ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 407 คำเล่าขานและสิ่งตอบแทน
บทที่ 407 คำเล่าขานและสิ่งตอบแทน
……………
“เมื่อครู่ได้ยินท่านบอกว่า เพิ่งกลับมาจากชายฝั่งแคว้นล่างโจวหรือ” ซ่งโหยวเอ่ยถามขุนนางหนุ่ม
“ใช่แล้ว! มีอะไรหรือท่าน” ชายหนุ่มถามด้วยความแปลกใจ “คุณชายสนใจทิวทัศน์ล่างโจวด้วยหรือ หรือว่าท่านเองก็นึกอยากจะไปเยือนล่างโจวขึ้นมาแล้ว”
“พวกข้าออกพเนจรไปทั่วหล้า ย่อมต้องไปชมดูทุกหนแห่ง หลังจากลงจากเขาจุนเจ่อไปแล้วก็ตั้งใจว่าจะมุ่งหน้าไปล่างโจว” ซ่งโหยวเผยยิ้มน้อยๆ “ในเมื่อท่านเพิ่งกลับมาจากที่นั่น ทั้งยังโปรดปรานทัศนียภาพอันแปลกตา ข้าจึงใคร่ขอสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับชายฝั่งล่างโจวไปจนถึงโพ้นทะเล ว่ามีภูมิประเทศหรือตำนานพิสดารใดบ้าง”
“เช่นนั้นท่านก็ถามถูกคนแล้ว!” ขุนนางหนุ่มยืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
“โอ้”
“ตัวข้านี้มิเพียงชมชอบทัศนียภาพแปลกตา แต่ยังโปรดปรานเรื่องราวพิสดารเป็นที่สุด หาได้คิดว่าเป็นการเสียเวลาไม่ ท่านคิดจะถามข้า ย่อมไม่ผิดหวังแน่นอน” ชายหนุ่มเริ่มร่ายยาว “เล่ากันว่าท้องทะเลนั้นกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่าผืนแผ่นดินเสียอีก ชาวประมงและพ่อค้าในล่างโจวต่างใช้ชีวิตรอนแรมอยู่กลางทะเล เดินทางไปมาระหว่างเกาะน้อยใหญ่และแว่นแคว้นโพ้นทะเล ชั่วชีวิตของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวประหลาดลึกล้ำ แต่ในมุมมองของข้า ใช่ว่าทุกเรื่องเล่าจะน่าเชื่อเถือ มีไม่น้อยที่เป็นเรื่องปั้นแต่ง จึงต้องรู้จักพินิจพิเคราะห์ด้วยตนเอง”
ซ่งโหยวร่วมทางกับเขามาหนึ่งวันเต็ม ได้สนทนากันไม่น้อยจนพอจะรู้รสนิยมของเขา และคาดหวังว่าจะได้คำตอบกลับมาได้ แต่เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย โดยเฉพาะคำว่า ‘พินิจพิเคราะห์’ ซ่งโหยวก็ถึงกับยกยิ้มออกมา
เขารับรู้ได้ทันทีว่าตนจะได้รับคำตอบอันเป็นประโยชน์มหาศาลกลับมา
ซ่งโหยวจึงกล่าวกับเขา “ในใต้หล้านี้มีผู้ชมชอบทิวทัศน์และเรื่องราวพิสดารอยู่ไม่น้อย แต่ผู้ที่คิดจะไปสัมผัสด้วยตนเอง ทั้งยังรู้จักขบคิดแยกแยะจริงเท็จนั้นกลับมีอยู่เพียงหยิบมือ”
“ฮ่าๆ!”
คำชมนี้ช่างตรงใจขุนนางหนุ่มยิ่งนัก เขาหัวเราะร่าก่อนจะถามต่อ “คุณชายอยากฟังเรื่องใดเล่า”
“ข้าอยากรู้ว่าชายฝั่งล่างโจวและโพ้นทะเลมีตำนานพิสดารหรือทิวทัศน์แปลกตาอย่างไรบ้าง มิจำกัดว่าต้องเป็นเรื่องผีสางเทพยดา จะเป็นเรื่องใดก็ได้” ซ่งโหยวประสานมือกล่าวพลางทอดสายตามองไปยังที่ไกล “เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะรบกวนเวลาร่ำสุราเสวนากับสหายของท่านหรือไม่”
ขุนนางหนุ่มโบกมืออย่างไม่ใส่ใจก่อนจะนั่งลง “ชายฝั่งล่างโจวไม่เหมือนที่หยางโจว ที่นั่นเป็นดินแดนห่างไกลและทุรกันดาร หากท่านจะไปเยือน ทางที่ดีควรจัดเตรียมข้าวของที่จำเป็นไปให้พร้อม เผื่อไปถึงที่นั่นแล้วจะหาที่จับจ่ายได้ยาก ดินแดนเช่นนั้นย่อมมีตำนานภูตผีปีศาจมากมาย แม้แต่ในทะเลก็มีเทพเจ้าแห่งท้องทะเล เช่นว่าห่างออกไปจากล่างโจวสองร้อยลี้ มีมังกรสถิตอยู่ มีผู้คนมากมายเคยเห็นกับตาเชียว” ชายหนุ่มเว้นจังหวะ “แต่หากจะพูดถึงตำนานที่ประหลาดที่สุด ฮี่ๆ ไม่รู้ว่าคุณชายหรือผู้อื่นจะคิดอย่างไร แต่เท่าที่ข้าเคยได้ยินมา เห็นจะเป็นเรื่อง ‘อาณาจักรคนแคระ’ กลางทะเลชางจวิ้น”
“อาณาจักรคนแคระหรือ”
“เล่ากันว่าในทะเลชางจวิ้นมีเกาะเล็กๆ อยู่แห่งหนึ่ง เกาะนั้นเล็กมากเสียจนหากเทียบกับเกาะที่มีชื่อระบุในบันทึกภูมิศาสตร์ของทะเลชางจวิ้นแล้ว เกาะอื่นๆ ยังดูใหญ่โตกว่ามาก ที่สำคัญเกาะนี้ไม่มีที่ตั้งแน่นอน เสมือนว่าลอยละล่องไปตามใจชอบในทะเลชางจวิ้น หรือบางทีก็ผลุบๆ โผล่ๆ เกาะแห่งนี้แลคืออาณาจักรคนแคระในตำนาน” ขุนนางหนุ่มหยุดชั่วครู่ “ตำนานว่าไว้ว่า ผู้คนในอาณาจักรคนแคระนี้มีขนาดตัวเท่าฝ่ามือ หรือพอๆ กับหนูตัวหนึ่งเท่านั้น หากคนนอกบังเอิญหลงเข้าไป ร่างกายก็จะหดเล็กลงตามไปด้วย แต่พอออกจากเกาะก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิม ทว่านอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์ชนิดอื่นกลับไม่เปลี่ยนขนาดเลย”
“ฟังดูน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
“ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น! ว่ากันว่าปูที่นั่นหนีบคนตายได้ ปลาตัวเล็กๆ เพียงตัวเดียวก็เลี้ยงคนได้ทั้งเมือง!” ชายหนุ่มฉีกยิ้มเล่าอย่างออกรส “สำหรับข้าแล้ว เรื่องผีสางเทพยดาที่ว่าศักดิ์สิทธิ์ลึกล้ำนักหนา ยังสู้เรื่องอาณาจักรคนแคระนี้ไม่ได้เลย ต่อให้เป็นเรื่องมังกร… อย่างเช่นเรื่องมีคนเห็นหัวมังกรโผล่พ้นยอดเขาตอนเกิดแผ่นดินไหวที่เฟิงโจว แต่เรื่องพวกนั้นมีหรือพิสดารสู้เรื่องอาณาจักรคนแคระได้”
“ที่ท่านว่ามาก็จริง” ซ่งโหยวพยักหน้าเห็นพ้อง ก่อนจะถามต่อ “จากที่ท่านเล่า ดูเหมือนจะมีคนเคยไปเยือนเกาะนั้นมาไม่น้อยเลย”
“ฮ่าๆ! ท่านนี่คอเดียวกันกับข้าเลย!”
ขุนนางหนุ่มตบมือหัวเราะชอบใจ “คราแรกที่ข้าได้ยิน นอกจากจะรู้สึกประหลาดใจแล้ว ความคิดแรกคือไม่เชื่อและอยากพิสูจน์ความจริง จึงได้ออกสืบเสาะไปตามสถานที่ต่างๆ จนพบว่าหมู่บ้านริมทะเลในแคว้นล่างโจวหลายแห่งต่างมีตำนานคล้ายๆ กัน แม้จะเป็นที่ที่อยู่ห่างไกลกันหรือไม่เคยติดต่อกันเลยก็ตาม มีผู้มากมายที่เคยหลงเข้าไปในอาณาจักรคนแคระ บางคนถึงขั้นแต่งงานกับคนที่นั่นจนมีลูกหลาน ซ้ำแล้วยังพากลับมาด้วย ซึ่งพอเด็กเหล่านั้นออกมาจากอาณาจักรคนแคระก็มีขนาดตัวปกติเช่นกัน”
“แล้วท่านคิดว่ามีมูลความจริงสักกี่ส่วนกัน”
“ย่อมมีทั้งคนที่ฟังเขาเล่ามา หรือพวกที่พูดจาเรื่อยเปื่อย แต่ก็มีบางคนที่เล่าเสียไม่มีเค้าโครงเรื่องโกหกเลย” ขุนนางหนุ่มเว้นจังหวะ “อย่างน้อยรายละเอียดหลายอย่างในหมู่บ้านชาวประมงที่อยู่ห่างไกลกันหรือต่างอำเภอกันก็ยังมีเนื้อความที่สอดคล้องยืนยันกันได้”
“ฮ่าๆ ข้าหามีสำบัดสำนวนถึงเพียงนั้นไม่”
“แล้วท่านเคยออกทะเลไปตามหาอาณาจักรคนแคระนั้นหรือไม่”
“ต้องเคยอยู่แล้ว แต่จ้าวสมุทรนั้นอารมณ์ร้าย ไม่ชอบให้ใครไปรบกวน หากถูกกวนใจก็มักจะบันดาลคลื่นยักษ์จมเรือ ข้าจึงมิกล้าไปตอแย แต่อาณาจักรคนแคระนี้ไม่ค่อยมีข่าวคราวเรื่องความอันตราย ข้าย่อมลองไปเสาะแสวงหาดู” ขุนนางหนุ่มเอ่ยอย่างเสียดาย “ทว่าคงเป็นเพราะข้าไร้วาสนา รอนแรมอยู่กลางทะเลครึ่งเดือนก็ยังไม่เจอ”
“หากข้าจะไปที่นั่น ควรจะเริ่มต้นค้นหาจากที่ใดดี”
“ข้าว่าแล้วว่าคุณชายต้องสนใจ!”
“เรื่องพิสดารเช่นนี้ ข้าย่อมสนใจเป็นธรรมดา” ซ่งโหยวตอบตามจริง
“หากเป็นเช่นนั้น ให้ท่านไปที่อำเภอหลานอันแห่งชางจวิ้น” ชายหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ที่นั่นอาจไม่ใช่จุดที่ใกล้กับตำแหน่งของอาณาจักรคนแคระที่สุด แต่ถือว่าค่อนข้างครึกครื้นดี จะซื้อเรือหรือเช่าเรือออกทะเลย่อมสะดวกกว่า ทั้งยังมีตำนานเล่าขานมากมาย หากท่านอยากสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมก็ถือว่าเหมาะนัก”
“ข้าจะจำไว้”
“ได้ยินว่าโพ้นทะเลล่างโจวมิได้มีเพียงอาณาจักรคนแคระ ยังมีอาณาจักรยักษาและอาณาจักรปีศาจตนอื่นอีกมากมาย บ้างก็อันตราย บ้างก็น่าสนใจ บ้างก็ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ชาวบ้านกุขึ้นมาเอง แต่เรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นเพียงเรื่องเล่าภูตผีปีศาจทั่วไป ไม่น่าอัศจรรย์เท่าอาณาจักรคนแคระหรอก” ขุนนางหนุ่มกล่าวพลางเหลือบมองไปด้านข้าง “โอ้ แม่นางน้อยกลับมาพร้อมฟืนแล้ว”
“นางขยันขันแข็งเช่นนี้เสมอ ทั้งยังดูแลข้าเป็นอย่างดี”
ซ่งโหยวมองตามสายตาเขาไป
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีอุ้มฟืนกองโตเดินเข้ามา นางจ้องมองขุนนางหนุ่มด้วยความฉงน พลางสงสัยว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ถึงได้ดูคุยออกรสเพียงนี้ ครั้นเดินเข้ามาใกล้ก็ได้ยินประโยคที่ซ่งโหยวกล่าวชมพอดี
นางจึงแสร้งว่าไม่รู้ไม่ชี้ สำรวมท่าที ก้มหน้าก้มตาลง ก่อนจะวางฟืนลงแล้วก่อกองไฟอย่างชำนาญ จากนั้นจึงหยิบหินธรรมดาๆ สองก้อนจากอกเสื้อออกมากระเทาะ
ขณะเดียวกันก็เป่าลมให้ไฟติด
พรึ่บ!
กองฟืนพลันลุกโชนขึ้นมาทันที
ซ่งโหยวมองภาพนั้นด้วยความเอ็นดูจนต้องเอ่ยชมอีกครั้ง “แม่นางสามสีฉลาดยิ่งนัก…”
ส่วนขุนนางหนุ่มกลับมองตาค้าง
เขาไม่เคยเห็นหินเหล็กไฟของใครหน้าตาแบบนี้ ไม่เคยเห็นใครจุดไฟโดยไม่ใช้เชื้อไฟ และไม่เคยเห็นใครจุดไฟได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตามาก่อน
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไร
แม่นางสามสียังคงนิ่งเงียบ นางนั่งลงข้างนักพรต เพื่อตอบแทนคำชมของเขา และเพื่อรักษาภาพพจน์แมวน้อยจอมขยันขันแข็งและรู้จักดูแลผู้อื่นได้เป็นอย่างดี ตอนนี้นางจึงกลายเป็นเครื่องจักรไร้ความรู้สึก ไม่สนใจเรื่องราวภายนอก มุ่งมั่นอยู่กับการก่อไฟทำอาหารเท่านั้น
“คราวนี้ค่อยอุ่นขึ้นหน่อย” ซ่งโหยวกล่าวกับขุนนางหนุ่มด้วยรอยยิ้ม
“ใช่… ใช่แล้ว…”
“หากท่านไม่รีบกลับไปร่วมวงกับมิตรสหาย เช่นนั้นไม่สู้เล่าตำนานพิสดารอื่นๆ ตามดินแดนโพ้นทะเลของล่างโจวให้ข้าฟังอีกสักหน่อยเล่า เช่นเรื่องดินแดนประหลาดกลางทะเลหรือเรื่องมังกร” ซ่งโหยวเอ่ยกับขุนนางหนุ่มพลางใช้หางตาลอบมองแม่นางสามสีที่กำลังยุ่งอยู่กับการก่อไฟ “ข้าย่อมมีสิ่งตอบแทนให้แน่นอน”
“ได้สนทนากับท่านช่างรื่นรมย์ใจยิ่งนัก ใยจะต้องมีสิ่งตอบแทนอีก”
ขุนนางหนุ่มนั่งอิงไออุ่นจากกองไฟ สายตาจับจ้องการเคลื่อนไหวของแม่นางสามสีพลางเอ่ยว่า “ข้าไม่เคยออกตามหาจ้าวสมุทรหรอก ไม่กล้าไปตอแยน่ะ แต่พอไปถึงชายฝั่งล่างโจว ตำนานของจ้าวสมุทรตนนี้ก็มีให้ได้ยินหนาหู บ้างก็ว่ามีลำตัวยาวร้อยจั้ง บ้างก็ว่ายาวถึงพันจั้ง รูปลักษณ์ถอดแบบมาจากมังกรตามตำนาน ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก…”
เสียงประกายไฟดังแทรกมาเป็นระยะ
อย่างไรเสียที่นี่ก็เป็นจุดกำบังลมชั้นดี แม้ค่ำคืนวันคิมหันต์บนถูเขาจะแฝงไปด้วยไอเย็นหนาวเหน็บ แต่เมื่อมีกองไฟสุมอยู่เช่นนี้ ต่อให้ขยับออกห่างไปบ้างก็ยังไม่รู้สึกหนาวมากนัก
พอเริ่มเล่าแล้วขุนนางหนุ่มก็ไม่อาจหยุดได้ เขาเริ่มรู้สึกว่านักพรตซ่งผู้นี้ช่างดูละม้ายคล้ายคลึงเซียนผู้สูงส่ง คุยแล้วก็รู้สึกถูกชะตายิ่งนัก ไม่ว่าจะสนทนาเรื่องใดสนใจไปเสียหมด ถึงขั้นลืมวันเวลาไปเลย
เขาเล่าตั้งแต่เรื่องมังกรแห่งดินแดนโพ้นทะเล ไปจนถึงอาณาจักรมากมายกลางสมุทร ลามไปถึงเหล่าปีศาจตามชายฝั่งและเทพเจ้าที่ชาวบ้านพื้นถิ่นนับถือ ซ่งโหยวมิได้ตอบโต้บ่อยนัก แต่ทุกครั้งที่เอ่ยปาก ขุนนางหนุ่มกลับรู้สึกราวกับได้พบสหายรู้ใจ อันที่จริงมิใช่ว่าซ่งโหยวแสร้งทำ แต่เป็นเพราะซ่งโหยวเข้าใจเขาได้อย่างลึกซึ้ง ด้วยเนื้อแท้แล้วทั้งคู่ต่างก็เป็นคนประเภทเดียวกัน
รัตติกาลล่วงเลยผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
บนกองไฟเบื้องหน้ามีหม้อดินใบเล็กและใหญ่สองใบตั้งอยู่ กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณ
ครู่หนึ่งก็มีคนมาตามขุนนางหนุ่มจากทางโน้น
“คุณชาย ข้าคงต้องขอตัวไปก่อนแล้ว”
“โจ๊กเพิ่งเคี่ยวเสร็จพอดี กำลังร้อนๆ เลย ท่านไม่กินสักชามหรือ” ซ่งโหยวถาม
“ฮ่าๆ…”
ขุนนางหนุ่มแหงนหน้าหัวเราะร่า เขาไม่ได้ปฏิเสธและก็ไม่ได้อยู่ต่อ แต่กล่าวว่า “ข้าขอไปรับหน้าทางโน้นก่อนสักครู่ ประเดี๋ยวจะถือชามของตนเองมาขอแบ่งโจ๊กไปจากท่าน… บนเขาสูงเช่นนี้ได้กินโจ๊กเพิ่งเคี่ยวเสร็จร้อนๆ นับเป็นบุญของข้าโดยแท้”
“เช่นนั้นก็ได้”
ซ่งโหยวเอ่ยพลางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเหลียวซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่าไร้ผู้คนจึงกระซิบกับขุนนางหนุ่มว่า “ได้ฟังเรื่องราวพิสดารจากปากท่านมามากมาย ทุกเรื่องล้วนดูน่าเชื่อถือกว่าที่ฟังจากผู้อื่น ฟังแล้วนับว่าอิ่มเอมใจ เป็นประโยชน์ต่อพวกข้ามากเลยทีเดียว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมต้องมีสิ่งตอบแทนกันบ้าง”
“คุณชายใยต้องเกรงใจถึงเพียงนั้น”
“ท่านชอบเรื่องราวพิสดาร ทั้งยังชอบพิสูจน์จริงเท็จเพื่อคลายความสงสัย วันนี้หากท่านอยากเห็นเทพเซียนจุติขึ้นสู่สวรรค์กับตา หรืออยากรู้ว่าในบรรดาผู้ร่วมทางที่ขึ้นเขามาในวันนี้ มีผู้ใดบ้างที่เป็นเทพเซียนจำแลงกายมา คืนนี้ท่านต้องไม่นอนจนกว่าฟ้าจะสาง” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ ก่อนจะเสริมว่า “ยามที่เทพเซียนโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ ปุถุชนเดินดินมักจะหลับใหลไปเสียก่อน แต่หากค่ำคืนนี้ท่านจิบน้ำค้างเหนือยอดหญ้า ก็จะตื่นตลอดทั้งคืน”
ขุนนางหนุ่มฟังจบ ดวงตาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง “คุณชายท่าน… ท่านคือเทพเซียนจริงๆ หรือ”
คำถามนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ เพราะตลอดทั้งวันที่ผ่านมา เมื่อใดต้องเผชิญหน้ากับนักพรตผู้นี้ เขาไม่รู้ว่าตนเองเกิดข้อกังขาไปกี่ครั้งและล้มล้างความกังขานั้นไปแล้วกี่หน
“มิใช่หรอก ข้าเป็นเพียงนักพรตพเนจร เช่นเดียวกับท่านที่มารอชมเทพเซียนขึ้นสวรรค์บนเขาจุนเจ่อแห่งนี้” ซ่งโหยวตอบตามจริง “เพียงแต่ข้าพอมีตบะอยู่บ้าง หลังจากนั่งขัดสมาธิอยู่ที่นี่มาครึ่งค่อนวัน ก็พอมองออกบ้างแล้ว”
“คุณชาย ท่านนี่สมกับเป็นผู้วิเศษจริงๆ!”
“ท่านโปรดอย่าไปป่าวประกาศให้ใครรู้” ซ่งโหยวกล่าว “และหวังว่าท่านจะไม่เอาเยี่ยงอย่างท่านหลี่ผู้นั้น…”
“แน่นอน!”
ขุนนางหนุ่มเผยสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาทันที เขาค้อมกายประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมก่อนจะขอตัวลาและจากไปด้วยท่าทางเร่งรีบ
……………