ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 396 สนทนากับเทพในแดนฝัน
บทที่ 396 สนทนากับเทพในแดนฝัน
ทั่วทั้งแดนดินปกคลุมไปด้วยสีขาวโพลน แต่ก็มิใช่สีขาวบริสุทธิ์ หากแต่เป็นสีขาวปนเทาอ่อนระเรื่อซึ่งดูมีมิติประหนึ่งความขาวที่มีเนื้อสัมผัส ราวกับอยู่ส่วนลึกของม่านหมอกที่ไร้ขอบเขต
ม่านหมอกสีขาวยังคงพัดพลิ้วไปตามสายลม
เบื้องลึกของสายหมอกนั้นมีนักพรตหนุ่มรูปงามนั่งอยู่ ผู้สวมใส่เสื้อคลุมนักพรตสีขาวซีดที่ผ่านการซักมาหลายครา เขานั่งขัดสมาธิ และมีสายหมอกสีขาวหมุนวนอยู่รอบกาย
พลันมีแสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องลงมา
ทันใดนั้นในม่านหมอกก็ปรากฏร่างของเทพเจ้าองค์หนึ่งขึ้น
เป็นบุรุษวัยกลางคนผู้ดูองอาจผึ่งผาย เขาปล่อยผมยาวสลวย มีหนวดเครา และสวมใส่ชุดคลุมยาวแบบโบราณอันวิจิตรงดงาม เก็บซ่อนแสงศักดิ์สิทธิ์ไว้ไม่ให้แผ่ออกมาจนสว่างเกินไป จะกล่าวว่าเรียบง่ายก็เรียบง่าย จะกล่าวว่าใส่ใจในรายละเอียดก็ดูจะเป็นเช่นนั้น
“ไม่ได้พบกันเสียนาน”
ซ่งโหยวลุกขึ้นคำนับทันทีที่เห็นท่านผู้นั้น
“จำไม่ได้แล้วว่านานเท่าใด” องค์เทพเย่ว์หวังยืนเอามือไพล่หลัง จ้องมองมาที่เขา “แต่จำได้ว่าเจ้าเคยเยาะเย้ยข้ามาก่อน”
“ก็ราวหกเจ็ดปีแล้ว สำหรับท่าน อาจเป็นเพียงชั่วพริบตา แต่สำหรับปุถุชนอย่างพวกเรา ถือว่านานพอสมควรแล้ว” ซ่งโหยวมีสีหน้าและน้ำเสียงที่สงบ แต่ก็จงใจเพิกเฉยต่อประโยคหลังขององค์เทพเย่ว์หวัง “หกเจ็ดปีมานี้ ข้าเดินทางไปครึ่งอาณาจักรต้าเยี่ยน แต่สิ่งที่ประทับใจที่สุดยังคงเป็นความสง่างามของท่าน”
“เข้าเรื่องสักทีเถิด เชิญข้ามามีเรื่องอันใด” องค์เทพเย่ว์หวังกล่าวอย่างเปิดเผย “ที่นี่ช่างอยู่ห่างไกลเสียจริง”
“มิใช่ที่นี่อยู่ห่างไกล แต่เป็นเพราะศาลเจ้าและรูปเคารพของท่านมีน้อยเกินไปต่างหาก”
“ยังกล้าเยาะเย้ยข้าอีกรึ”
“มิบังอาจ”
ซ่งโหยวกล่าวพลางโบกมือ จากนั้นก็มีโต๊ะปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเขา “เชิญท่านนั่งลงเถิด”
“…”
องค์เทพเย่ว์หวังยืนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงนั่งลง
ทว่าเมื่อนั่งลงแล้ว เขากวาดสายตามองรอบด้าน เห็นแต่ความขาวโพลน จึงกล่าวขึ้นว่า “ที่แห่งนี้ไร้ทิวทัศน์ไร้ชา นั่งอยู่ไม่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือ”
“ข้ามิได้เชี่ยวชาญในวิชาสร้างฝัน ทำได้เพียงเท่านี้”
“เช่นนั้นก็ให้ข้าเติมแต่งหน่อยเถิด”
องค์เทพเย่ว์หวังกล่าวจบก็โบกมือ
ม่านหมอกเบื้องล่างพลันสลายไป เผยให้เห็นทิวเขาเขียวขจี
แนวเขามีส่วนโค้งที่อ่อนโยน หญ้าสีเขียวอ่อนนุ่มพลิ้วไหวไปในทิศทางเดียวกันตามแรงลม
หมอกสีขาวรอบตัวก็จางหายไป เผยให้เห็นต้นสนโบราณรูปลักษณ์ประณีต กิ่งก้านโน้มลงมาราวกับม่านพลับพลา คลุมอยู่เหนือศีรษะของคนทั้งสองพอดี
ส่วนม่านหมอกสีขาวที่อยู่ไกลออกไปก็ถูกลมพัดพาไป เผยให้เห็นขุนเขาหลายลูก บ้างซ้อนทับกันเป็นกลุ่มก้อน บ้างสูงเสียดฟ้า แต่ล้วนเลือนรางคล้ายจริงคล้ายมายา มองไม่ชัดเจนราวกับภาพวาดหมึก ขณะที่ช่องว่างระหว่างขุนเขาและเบื้องล่างของภูเขาเหล่านี้กลับว่างเปล่า มีเพียงเมฆหมอกหนาแน่น ราวกับทุกสิ่งอยู่ท่ามกลางสายหมอกหรือบนสรวงสวรรค์
เหนือศีรษะปรากฏแสงสว่างจางๆ ราวกับดวงอาทิตย์ ทะลุผ่านม่านหมอกลงมาเพียงประปราย
เมื่อซ่งโหยวลดสายตาลง ชุดชงชาก็ปรากฏอยู่บนโต๊ะด้วย
ทั้งสองคล้ายกำลังนั่งพูดคุยและจิบน้ำชาอยู่ท่ามกลางภาพวาดอันงดงาม
“ท่านมีฝีมือล้ำเลิศนัก”
“เป็นเรื่องธรรมดาของเทพเซียนที่จะส่งสารให้แก่มนุษย์ผ่านความฝัน ย่อมต้องมีความสามารถด้านวิชาสร้างฝันอยู่บ้างไม่มากก็น้อย” องค์เทพเย่ว์หวังกล่าวอย่างเปิดเผย “ของข้ายังไม่นับว่าเก่งกาจนัก ได้ยินมาว่าผู้เก่งกาจที่สุดสามารถรังสรรค์ความฝันอันก้ำกึ่งระหว่างความจริงกับความเท็จได้ เป็นภาพมายาแต่ก็เป็นความจริง”
“ข้าเคยพบเทพเจ้าผู้หนึ่งที่มีความสามารถเช่นนี้”
“ข้าก็เคยพบสององค์” องค์เทพเย่ว์หวังกล่าว “องค์หนึ่งคือเทพแห่งความฝัน ส่วนอีกองค์หนึ่งคือเทพเจ้าแดนปุถุชน หากพูดถึงความเชี่ยวชาญในวิชาสร้างฝันแล้ว แทบจะทัดเทียมกันเลยทีเดียว”
“ไม่ทราบว่าเทพเจ้าแดนปุถุชนนั้น…”
“ใต้เขาอวิ๋นติ่ง”
“กลางทะเลสาบจิ้งเต่า”
ทั้งสองสบตากันแล้วยิ้มอย่างพร้อมเพรียง
องค์เทพเย่ว์หวังหยิบกาขึ้นมาเทน้ำชา ท่าทางสง่างามยิ่งนัก
ส่วนซ่งโหยวก็เฝ้ามองเงียบๆ
องค์เทพเย่ว์หวังเป็นเทพเจ้าเก่าแก่
ไม่เหมือนกับเทพเจ้าหน้าใหม่อย่างโจวเหลยกงที่ผู้คนยังจำรูปลักษณ์ของเขาได้ แต่องค์เทพเย่ว์หวังอาจไม่มีผู้ใดจดจำใบหน้าที่แท้จริงของท่านได้ ดังนั้นรูปเคารพของโจวเหลยกงในศาลเจ้าจึงยังคงมีความคล้ายคลึงกับตัวจริงอยู่บ้าง จะคล้ายมากหรือน้อยก็ยากจะบอกได้ ทว่าแม้แต่รูปเคารพที่เก่าแก่ที่สุดขององค์เทพเย่ว์หวังในอี้โจว รูปลักษณ์ที่แท้จริงก็ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลาที่เปลี่ยนผันและความงามตามยุคสมัย
องค์เทพเย่ว์หวังยังเป็นเทพเจ้าผู้รักอิสระและไม่ยึดติดกับสิ่งใด
แตกต่างจากเทพเจ้าที่เปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกตามจินตนาการ, ความงาม และความต้องการของผู้คน แม้กระทั่งชุดคลุมศักดิ์สิทธิ์หรือเครื่องแบบขุนนาง ท่านก็ยังไม่เต็มใจที่จะสวมใส่ เลือกสวมเพียงชุดลำลองเท่านั้น
ซ่งโหยวนึกถึงบัณฑิตผู้สง่างามในตำราและบทกวีโบราณเหล่านั้น นั่นคือยุคสมัยอันอุดมไปด้วยความเรียบง่ายดั้งเดิม ความสง่างามก็คือความสง่างามที่แท้จริง บรรดานักปราชญ์และผู้เลื่องชื่อในปัจจุบันล้วนเป็นเช่นนั้น บ้างก็ใส่ใจในรายละเอียดในบางเรื่อง บ้างก็ไม่ยึดติด แต่สิ่งเหล่านี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงแก่นแท้ของยุคสมัยได้เพียงเจ็ดแปดส่วนเท่านั้น
สายลมบนภูเขาพัดโชยมาจนเส้นผมขององค์เทพไหวปลิว แม้จะไว้หนวดเครา แต่ก็ยังดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างยิ่ง
“เชิญดื่ม”
องค์เทพเย่ว์หวังยื่นถ้วยชาให้ซ่งโหยว
ซ่งโหยวรับมาจิบ
เป็นรสชาติที่คุ้นเคย
“ชาดี…”
“เชิญข้ามาด้วยเรื่องอันใด ข้ามิได้สนใจเรื่องทางโลกมานานหลายปีแล้ว อย่าให้ข้าต้องคาดเดาเลย” องค์เทพเย่ว์หวังกล่าว “หากมีสิ่งใดที่ต้องการให้ข้าช่วยเหลือ ข้าก็ยินดีช่วย ในฐานะที่เป็นคนจากบ้านเกิดเดียวกัน และบรรพจารย์ของเจ้าหลายคนก็เคยมีความสัมพันธ์กับข้า ตราบใดที่ไม่เกินเลย”
“ท่านพอจะทราบเรื่องนรกภูมิหรือไม่”
“ข้าไม่ได้ปิดกั้นตนเองขนาดนั้น”
“ข้าอยากเชิญท่านไปเป็นจักรพรรดิภูตผีในแดนนรก”
“…”
องค์เทพเย่ว์หวังวางถ้วยชาลง แทบจะลุกขึ้นเดินจากไปในทันที แต่แล้วก็จ้องมองมาที่เขาพร้อมกับขมวดคิ้วลง
“อย่าล้อเล่นกับข้าเชียว!”
“เหอะๆ…”
ซ่งโหยวหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “ไม่ทราบว่าท่านดูแลรับผิดชอบสิ่งใด”
“ข้าดูแลทุกสิ่ง”
“อ้อ…”
เช่นนั้นก็หมายความว่ามิได้ดูแลสิ่งใดเลย
คล้ายกับเซียนชรา ไม่ว่าจะมาขอสิ่งใด ก็ล้วนขอได้ทั้งสิ้น ทว่าส่วนใหญ่มักไม่เกิดผล สุดแล้วแต่ใจจะศรัทธา
“ชาวเมืองอี้โจวต่างเคารพนับถือท่าน แรงศรัทธาไม่เคยขาดสาย แต่ท่านเป็นถึงเทพระดับสูง มีอิทธิฤทธิ์ล้นหลามถึงเพียงนี้ ลำพังเพียงแรงศรัทธาจากอี้โจวจะค้ำจุนพลังเทวะท่านได้อีกนานเพียงใด” ซ่งโหยวกล่าว “ยิ่งไปกว่านั้น ข้าคิดว่าแรงศรัทธาของท่านก็น่าจะลดลงทุกปีมิใช่หรือ”
“อยากจะกราบไหว้จะทำอะไรก็ทำเถิด จะไม่ทำก็ได้ จะน้อยลงหรือดับสูญไปก็ช่างปะไร ข้าได้รับแรงศรัทธาพวกนั้นมานานพอแล้ว”
“ข้ามิได้ล้อเล่น” ซ่งโหยวกล่าว “ข้าตั้งใจจะอัญเชิญท่านไปเป็นจักรพรรดิภูตผีจริงๆ”
“เจ้าจะโน้มน้าวข้าได้อย่างไร”
“ความศรัทธาของวิญญาณก็คือความศรัทธา ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้เป็นจักรพรรดิภูตผีแล้ว ก็จะได้รับแรงศรัทธาจากปุถุชนเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย ซึ่งไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงอี้โจว แต่หมายถึงทั่วทั้งใต้หล้า” ซ่งโหยวเว้นไปครู่หนึ่ง “และที่สำคัญที่สุดก็คือ…”
“แม้จักรพรรดิภูตผีจะเป็นตำแหน่งสูงสุดในนรกภูมิ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการปกครอง และไม่มีอำนาจที่แท้จริง การดำเนินงานทั้งหมดในนรกจะถูกจัดการโดยเจ้าแห่งตำหนัก ถึงตอนนั้นท่านก็ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใด รอรับแรงศรัทธาเพียงอย่างเดียว”
“เหตุใดจึงต้องเป็นข้า”
“ข้าเคารพนับถือท่าน”
“ข้ารู้แล้ว”
องค์เทพเย่ว์หวังมองเขาแล้วแค่นหัวเราะเล็กน้อย “เจ้าเห็นว่าข้ามีอุปนิสัยเกียจคร้าน…”
“เป็นความสง่างามต่างหาก” ซ่งโหยวโน้มตัวลง “จิตใจเป็นอิสรเสรี ไม่ถูกผูกมัด ท่วงองอาจ คุณธรรมล้นหลาม อิทธิฤทธิ์แก่กล้า และยังมีความซื่อตรงเที่ยงธรรม”
“วิมานสวรรค์จะยินยอมหรือ”
“ไฉนเลยจะไม่ยินยอม”
“จะไม่ต้องทำสิ่งใดจริงๆ หรือ”
“ก็ต้องทำอยู่บ้าง” ซ่งโหยวกล่าว
“บอกข้ามา!”
“นั่นคือการปกปักรักษานรกภูมิ สอดส่องการดำเนินงานในนรกให้เป็นไปตามปกติ คอยรับประกันว่าวิญญาณจะเป็นผู้กำหนดความเป็นไปในนรกภูมิ ไม่ให้เทพเจ้า พระพุทธ หรือมารปีศาจมารุกราน” ซ่งโหยวกล่าวอย่างจริงใจ
“…”
เห็นได้ชัดว่าองค์เทพเย่ว์หวังเริ่มคล้อยตาม ทว่าเมื่อได้ฟังคำพูดเหล่านี้แล้ว ก็ขมวดคิ้วขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ให้เทพเจ้า พระพุทธ หรือมารปีศาจมารุกรานหรือ วิมานสวรรค์มีอำนาจยิ่งใหญ่ แดนตะวันตกก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็ว หากพวกเขาต้องการเข้าแทรกแซง ข้าจะต้านทานได้อย่างไร”
“ท่านอย่าได้กังวลไป”
ซ่งโหยวไม่รีบร้อน เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบแล้วกล่าวต่อ
“ประการแรก ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างใหญ่ไพศาล มีอำนาจไร้ขอบเขต เป็นเทพระดับสูงบนวิมานสวรรค์ แม้ท่านจะไม่สนใจเรื่องทางโลกหรือแรงศรัทธามานานแล้ว แต่คงมีองค์เทพหรือพระพุทธเพียงไม่กี่องค์ที่กล้าหาเรื่องท่าน ประการที่สอง ทั้งวิมานสวรรค์และแดนตะวันตกต่างก็ต้องส่งคนเข้ามาประจำการในนรกภูมิ ท่านเป็นตัวแทนของวิมานสวรรค์ในการถ่วงดุลอำนาจ แล้วพวกเขาจะสร้างความลำบากใจให้ท่านได้อย่างไร ท่านมีวิมานสวรรค์หนุนหลัง แล้วฝ่ายพุทธจะทำอะไรได้”
องค์เทพเย่ว์หวังครุ่นคิด
“ประการที่สาม การที่ท่านเข้ารับตำแหน่งจักรพรรดิภูตผีนั้นหาได้มีเพียงชื่อตำแหน่ง ตำแหน่งของท่านในวิมานสวรรค์จะถูกเชิดชูสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แรงศรัทธาและแรงอธิษฐานจากทั้งสองภพจะเพิ่มขึ้นทันตา เมื่อทั้งสองสิ่งนี้เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ใครเล่าจะกล้ามาหาเรื่องท่าน” ซ่งโหยวไม่สนใจว่าองค์เทพเย่ว์หวังกำลังคิดหรือวางแผนอะไรอยู่ในใจ เพียงกล่าวต่อไปเรื่อยๆ ราวกับไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ใช้เวลาคิด “ประการที่สี่ ตอนนี้ข้าคือผู้สร้างเมืองผี ในอนาคตนรกภูมิก็จะถูกสร้างขึ้นโดยยึดเมืองผีเป็นเค้าโครง ข้าจะเป็นผู้ดำเนินการหลักเอง ย่อมสร้างกลไกเกื้อหนุนท่านไว้แน่นอน”
“กลไกอะไร เกื้อหนุนข้าอย่างไร”
ตอนนี้องค์เทพเย่ว์หวังมีความคิดมากมาย แต่เวลากลับมีอยู่เพียงน้อยนิด จึงได้แต่ถามเรื่องสำคัญเท่านั้น
“เมืองผี, นรกภูมิและใต้หล้าล้วนแตกต่างกัน รวมถึงวิมานสวรรค์ด้วย ตราบใดที่จักรพรรดิภูตผีได้รับการเกื้อหนุนจากเจ้าแห่งตำหนักทั้งสี่ โลกนี้ก็จะเป็นโลกของจักรพรรดิภูตผี ท่านคิดว่าอย่างไร”
“…”
“ใกล้จะรุ่งสางแล้วนะท่าน”
“วิมานสวรรค์จะยินยอมจริงๆ หรือ”
“ข้าขอให้นกนางแอ่นไปเชิญท่านมา และวิมานสวรรค์ก็ทูตลงมาหารือกับข้า”
“ทูตสวรรค์กล่าวว่าอย่างไร”
“มิได้คัดค้าน”
สิ่งที่ซ่งโหยวกล่าวมาล้วนเป็นความจริง
องค์เทพเย่ว์หวังจึงตกอยู่ในความเงียบและการครุ่นคิดอีกครั้ง
ทว่าในเวลานั้นเอง ก็ได้ยินนักพรตหนุ่มกล่าวขึ้นว่า:
“สิ่งที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ล้วนเป็นความจริง แต่ข้าก็พูดออกไปเพื่อโน้มน้าวท่านเท่านั้น สาเหตุที่แท้จริงก็คือ ก่อนหน้านี้เทพบนวิมานสวรรค์มิได้ใส่ใจความเป็นความตายของวิญญาณในปรโลกเลย แม้ว่าการที่พวกเขาจะส่งจักรพรรดิภูตผีลงมาก็เพราะหวังจะกอบโกยแรงศรัทธาจากนรกเป็นส่วนใหญ่ แต่ข้าก็ไม่ต้องการมอบตำแหน่งนี้ให้กับกลุ่มเทพที่ไร้คุณธรรม สามารถทำทุกอย่างเพื่อแรงศรัทธา เพราะเหล่าดวงวิญญาณเองก็มีความรู้สึกนึกคิดเช่นกัน”
ถ้อยคำเหล่านี้เต็มไปด้วยความจริงใจ
กล่าวจบนักพรตหนุ่มก็วางถ้วยชาลง ลุกขึ้นยืน แล้วโค้งคำนับต่อองค์เทพเย่ว์หวังอย่างนอบน้อม “ข้าเชื่อมั่นเพียงท่านเท่านั้น นอกจากท่าน ข้าไม่มีตัวเลือกอื่นใดอีกแล้ว”
“…”
องค์เทพเย่ว์หวังตกตะลึงไปครู่หนึ่ง สีหน้าพลันเคร่งขรึมขึ้น เขาวางถ้วยชาลงบ้าง ก่อนจะคารวะตอบไปอย่างนอบน้อม
“ได้…ข้าตกลง!”
“ขอบคุณท่านมาก”
“เจ้าอุตส่าห์ไว้ใจข้า ข้าย่อมไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”
ในห้วงฝัน เงาภูเขาทอดทับกัน ดูไม่ออกว่าเป็นภาพจริงหรือภาพมายา ลมพัดพาให้สายหมอกพลิ้วไหว หญ้าเขียวอ่อนนุ่มดุจแพรไหม ไอความร้อนพวยพุ่งจากชุดชงชาใต้ต้นสน นักพรตกับเทพเจ้าคำนับตอบกัน หากสามารถหยุดภาพนี้ไว้ได้ เกรงว่าจะกลายเป็นภาพวาดอันงดงามยิ่งใหญ่แน่นอน