้กลายเป็นทะเลสาบ ได้เห็นจระเข้ยักษ์กลิ้งตัวอยู่ระหว่างทะเลสาบกับหมอกดำ ได้เห็นแรดยักษ์และยักษ์ใหญ่สูงเทียมเขา และท้ายที่สุดคือองค์เทพจวี้ซิงในชุดเกราะทองกำลังต่อสู้กับยักษ์แก่นพลังใต้พิภพจนแผ่นดินทรุดท้องฟ้าแปรเปลี่ยน ตะวันจันทราเปลี่ยนผันสลับกันขึ้นนับหลายครา ภาพทั้งหมดช่างเหมือนในคำบอกเล่าสั้นๆ จากยุคโบราณ แต่กลับยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ
เดิมทีพวกเขาคิดว่าเป็นเพียงเรื่องแต่งด้วยซ้ำ…
พวกเขาได้ยินแม้กระทั่งคำกล่าวของเทพเจ้าเกราะทอง คำตอบของนักพรต ก็ดังสะท้านทั่วผืนฟ้า ล้วนฝังลึกอยู่ในใจพวกเขาไม่รู้ลืม
ครั้นมองจากไกลๆ ยังเห็นองค์เทพเกราะทองล้มตัวลง กายเนื้อและวิญญาณถูกทำลายจนดับสูญ
น้ำหลากถดถอย ฟ้าดินหวนคืนสู่สภาพเดิม
แต่ผีวิญญาณทั้งหลาย แม้จะเห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ก็พอรู้ว่าฝ่ายที่คุ้มครองพวกเขาเป็นผู้ชนะ ชนะทั้งจอมมารและทวยเทพ ทว่าในใจก็ยังคงรู้สึกหวาดหวั่น จึงยังไม่กล้าเข้าใกล้
กระทั่งเซียนผู้นั้นได้ออกคำสั่ง ผีวิญญาณทั้งหลายพากันเดินกลับมาทั้งที่ยังหวาดกลัว เมื่อเดินมาถึงที่เดิม ก็พบว่าผืนดินถูกเปลี่ยนโฉมจนไม่เหลือเค้าเดิม มีเพียงเขาเยี่ยซานที่ควรพังทลายไปแล้วที่ยังเหมือนเดิม
เมื่อกลับเข้ามาในเยี่ยซานพวกเขาก็ได้พบกับความแปลกใหม่
ไม่มีแสงไฟวิญญาณ ไม่มีบ้านเรือน มีเพียงแสงสลัวท่ามกลางความว่างเปล่า และนักพรตที่นั่งนิ่งอยู่บนแท่นสูง ลำแสงนับไม่ถ้วนแล่นผ่านร่างเขาไปมา คอยส่องใบหน้าและโฉมเงาของเขาเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นจอมมารหรือทวยเทพล้วนทำอันตรายเข้าไม่ได้ทั้งนั้น แสงเทวะสาดไปทั่วกายา เขากลายเป็นดั่งเทพผู้คุ้มครองในสายตาเหล่าวิญญาณ
เสียงพิณอ่อนโยนประดุจทำนองสวรรค์
กล่อมให้ความหวาดผวาในใจพวกเขาคลายลง
“ท่านเซียน…”
ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้คุกเข่าลงก่อน เพียงครู่เดียวเสียงร้องขอคารวะก็ดังก้องไปทั้งหุบเขา
ซ่งโหยวหลบไม่พ้นครานี้ แต่ก็ลืมตาขึ้นกล่าว
“อย่าเลย ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบคุณท่านเซียน…พวกข้า…”
วิญญาณทั้งหลายร้องเสียงแหบพร่า น้ำเสียงสั่นสะท้าน
น่าจะเป็นวิญญาณที่เพิ่งออกมาจากนรกเพลิง
มีเพียงผู้เคยได้ประสบกับความมืดมิดสุดก้นบึ้งเท่านั้นที่รับรู้ถึงความน่ากลัวของมัน รู้ดีว่าความสว่างนั้นล้ำค่าเพียงใด และย่อมรู้ว่าผู้ที่นำแสงสว่างมาสู่ความมืดนั้นยิ่งใหญ่อย่างไร
เสียงของนักพรตดังลงมาจากเบื้องบน ก้องสะท้อนไปทั่วภูผา
“มีวิญญาณใดฉวยโอกาสออกไปหรือไม่”
“ท่านเซียน…พวกข้าจะไปที่ไหนได้อีกเล่า…”
“พวกข้าไร้ที่พึ่ง…”
“ไม่มีใครออกไปเจ้าค่ะ…”
“…”
เบื้องล่างเต็มไปด้วยเสียงแห่งความวุ่นวาย
“ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป ทุกอย่างจบสิ้นแล้ว เพียงแต่ตัวเมืองในเขาถูกทำลายไปหมดแล้ว จำต้องรบกวนทุกท่านช่วยสร้างขึ้นใหม่” เสียงของนักพรตยังคงสงบนุ่มนวล “เมื่อเหล่าวิญญาณที่กระจัดกระจายกลับมาครบแล้ว ก็ให้ปฏิบัติตามเดิม เคยทำสิ่งใดก็จงทำตามนั้น”
“ข้าน้อมรับคำสั่งท่านเซียน!”
“ข้ามีงานของข้า ไม่ต้องสนใจข้า”
“พะ…พวกข้าน้อยรับทราบ”
เหล่าวิญญาณต่างรีบแยกย้ายเข้าไปในเมืองผี อยู่เงียบๆ รอให้เหล่าขุนนางผีกลับมาประจำการ ขณะเดียวกันก็แอบเหลือบมองหญิงสาวผู้หนึ่ง ผู้ที่มิได้สนใจสิ่งใดรอบกาย เพียงดีดพิณต่อไปอย่างไม่ไยดี
ท่วงทำนองนั้นไพเราะเกินพรรณนา ซึมซาบเข้าไปถึงดวงวิญญาณ จนพวกเขาต้องหยุดฟัง
หลังตายไปก็ทำเรื่องทั่วไปเหมือนครั้นยังเป็นมนุษย์ไม่ได้แล้ว กินข้าวปลาอาหารก็ไม่รู้รส ไร้กายเนื้อก็เหมือนได้สูญเสียอะไรไปมากมาย ลืมสิ้นแม้กระทั่งความรื่นรมย์ มีวิญญาณหลายตนที่จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตนไม่ได้สัมผัสความงดงามเช่นนี้มานานเพียงใด
หรือบางทีอาจไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลยก็เป็นได้