ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 397 แม่นางสามสีผู้ทุ่มเท
“ต้องรีบแล้ว…”
ซ่งโหยวนั่งอยู่บนแท่นหินสูง พร้อมกับสีหน้าที่จนใจเล็กน้อย
เขากวาดสายตามองลงไปด้านล่าง
ปีศาจจิ้งจอกยังคงเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าว่างเมื่อใดก็ร่ำสุรา เมื่อมีอารมณ์สุนทรีย์ก็ดีดพิณ ครั้นเมามายก็ฟุบลงบนพิณและหลับใหลไปอย่างสบายอารมณ์ โดยมิได้พูดคุยกับผู้ใด มีเพียงสาวใช้นั่งอยู่ด้านหลังอย่างเรียบร้อยและเงียบสงบ เพียงเอนศีรษะงีบหลับเป็นบางครา ส่วนใหญ่แล้วจะเงยหน้าขึ้นจ้องมองนักพรตด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บัดนี้ปีศาจจิ้งจอกยังคงดีดพิณไม่หยุด
ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยปากถามว่า “แม่นางกำลังฝึกฝนเคล็ดวิชาหยินหยางใช่หรือไม่”
หญิงสาวดีดพิณต่อไป แล้วเอ่ยปากตอบ
“ใช่แล้ว”
ปีศาจส่วนใหญ่มักฝึกฝนเคล็ดวิชาหยินหยาง ดูดซับแก่นแท้ตะวันจันทรา โดยเน้นพลังหยินจากแสงจันทร์เป็นหลัก ครั้นฝึกฝนจนถึงขั้นสูงแล้ว จึงเสริมด้วยพลังหยางจากแก่นแท้ดวงตะวัน เพื่อปรับสมดุลของหยินหยาง เช่นนั้นแล้วจึงจะบรรลุกลายเป็นจอมมาร
“ขอยืมพลังหยินหยางบริสุทธิ์สักเล็กน้อย”
หญิงสาวไม่ตอบ เพียงก้มหน้าดีดพิณต่อไป
ทว่าสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังกลับลุกขึ้นยืน เงยหน้ามองแท่นหินสูง จากนั้นก็เดินขึ้นไปตามทางที่ใกล้ที่สุดอย่างช้าๆ
นางเดินไปตามบันไดหินที่ลอยอยู่รอบเสาหิน หมุนวนอยู่หลายรอบ จึงจะขึ้นมาบนแท่นหินสูงได้
“คารวะท่านนักพรต...”
เสียงของสาวใช้อ่อนโยนและแผ่วเบา เมื่อพูดจบก็ก้มหน้าลง เดินไปด้านหลังซ่งโหยว ก่อนจะคุกเข่าลงนั่ง
“เจ้าคือ…”
“ข้าคือเสี่ยวชี…”
“รบกวนเจ้าแล้ว”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
ซ่งโหยวพอจะเข้าใจแล้ว
อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวหรือสาวใช้ต่างก็เป็นปีศาจจิ้งจอก แม้หางจะดูไม่เชื่อฟัง แต่ก็อยู่ภายใต้การควบคุมของร่างจริง หรืออย่างน้อยก็ถูกควบคุมโดยสมองเดียวกัน
ปีศาจจิ้งจอกอาจเป็นหนึ่งในจอมมารที่มีพลังที่ใกล้เคียงยอดฝีมือยุคบรรพกาลมากที่สุดในใต้หล้า การปล่อยพลังหยินหยางบริสุทธิ์จึงมิใช่ปัญหาอะไร และเนื่องจากพลังนั้นบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งเจือปน เช่นนั้นแล้วซ่งโหยวจึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับอาคมหยินหยางสี่ฤดูได้
ฤดูร้อนผ่านพ้นไปในพริบตา ไม่ทันไรก็ย่างเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
ในช่วงเวลานี้ปราณหยินและปราณภูตผีในภูเขาเยี่ยซานยังไม่ได้รับการซ่อมแซม ทั้งยังถูกลมพัดแดดเผา ประกอบกับการที่มีแม่นางสามสีคอยดูดซับอยู่ประจำ ทำให้พลังอ่อนแอลงไปมากนัก ด้วยความขยันขันแข็งของนกนางแอ่น พื้นที่แห่งนี้จึงมีพืชพรรณบางชนิดขึ้นกระจัดกระจาย ทว่าส่วนใหญ่ยังคงโล่งเตียน เพียงหว่านเมล็ดพันธุ์นานาชนิดรอฤดูใบไม้ผลิ
ห่างจากภูเขาเยี่ยซานออกไปหลายสิบลี้ เป็นพื้นที่ที่ปราณหยินและปราณภูตผีแผ่ซ่านไปไม่ถึง และไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามจอมมารยุคบรรพกาล
ต้นฤดูใบไม้ร่วงยังมีเสียงจักจั่นร้อง แต่ก็ฟังดูแหบแห้งนัก
ม้าขนแดงยืนก้มหัวเล็มหญ้าอยู่ในทุ่งบนภูเขารกร้าง
ไกลออกไปยังมีเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี มัดผมจุกสองข้าง ใบหน้าขาวผ่อง นางพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นแขนขาวพร้อมกับก้มตัวลงใช้มีดสั้นตัดหญ้าบนพื้นมาอย่างชำนาญ
ล้วนเป็นหญ้าที่เจ้าม้าชื่นชอบทั้งนั้น
นางยกแขนขึ้นเช็ดหน้าผาก แท้จริงแล้วนางแค่ต้องการปาดลูกผมขึ้นไปเท่านั้น จากนั้นก็ก้มลงตัดต้นหญ้าต่อด้วยท่าทางชำนาญและคล่องแคล่ว
ที่นี่อยู่ค่อนข้างไกล แต่ก็มีเพียงที่นี่เท่านั้นที่มีหญ้าขึ้นอุดมสมบูรณ์
รอบๆ ภูเขาเยี่ยซานมีแต่หญ้าที่นกนางแอ่นปลูกไว้ด้วยความยากลำบาก จะกินหมดไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันก็คงวิ่งมากินหญ้าไกลขนาดนี้ทุกวันไม่ไหว เพราะตัวนางเองก็มีเรื่องต้องทำ เจ้าม้าก็จำเป็นต้องอยู่ข้างๆ นางตลอด จึงทำได้เพียงมาที่นี่ทุกๆ สองวัน ให้เจ้าม้ากินหญ้าจนอิ่ม แล้วนางก็จะตัดหญ้ากลับไปให้มันกินต่อด้วย
จะได้ถือโอกาสนำของกินไปฝากนักพรตด้วย
“อืม…”
แม่นางสามสีมองเห็นหางยาวๆ บนพื้นก็หยุดตัดหญ้า นางเดินไปไม่กี่ก้าวก็คว้ามันไว้ได้อย่างง่ายดาย พบว่าเป็นงูหัวสามเหลี่ยมตัวหนึ่ง
เอาตัวนี้กลับไปแล้วกัน
นางชูตัวงูขึ้นมาแล้วออกแรงตบหนึ่งฉาด ก่อนจะซ่อนไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็ก้มตัวลงตัดหญ้าต่อไปไม่ได้เสียเวลาทำงานเลยแม้แต่น้อย
ผ่านไปไม่นานก็ได้หญ้ามาอีกหนึ่งมัด
ทว่าจู่ๆ กลับมีลมพัดมาวูบหนึ่ง เด็กหญิงน้อยได้กลิ่นแปลกๆ โชยมากับสายลม จึงหยุดชะงักและมองไปยังที่ไกล
มีพระภิกษุรูปหนึ่งสวมจีวรสีเหลืองและรองเท้าผ้ากำลังก้าวเดินมา
พระภิกษุรูปนั้นค่อนข้างท้วม ใบหน้ากลม สะพายสัมภาระไว้บนหลัง ในมือถือไม้เท้ากิ่งไม้แห้งที่โค้งงอ ค่อยๆ เดินค้ำไม้เท้ามาทางนี้อย่างระมัดระวัง
ด้านหลังของพระภิกษุมีวิญญาณสองตนติดตามมาด้วย
วิญญาณทั้งสองตนมีรูปลักษณ์ที่ดุร้าย สวมชุดเกราะ และถืออาวุธ แต่ที่น่าแปลกคือวิญญาณสองตนนั้นเดินทางตอนกลางวันได้
แม่นางสามสีเอียงคอจ้องมองพวกเขา
เมื่อพระภิกษุและวิญญาณทั้งสองตนเดินเข้ามาใกล้ ก็มองเห็นนางเช่นกัน
หนึ่งภิกษุและสองวิญญาณพลันหยุดชะงักลงทันที
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสี เอียงศีรษะสบตากับพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งที่กำลังถือมัดหญ้าสดสำหรับม้าไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกมือหนึ่งถือมีดสั้น
วิญญาณทั้งสองกวาดสายตามองเด็กหญิงอย่างละเอียด ก่อนจะแสดงท่าทีตื่นตระหนก
“อมิตาพุทธ…”
พระภิกษุร่างท้วมพนมมือทำความเคารพทั้งรอยยิ้ม จากนั้นก็หันไปมองม้าขนแดงข้างๆ “โยมน้อยมาตัดหญ้าที่นี่หรือ”
เด็กหญิงยังคงจ้องมองเขา แต่ไม่พูดจาใดๆ
ส่วนวิญญาณทั้งสองตนกลับยิ่งตื่นตัว
“ท่านอาจารย์ เด็กหญิงคนนี้ไม่ใช่เด็กธรรมดา น่าจะเป็นปีศาจแปลงกายมา!”
“ท่านอาจารย์โปรดระวัง!”
ขณะที่พวกเขาพูด เด็กหญิงก็หันศีรษะกลับไปจ้องมองพวกเขา วิญญาณทั้งสองยิ่งตื่นตัวมากขึ้น
แม้ว่าพระภิกษุรูปนี้จะช่วยไถ่บาปให้พวกเขาพร้อมกับเสกวิชาลับขจัดปราณหยินและปราณภูตผีให้แล้ว ทำให้ไม่กลัวแสงอาทิตย์ แต่พวกเขาก็ดูแตกต่างจากคนเป็น ร่างกายของพวกเขามีลักษณะกึ่งโปร่งแสง แต่ในสายตาของเด็กหญิงน้อย พวกเขากลับดูแปลกประหลาด ชวนให้นางอยากสำรวจโดยปราศจากความหวั่นเกรงใดๆ
หางงูครึ่งหนึ่งโผล่ออกมาจากอ้อมแขนของเด็กหญิง
“อย่าเสียมารยาท…”
พระอี๋ตู้ยังคงพนมมือทำความเคารพเด็กหญิง จากนั้นก็มองไปยังภูเขาเยี่ยซานที่อยู่ไกลออกไป ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถาม ก็หันพินิจพิจารณาเด็กหญิงผู้นี้อีกครั้ง
ชุดสามสี ผิวพรรณขาวสะอาดงามตา สีหน้าเรียบเฉย ไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้า มักจะจ้องมองผู้คนไม่กะพริบตา
ความทรงจำพลันแจ่มชัดขึ้นมาในทันที
“แม่นางสามสีรึ”
เด็กหญิงยังคงจ้องมองเขาโดยไม่พูดไม่จา นี่เป็นการยืนยันแล้ว
พระอี๋ตู้เห็นภาพเหตุการณ์อันเลือนราง คราแรกที่ได้พบกันคือในค่ำคืนหิมะโปรยเหนือที่ราบ เด็กหญิงตัวน้อยเป็นผู้มอบผ้าห่มบางๆ ให้กับเขา แม้ว่าหลังจากนั้นส่วนใหญ่นางจะอยู่ในร่างแมว ทว่าเขาก็ยังคงนึกถึงวันที่ต้องลาจากกันอยู่เสมอ ผืนแผ่นดินและท้องนภาดูว่างเปล่าและเลือนราง มีเพียงร่างของพวกเขาที่กล้าเดินฝ่าพายุหิมะไปปราบจอมมารแดนเหนือด้วยความเด็ดเดี่ยว
สามสี่ปีที่จากกันไป ความทรงจำนี้ไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่น้อย
เป็นความทรงจำที่แจ่มแจ้งชัดเจนที่สุดในชีวิต
หลังจากนั้นพระอี๋ตู้ได้ไปรักษาโรคระบาดในกุยจวิ้น เมื่อโรคระบาดสงบลง ก็ได้ยินมาว่ามีภูเขาขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในทุ่งหิมะอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ว่ากันว่าเป็นสิ่งที่ใช้ปราบจอมารทุ่งหิมะ จากนั้นก็เดินทางต่อไปทางเหนือ เผยแผ่ทั้งพระธรรมและหลักการทำความดี แม้จะไม่มีโอกาสได้พบกับนักพรตผู้นั้นในที่ใดอีก แต่ก็ได้ยินเรื่องราวของเขาอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อพระอี๋ตู้ได้สติ ภาพเบื้องหน้าก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น เด็กหญิงตัวน้อยยังคงกำหญ้าไว้ด้วยมือข้างเดียว คอยจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
“เป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านซ่งก็อยู่ที่เมืองแห่งนี้”
“!”
เด็กหญิงยังคงไม่พูดอะไร เพียงแต่พยักหน้าอย่างหนักแน่น
“จากกันมาแสนนาน ใจย่อมคิดคะนึงถึงกัน แม่นางสามสีช่วยอาตมานำทางได้หรือไม่ อาตมาอยากไปพบท่านนักพรตสักครั้ง”
“…”
เด็กหญิงตัวน้อยเพียงหันหลังกลับแล้วอุ้มหญ้าเดินไปอีกทางหนึ่ง
ตรงนั้นมีกองหญ้าขนาดใหญ่ที่นางกองไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมกับดอกเห็ดที่กระจายอยู่เต็มพื้น
นางผูกหญ้าเป็นมัดอย่างชำนาญ กวักมือเรียกเจ้ามาให้เดินมา เมื่อเจ้าม้าหมอบลงก็วางมัดหญ้าไว้บนหลังของมัน จากนั้นก็เก็บดอกเห็ดขึ้นมาแล้วยัดงูที่กระเสือกกระสนออกมาจากอ้อมแขนกลับเข้าไป ก่อนจะปีนขึ้นหลังม้าแล้วมุ่งหน้าเดินต่อไป ระหว่างนั้นก็ยังหันกลับมามองพระภิกษุด้วย
พระภิกษุเข้าใจความหมายได้ในทันทีจึงย่างรายตามไป
“ไม่ได้พบกันสามสี่ปี แม่นางสามสีดูเหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่าจะได้พบแม่นางสามสีที่เฟิงโจวแห่งนี้ อาตมาเกือบจะจำไม่ได้ ต้องขออภัยจริงๆ”
“!”
เด็กหญิงหันกลับมาจ้องมองเขาอีกครั้งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เหลือบมองวิญญาณสองตนที่ติดตามพระภิกษุมา ก่อนจะถามด้วยความแปลกใจ “ทำไมท่านต้องพาวิญญาณสองตนนี้มาด้วยเล่า”
“อาตมาได้ยินข่าวว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่ทางใต้ของเฟิงโจว แม่น้ำถูกตัดขาดและไหลเปลี่ยนทิศ อาตมาคาดเดาว่าคงเกิดภัยพิบัติคงรุนแรง ผู้คนมากมายต่างเดือดร้อน จึงเดินทางมาที่แห่งนี้ตามคำเล่าลือ ทว่าที่นี่กลับเป็นดินแดนรกร้าง มีผู้ประสบภัยน้อยกว่าที่อาตมาคาดการณ์ไว้มาก แต่ก็บังเอิญได้พบแม่ทัพเฟิงและแม่ทัพชางพอดี พวกเขาเล่าเรื่องราวของเมืองผีเยี่ยซานให้อาตมาฟัง อาตมาจึงคาดเดาว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้อาจเกิดขึ้นเพราะเมืองผีได้รับความเสียหาย จึงเดินทางมาดู”
เมื่อแม่นางสามสีฟังจบก็ไม่รู้จะตอบเขาอย่างไรดี ได้แต่เกาะศีรษะหลุบตาลงแล้วเดินหน้าต่อไป
คราวนี้พระภิกษุที่อยู่ด้านหลังจึงถามขึ้นบ้าง “แม่นางสามสีพอจะบอกอาตมาได้หรือไม่ว่าแผ่นดินไหวครั้งก่อนเกิดขึ้นจากอะไร”
“เพราะพวกเขาสู้กัน!”
“…”
พระภิกษุจึงได้แต่ประสานมือร่ายบทสวด
วิญญาณทั้งสองตนมองหน้ากันด้วยความตื่นตะลึง ไม่นานนักกลุ่มคนก็ใกล้เมืองผีเยี่ยซานเข้ามาเรื่อยๆ
เมื่อขึ้นไปบนเนินเขา ทั้งพระภิกษุและวิญญาณสองตนต่างก็หยุดฝีเท้าลงแล้วทอดสายตามองออกไปยังที่ไกล
แม้ว่าแสงแดดอันสว่างไสวจะส่องลงมา แต่แผ่นดินก็ยังคงแตกร้าว สภาพโดยรอบเต็มไปด้วยความเสียหาย มีทั้งเนินเขาที่ถูกทำลายจนเป็นรูปครึ่งวงกลม มียอดเขาที่ถูกลำแสงผ่ากลาง ผืนดินก็แยกออกจากกัน มีแอ่งน้ำขนาดเล็กและใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนล้อมรอบภูเขาเยี่ยซาน ทุกแอ่งล้วนมีน้ำสีเขียวมรกตหรือสีน้ำเงิน ทั้งยังมีรอยยุบขนาดใหญ่เป็นรูปทรงคล้ายมนุษย์ปรากฏขึ้นบนพื้นดิน ราวกับเป็นซากปรักหักพังหลังสงครามระหว่างเทพและปีศาจ
หนึ่งพระภิกษุและสองดวงวิญญาณต่างนิ่งงันไป
“!”
เจ้าม้าที่หยุดเดิน เด็กหญิงบนหลังม้าก็หันกลับมาจ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
พระภิกษุจึงก้าวเดินตามไป พวกเขายิ่งเข้าใกล้ภูเขาเยี่ยซานมากขึ้น
ยมทูตที่เฝ้าประตูเมืองผีเห็นว่าเป็นแม่นางสามสี จึงเปิดประตูเมืองผีทันที แม่นางสามสีที่นั่งอยู่บนหลังม้าหันกลับไปมองพระภิกษุเพียงปราดเดียวแล้วก้าวเข้าประตูไป
พระภิกษุย่อมไม่ลังเลใจ เดินตามเข้าไปทันที
แม่ทัพผีทั้งสองต่างมองหน้ากัน เมื่อเห็นว่าพระภิกษุเข้าไปแล้ว ก็รีบวิ่งตามเข้าไป
แสงสว่างค่อยๆ มืดลง พลังหยินหยางและพลังฟ้าดินจากโลกภายนอกถูกแทนที่ด้วยปราณหยินและปราณภูตผีเข้มข้น
ภายในทางเข้ามีทหารผีเฝ้ายาม ยมทูตเดินเข้าออก เมื่อผ่านทางเข้านั้นไป ก็คือเมืองผีที่กำลังก่อสร้าง มีวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนเดินเข้าออก ทำกิจวัตรของตนเอง ตรงกลางของเมืองผีมีเสาหินตั้งตระหง่านราวกับหน่อไม้ที่งอกออกมาจากพื้นดิน มีบันไดวนหลายชั้นพันรอบเสาหิน ด้านบนมีแสงศักดิ์สิทธิ์พุ่งตัวสลับซับซ้อน ส่องประกายระยิบระยับแฝงด้วยพลังลึกลับมากมาย
พระภิกษุได้เห็นดังนั้นแล้วก็บังเกิดความรู้สึกหนึ่ง
ดูเหมือนว่าพื้นที่ภายในภูเขาเยี่ยซานแห่งนี้จะใหญ่กว่าภูเขาเยี่ยซานที่มองเห็นจากภายนอกเสียอีก!