ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 408 อาจเป็นการตอบแทน
บทที่ 408 อาจเป็นการตอบแทน
……………
เหล่านักพเนจรจำนวนมากต่างขดตัวอยู่บนพื้นประหนึ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา บ้างก็นอนราบไปกับพสุธาโดยมีเพียงเสื้อตัวหนาหรือผ้าห่มผืนบางคลุมกาย บนที่ว่างท่ามกลางขุนเขาเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับราวกับดวงดาว ทว่าหากสังเกตให้ดีจะพบว่าผู้คนส่วนใหญ่ยังคงลืมตาตื่น และคอยเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบทิศเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาต่างเคยได้ยินตำนานการจุติสู่สวรรค์แห่งเขาจุนเจ่อ จึงเฝ้ารอคอยที่จะได้ยลโฉมเทพเซียนยามขึ้นไปรับตำแหน่ง
ฝ่ายนักพรตหนุ่มก็ปูผ้าขนแกะไว้รองนั่ง ความอ่อนนุ่มทำให้เขารู้สึกเปี่ยมสุขกว่านักพเนจรคนอื่นๆ อยู่หลายส่วน
สายลมภูเขาพัดหมู่หมอก ส่งเสียงหวีดหวิวเป็นบางครา
กระทั่งกองไฟเบื้องหน้าเริ่มมอดลง
เหนือกองไฟมีหม้อใบเล็กและใบใหญ่สองใบตั้งอยู่ ทั้งคู่เป็นของที่ซ่งโหยวพกติดตัวยามออกพเนจรไปทั่วหล้า อันที่จริงหม้อใบใหญ่นั้นก็ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น ส่วนหม้อใบเล็กก็ยิ่งมีขนาดเล็กลงไปอีก แทบไม่ต่างจากชามใบหนึ่ง ช่างน่าเอ็นดูนัก
เด็กหญิงตัวน้อยเผยสีหน้าจริงจัง บัดนี้นางยกหม้อทั้งสองใบลงมาแล้ว
ในหม้อใบใหญ่คือโจ๊กเห็ดใส่เนื้อ ทำมาจากข้าวสารที่พกมาเองและเห็ดป่าไร้พิษตามป่าเขาที่เก็บมาระหว่างไปหาฟืน หลังจากล้างจนสะอาดแล้ว แม่นางสามสีก็ฉีกส่วนผสมเป็นเส้นเล็กๆ อย่างง่ายดาย แล้วใส่ลงไปเคี่ยวรวมกันในหม้อโจ๊ก ส่งกลิ่นหอมกรุ่นน่าลิ้มลอง
ส่วนหม้อใบเล็กนั้นเป็นหม้อส่วนตัวของแม่นางสามสี ซึ่งซ่งโหยวจัดหามาให้นางโดยเฉพาะหลังจากที่เขาได้ค้นพบพรสวรรค์ด้านการทำอาหารอันน่าทึ่งของนาง
ยามนี้นางกำลังตุ๋นแกงเนื้อหนูกับเห็ดป่า ซึ่งเป็นยาบำรุงชั้นยอดสำหรับนาง
แม่นางสามสีทำอาหารอย่างพิถีพิถัน อาศัยว่าต้องดูแลนักพรตให้ดีเป็นอันดับแรก ว่าแล้วก็หยิบชามของเขามาตักโจ๊กเห็ดใส่เนื้อจนเต็มชาม เตรียมตะเกียบให้พร้อมแล้วยื่นให้เขา
“กินสิ”
“ขอบใจแม่นางสามสีมาก”
“ไม่เป็นไร!”
เด็กหญิงตัวน้อยหันกลับไปทำหน้าทำตาเคร่งขรึม ก่อนจะหยิบชามใบเล็กมาตักน้ำแกงบ้าง
“ไม่ล่ะ ขอบใจ”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าชอบกินแกงเห็ดหรอกหรือ”
“แม่นางสามสีกินเถิด”
“แล้วแต่เจ้า”
“จะว่าไปก็แปลกนัก…”
“หือ”
“ไม่รู้เพราะอะไร ทุกครั้งที่กินอาหารที่แม่นางสามสีทำ กลับรู้สึกว่ารสชาติดีกว่าปกติมากนัก ทั้งที่ใช้ข้าวชนิดเดียวกันแท้ๆ” นักพรตหนุ่มชิมรสชาติโจ๊กพลางขมวดคิ้วขบคิด แล้วเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า “แม่นางสามสีมีเคล็ดลับอันใดหรือ”
“หือ เคล็ดลับหรือ!”
แม่นางสามสีถึงกับอึ้งในคำถามนั้น แต่ภายในใจกลับรู้สึกเบิกบานยิ่งนัก นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี จึงได้แต่ครุ่นคิดในใจอย่างหนักว่าตนเองทำสิ่งใดได้ดีกว่ากันแน่
ทั้งที่นางก็เรียนรู้มาจากเขา ทำทุกอย่างตามแบบเขา หาได้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย
“ไม่ใช่อะไรหรอก ข้ารู้สึกว่าโจ๊กที่แม่นางสามสีเคี่ยวนั้นไม่ใสหรือไม่ข้นจนเกินไป กำลังดีเลย ข้าวสวยที่เจ้าหุงก็เช่นกัน เม็ดข้าวเรียงตัวสวยแต่ไม่แห้งเลยแม้แต่น้อย”
เด็กหญิงตัวน้อยถือชามของตนไว้ ลมพัดไออุ่นพวยพุ่งขึ้นมาจากชามให้เอนลู่ นางเอาแต่ขบคิดพลางเหลือบตามองนักพรต เมื่อเห็นเขากินโจ๊กอย่างมีความสุข ใจหนึ่งก็นึกปลาบปลื้ม อีกใจหนึ่งก็พยายามเฟ้นหาเหตุผลอย่างบ้าคลั่ง
“น้ำ!”
แม่นางสามสีนั้นเฉลียวฉลาด เรื่องแค่นี้มีหรือจะเกินความสามารถของนาง
“แม่นางสามสีไม่ได้ใช้น้ำแบบที่เจ้าใช้!”
“น้ำหรือ”
นักพรตหนุ่มหันมองด้วยความสงสัย
“ใช่แล้ว!” เด็กหญิงพยักหน้าเน้นย้ำ “แล้วก็เกลือด้วย! ไม่เหมือนกันเลย!”
“โอ้” ซ่งโหยวขยิบตา “ดูท่าแม่นางสามสีจะพิถีพิถันใช้ได้!”
“ถูกต้อง!”
“ไม่รู้ว่าปกติแม่นางสามสีใช้น้ำอะไรหุงข้าว ใช้ข้าวและน้ำปริมาณเท่าใด แล้วใส่เกลือไปมากน้อยเพียงใด ยังมีเคล็ดลับอื่นอีกหรือไม่” ซ่งโหยวถามด้วยความอยากรู้ “แม้ฝีมือการทำอาหารของข้าจะเหนือกว่าแม่นางสามสีอยู่บ้าง แต่เรื่องหุงข้าวนั้น ข้าเทียบเจ้าไม่ติดเลย หากเจ้ายอมบอกเคล็ดลับให้ข้า วันหน้าข้าจะได้หุงข้าวให้ร่อยเช่นนี้บ้าง ข้าจะได้ทำอาหารเก่งสู้แม่นางสามสีบ้าง”
“อืม… ไม่ได้หรอกนะ!”
“ทำไมเล่า”
“อืม… ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดี” ซ่งโหยวขมวดคิ้ว “หากวันหน้าข้าอยากกินข้าวอร่อยๆ แบบนี้ แต่ข้ากลับหุงไม่เป็นจะทำอย่างไร”
“แม่นางสามสีจะหุงให้เจ้าเอง!”
“จะทำเช่นนั้นได้อย่างไร”
“ได้สิ”
“ครั้งสองครั้งน่ะได้ แต่จะให้แม่นางสามสีหุงข้าวให้ข้ากินทุกมื้อคงไม่เหมาะนัก”
“ข้าบอกว่าได้”
“ได้จริงหรือ”
“ได้อยู่แล้ว”
“จะไม่ลำบากแม่นางสามสีเกินไปหรือ”
“ไม่ลำบากข้าหรอก!”
“เช่นนั้นคงต้องขอบใจแม่นางสามสียิ่งนัก…”
“ไม่เป็นไร!”
ซ่งโหยวส่ายศีรษะไปมาพลางทอดถอนใจอย่างจนใจ เขาหยิบชามขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนก่อนจะซดโจ๊กคำใหญ่
ท่ามกลางรัตติกาลอันหนาวเหน็บบนยอดเขาเช่นนี้ การได้จิบโจ๊กอุ่นๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือปรุงเองสักขั้นตอน ช่างทำให้รู้สึกสุขสำราญใจเหลือเกิน
เมื่อเขากินใกล้หมดแล้ว แม่นางสามสีก็เตรียมจะเติมให้เขาอีก
ทว่าความสุขสำราญนั้นกลับต้องหยุดชะงักลงเพียงเท่านี้
แม่นางสามสีใช้หม้อคนละใบในการหุงหาอาหารให้เขาและตัวนางเอง แต่ซ่งโหยวกลับเห็นว่านางใช้ทัพพีคันเดียวกันนั้นตักโจ๊กให้เขา แล้วก็นำไปตักน้ำแกงให้ตนเอง และยามนี้นางกำลังใช้ทัพพีที่จุ่มอยู่ในน้ำแกงนั่นตักข้าวให้เขาอีกครั้ง
“แม่นางสามสี…”
“มีอะไรหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยหันมามองเขาด้วยความฉงน
“…”
ซ่งโหยวได้แต่เงียบไม่พูดไม่จา
พลันนึกขึ้นได้ว่า ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ต้องพำนักอยู่ที่เขาเยี่ยซานแห่งเคว้นเฟิงโจว แม่นางสามสีก็มักจะลงมือทำอาหารมาเผื่อเขาเช่นนี้เสมอ…
หรือว่า… นี่จะเป็นการตอบแทนในแบบของนางกันนะ
หมู่เมฆาปกคลุมท้องฟ้ายามวิกาล ดวงดาราล้วนแล้วแต่จะเร้นกาย
ขุนนางหนุ่มรักษาคำมั่นสัญญาอย่างเคร่งครัด เขาเก็บงำความลับและจดจำคำของนักพรตไว้ เพื่อที่ตนจะมีสติรับรู้ตลอดค่ำคืนนี้
ทว่าเขาไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าหากตนเผลอหลับไปแล้วจะตื่นขึ้นมาทันยามฟ้าสาง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าขยับเปลือกตาแม้เพียงเล็กน้อย ช่วงหัวค่ำเขามัวแต่สังสรรค์ร่ำสุราขับขานบทเพลงไปกับเหล่าพเนจรจากเหยาโจว ล่างโจวและแคว้นอื่นๆ ครั้นล่วงเข้าสู่ยามดึก ผู้คนล้วนเงียบเสียงลง เขาก็ไม่วายจะออกสืบเสาะหาผู้ที่ยังไม่หลับใหลเพื่อสนทนาพาที หากรากความง่วงเข้าจู่โจมเขาก็จะลุกขึ้นเดินทอดน่องไปตามที่ราบบนขุนเขาแล้วใช้เล็บจิกเนื้อตนเองแรงๆ
ตามตำนานเล่าว่าเคยมีผู้พบเห็นเทพเซียนขึ้นสู่สวรรค์ในยามวิกาล ขุนนางหนุ่มเดินสำรวจไปทั่วจึงพบว่ายังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่ยังลืมตาตื่นอยู่ คาดว่าคงมีจุดประสงค์เดียวกับเขา
มิเช่นนั้นก็คงรอชมแสงแรกของตะวันแล้วกระมัง
ขุนนางหนุ่มยังแวะเวียนไปหานักพรตอีกครา เพื่อขอแบ่งโจ๊กอุ่นๆ มากินสักชาม
ทว่าเมื่อไปถึงก็พบว่าซ่งโหยวกินอิ่มแล้ว บัดนี้กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาพักผ่อน มีเพียงเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังคงตื่นอยู่ นางจึงตักโจ๊กให้เขาจนเต็มชาม เดิมทีขุนนางหนุ่มคิดว่าเป็นเพียงโจ๊กธรรมดา ไม่คิดว่าจะเป็นโจ๊กผสมเห็ดและเนื้อ รสเค็มมันของเนื้อแห้งผสานกับรสหวานละมุนของเห็ดป่า เติมเกลือเพียงเล็กน้อยก็อร่อยล้ำเลิศนัก อย่าว่าแต่บนยอดเขาสูงเช่นนี้เลย ต่อให้เป็นตัวอำเภอเบื้องล่างหรือเมืองหยางตูอันเจริญรุ่งเรือง ก็คงตามหาโจ๊กรสชาติเอร็ดอร่อยถึงเพียงนี้ได้ยากนัก
ผู้มากวิชาท่านนี้ช่างรู้จักเสพสุขดีจริงๆ
ศิษย์น้อยก็ประณีตพิถีพิถันนัก
ซ้ำแล้วนางยังใจกว้างนัก เมื่อเห็นเขากินโจ๊กหมดแล้ว ก็ตักแกงเห็ดที่นางตุ๋นเองให้เขาอีกชาม รสชาตินั้นหอมหวานไม่แพ้กันเลย
เขาหาอะไรทำต่อไปเรื่อยจนใกล้ถึงเวลาฟ้าสาง
ใกล้ช่วงเวลาตื่นนอนเต็มที และยังเป็นช่วงเวลาที่มักจะฝันอีกด้วย
เป็นยามที่มนุษย์หลับลึกที่สุด ซึ่งเป็นยามที่ผู้อดหลับอดนอนทั้งหลายถูกความง่วงโจมตีอย่างหนัก
นักพเนจรหลายคนเฝ้ารอเทพเซียนมาทั้งคืน แต่กลับไร้วี่แววใดๆ พวกเขาต่างผิดหวังและอ่อนเพลีย สุดท้ายก็ทยอยหลับใหลไป ผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เริ่มบางตาลงเรื่อยๆ
ขุนนางหนุ่มยังคงกัดฟันประคองสติ
เริ่มปรากฏแสงสีขาวรำไรที่ริมขอบฟ้า จันทราดวงเด่นยังคงแขวนอยู่กลางเวหา ทว่าถูกหมู่เมฆบดบังรูปโฉม เห็นเพียงแสงสลัวที่ลอดผ่านม่านเมฆออกมา ราวกับแสงที่ลอดผ่านโคมแก้วหลากสี
ทันใดนั้นกลับมีสายลมเย็นพัดผ่านมา
ฟิ้ว…
ขุนนางหนุ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาทันที
ขณะเดียวกันบรรดาผู้คนที่นอนอยู่บนพื้นซึ่งก่อนหน้านี้ยังลืมตาตื่นอยู่ต่างก็พลันสลบไสลไปในทันใด เสียงกระซิบกระซาบบ่นเรื่องการรอคอยอันแสนเปล่าประโยชน์ก็เงียบเสียงลงไปเสียดื้อๆ เหลือเพียงขุนนางหนุ่มแซ่เหวยที่พยายามกัดฟันครองสติ
“ไม่สิ!”
ขุนนางหนุ่มส่ายศีรษะไปมาอย่างอย่างแรง เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติและนึกถึงคำกล่าวของนักพรตขึ้นมาในทันใด
“ยามที่เทพเซียนโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ ปุถุชนเดินดินมักจะหลับใหลไปเสียก่อน…”
“น้ำค้างเหนือยอดหญ้า…”
เขาใกล้จะฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว แทบจะล้มคะมำลงไปทั้งอย่างนั้น แต่ถึงกระนั้นก็ยังคลานไปใกล้ต้นหญ้า
แสงจันทร์สลัวสาดส่องลงมายังยอดหญ้าเปียกชื้น
ขุนนางหนุ่มไม่สนใจสิ่งใดแล้วอ้าปากอมยอดหญ้าต้นนั้นไว้ทันที
ถือว่าโชคดีที่ตลอดทางไม่เห็นใครมาทำธุระส่วนตัวแถวนี้
ครั้นกลืนน้ำค้างเหนือยอดหญ้าลงไปแล้วก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกจับใจ เคล้าด้วยรสชาติของยอดหญ้า หากพินิจให้ละเอียดจะพบว่ามีรสดินปะปนอยู่ด้วย
ตำนานกล่าวว่านี่คืออาหารของอมนุษย์ทั้งปวงและเป็นเครื่องดื่มของเหล่าเทพเซียน นักพรตซ่งบอกว่าจิบแล้วจะทำให้มีสติตื่นรู้ หลังจากขุนนางหนุ่มกลืนน้ำค้างไปแล้วก็ยังไม่ได้รู้สึกตื่นตัวในทันที ความง่วงนั้นก็ใช้ว่าจะหายไป เพียงรู้สึกว่ามีสติสัมปชัญญะขึ้นเล็กน้อย ไม่น่าจะเข้าสู่ห้วงนิทราแล้ว
“ยังมีอีก…”
เขาเลิกสนใจสิ่งอื่นใดแล้วเริ่มตามหาน้ำค้างตามยอดหญ้าต้นอื่น
ไม่รู้ว่าจิบไปมากเท่าไหร่ ไม่รู้กระทั่งเวลาผ่านเลยไปนานเพียงใด
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะน้ำค้างมีฤทธิ์ดั่งที่ว่าจริง หรือเพราะมัวแต่พะวงกับการตามหาน้ำค้างจนลืมความง่วงไปเอง
กระทั่งเขารู้สึกว่าผืนนภาและปฐพีพลันสว่างไสวขึ้นหลายส่วน สายลมภูเขาสงบลงไปตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบ ขุนนางหนุ่มพลิกกายกลับมาด้วยความตื่นตระหนก ครั้นเหลียวมองไปก็พบว่าหมู่เมฆที่เคยบดบังดวงจันทร์ถูกลมพัดจนสลายหายไปแล้ว เผยให้เห็นจันทราทอแสงกระจ่างเคียงคู่กับแสงรำไรแห่งรุ่งอรุณ ทุกสิ่งล้วนปรากฏชัดในสายตา ไม่ว่าจะเป็นเขาจุนเจ่อเบื้องหน้าหรือทิวเขาสลับซับซ้อนที่อยู่ไกลออกไป
หมู่เมฆถูกลมพัดจนสลายไปอีกครา
พลันปรากฏภาพราวกับประตูสวรรค์เปิดออก
บนฟากฟ้ามีประตูสวรรค์ปรากฏขึ้นจริงๆ ทั้งสง่างามและโอ่อ่า รัศมีเทพเจิดจ้าตระการตา เบื้องหลังบานประตูมีหอคอยและตำหนักวิจิตรงดงามแฝงไปด้วยบรรยากาศโบราณล้ำลึก ล้วนถูกปกคลุมด้วยไอหมอกเลือนราง ราวกับสรวงสวรรค์ในจินตนาการ
มีเสียงดนตรีแว่วมาจากที่ใดมิอาจทราบ เสียงนั้นแผ่วเบาเลื่อนลอย ทว่าเมื่อตั้งใจสดับฟัง โสตประสาทก็รับรู้ได้ถึงเสียงดนตรีอันไพเราะจับใจ
“ลำนำเซียน…”
ขุนนางหนุ่มจ้องมองผืนฟ้าตาไม่กะพริบ พึมพำเสียงแผ่วเบาพร้อมเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
หน้าประตูสวรรค์ปรากฏร่างเงามนุษย์ มีทั้งทวยเทพและเหล่าขุนพลแห่งสรวงสวรรค์
ดูเหมือนจะมีใครบางคนก้มมองลงมาเบื้องล่างด้วย
ขุนนางหนุ่มรีบยกชายเสื้อขึ้นบดบังใบหน้า เหลือเพียงช่องเล็กๆ ระหว่างชายเสื้อไว้ลอบมองสรวงสวรรค์ ขณะเดียวกันก็กวาดสายตามองไปรอบบริเวณ
มีคนผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนเตรียมที่จะจุติสู่สรวงสวรรค์แล้ว
……………