ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 503 คำใบ้
บทที่ 503 คำใบ้
“นักพรต! นักพรต!”
เสียงอื้ออึงที่ชั้นล่างยังคงดังไม่ขาดสาย ไม่รู้ว่าถ้อยคำสารพันผสมปนเปกันอย่างไร อาจเป็นเพราะวันวานที่ผ่านมานั้นจืดชืดเกินไป บรรยากาศแห่งเทศกาลจึงดูมีค่าขึ้นมาทันตา กลิ่นอายของปีใหม่ยังไม่ทันจางหาย กลับยิ่งทวีความคึกคักขึ้นเพราะการเถลิงถวัลยราชสมบัติของฮ่องเต้องค์ใหม่ที่นำพาความปีติยินดีมาสู่ปวงประชา
ดังที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ความยินดีปรีดาของราษฎรหาใช่เพียงการป่าวประกาศคำขวัญ ทว่าราชสำนักมีนโยบายเกื้อกูลราษฎรอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการตั้งโรงทานแจกจ่ายข้าวสารและการลดหย่อนค่าเช่าบ้าน ล้วนเป็นนโยบายปกติที่พึงมี
ชั่วขณะนั้น คนทั้งเมืองต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์
การสนทนาถกเถียงดำเนินต่อเนื่องมาหลายวัน แม้แต่พิธีบรมราชาภิเษกจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ความกระตือรือร้นของผู้คนก็ยังมิได้เสื่อมคลาย
ทว่าซ่งโหยวยังคงอยู่ในสภาพตาปรือขี้เกียจตื่น เขาเพียงแต่ลุกขึ้นนั่งบนเตียง นิ่งฟังเสียงคนสัญจรพูดคุยกันด้านล่าง พลันก็ได้ยินเสียงเรียกแผ่วเบาและแหลมเล็กดังมาจากหัวบันได
เด็กหญิงในชุดสามสีเดินขึ้นมา นางโผล่ออกมาจากหัวบันไดเพียงครึ่งตัว แล้วจึงเอ่ยปากขึ้น
“ข้างล่างมีคนมาหาเจ้าด้วย!”
“มากันสามคน!”
“มีแต่คนที่เคยเห็นหน้าทั้งนั้น!”
เด็กหญิงไม่ได้เดินขึ้นมาต่อ นางยืนนิ่งอยู่ใกล้หัวบันได เพียงยื่นกายท่อนบนออกมาจากชั้นสอง ชะเง้อคอจ้องมองนักพรตหนุ่มด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“สามคนเชียวหรือ”
“คนหนึ่งแซ่อวี๋ คล้ายว่าจะเคยเจอที่เมืองอี้โจว คราวที่แล้วตอนกลับฉางจิงก็เคยเจอกันครั้งหนึ่ง แม่นางสามสีจำไม่ค่อยได้แล้ว อีกคนคือเจ้าเมืองหลิว เคยเจอกันทั้งที่อี้โจวและเหอโจว คราวก่อนที่เรากลับฉางจิงกำด้เจอเขาอีกครั้ง” เด็กหญิงตัวน้อยชะงักไปครู่หนึ่ง พลางปั้นหน้าตึงจ้องมองเขา “ส่วนอีกคนเป็นเพื่อนบ้านที่อี้โจว เคยเอาปลามาฝากแม่นางสามสีด้วย จำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวส่ายหน้า อันที่จริงเขายังไม่อยากลุกจากเตียงนัก แต่ก็ไม่อาจเกียจคร้านอยู่เช่นนี้ต่อไปได้ จึงหันไปกำชับศิษย์น้อยว่า “ในเมื่อเป็นสหายเก่า เช่นนั้นรบกวนแม่นางสามสีช่วยต้อนรับพวกเขาให้ดีก่อน บอกว่าข้าแต่งกายล้างหน้าล้างตาเสร็จแล้วจะลงไปทันที รบกวนให้พวกเขารอสักครู่ จำไว้หนา อย่าได้เสียกิริยาเป็นอันขาด”
“รับทราบ!”
เด็กหญิงตอบรับอย่างฉะฉาน
เดิมทีนางก็ไม่ได้เดินขึ้นมาบนชั้นสองอยู่แล้ว สิ้นคำก็หมุนตัวกลับ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงบันไดไม้เก่าๆ ดังกระทบกันสลับกับเสียง เอี๊ยดอ๊าด ตามจังหวะฝีเท้าที่นางเร่งรุดลงไปข้างล่าง
ส่วนซ่งโหยวนั้นก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างหน้าล้างตา
แว่วเสียงของเด็กหญิงมาจากชั้นล่าง
“นักพรตน่ะขี้เกียจจะตาย เพิ่งจะลุกจากเตียงเมื่อครู่นี้เอง รบกวนพวกท่านนั่งรอสักประเดี๋ยว เขาแต่งตัวล้างหน้าเสร็จแล้วจะลงมา
“แม่นางสามสีจะต้มน้ำชาให้พวกท่านเอง”
“จริงด้วย! พวกท่านกินมื้อเช้ามาหรือยัง แม่นางสามสีต้มเกี๊ยวไว้ เพิ่งจะสุกเลย!”
“…”
คำพูดของเด็กหญิงฟังดูมีระบบระเบียบและไม่เสียกิริยา เพียงแต่แมวก็ย่อมมีวิถีการเข้าสังคมแบบแมว ไม่ว่าแขกทั้งสามจะทัดทานอย่างไร นางก็หาได้ฟังไม่ ยังคงยืนกรานที่จะยกเกี๊ยวไปวางตรงหน้าพวกเขาให้ได้
ซ่งโหยวนิ่งเงียบพลางวักน้ำล้างหน้า
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเสร็จสิ้น เขาจึงเดินไปที่หน้าต่าง ผลักบานหน้าต่างออกแล้วมองลงไปเบื้องล่าง
ท้องฟ้าสีครามสดใส แสงแดดเจิดจ้า อากาศที่หนาวเย็นพัดพรูเข้ามาในทันที พร้อมกับกลิ่นจางๆ จากแผงขายผักบนถนนด้านนอก เบื้องล่างมีบัณฑิตอยู่ไม่กี่คน อายุอานามไม่น้อยแล้ว พากันจับกลุ่มรอเพื่อนร่วมสำนักหรือมิตรสหาย เสียงสนทนาที่ได้ยินเมื่อครู่ส่วนใหญ่ก็มาจากคนกลุ่มนี้นั่นเอง
ซ่งโหยวไม่ได้ปิดหน้าต่าง ถือโอกาสนี้เปลี่ยนถ่ายอากาศภายในห้อง เขาจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วจึงเดินลงชั้นล่าง
ประตูไม้ด้านล่างเปิดออกเพียงบานเดียว แม้เด็กหญิงตัวน้อยจะตัวไม่สูงนักแต่นางก็ขยันขันแข็งยิ่ง กำลังพยายามเปิดประตูออกให้หมดเพื่อให้ภายในร้านสว่างไสว
ที่โต๊ะยาวมีร่างสามร่างนั่งอยู่ มากันเพียงสามคนโดยไม่ได้พาผู้ติดตามมาด้วย ทั้งยังไม่ได้สวมชุดขุนนาง กลับสวมกายด้วยเสื้อผ้าเรียบง่ายยิ่ง คนหนึ่งท่าทางสงบนิ่ง อีกคนดูประหม่าเล็กน้อย ส่วนอีกคนนั่งตัวตรง บนโต๊ะมีกาน้ำชาหนึ่งใบ ถ้วยชาสามถ้วย พร้อมด้วยเกี๊ยวต้มสุกใหม่ๆ หนึ่งจานและตะเกียบสามคู่
ทั้งสามคนไม่อาจขัดศรัทธาความกระตือรือร้นของเด็กหญิงได้ จึงจำต้องคีบเกี๊ยวขึ้นมาลองชิมคนละคำประหนึ่งทานของว่าง ทว่าหลังจากนั้นก็ขัดเขินเกินกว่าจะขยับตะเกียบต่อ
เมื่อเห็นซ่งโหยวเดินลงมา ทั้งสามก็รีบลุกขึ้นยืนทันที
“คารวะคุณชาย”
“คุณชาย หวังว่าท่านคงสุขสบายดี”
“คารวะคุณชาย”
“ในเมื่อเป็นสหายเก่าจากอี้โจว ก็อย่าได้เกรงใจไปเลย” ซ่งโหยวรีบเอ่ย “เชิญทุกท่านนั่งลงเถิด”
“ก่อนหน้านี้ภารกิจรัดตัว เมื่อทราบว่าคุณชายกลับถึงเมืองหลวงก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว ธุระช่วงต้นปีและท้ายปีช่างมากมายนัก พอพ้นปีใหม่มาก็ยังวุ่นวายอยู่กับพิธีเถลิงราชย์ของฝ่าบาท เพิ่งจะได้มาเยี่ยมเยียนคุณชายก็ตอนนี้” เจ้าเมืองอวี๋ในวันวาน ซึ่งบัดนี้คือเสนาบดีอวี๋ประสานมือคารวะซ่งโหยว ยังคงรักษาท่าทีนอบน้อมดั่งเช่นครั้นอดีต “หวังว่าคุณชายจะไม่ถือสา”
“หวังว่าคุณชายจะไม่ถือสา”
“ผู้แซ่หลัวเข้าเมืองหลวงมาได้สองเดือนแล้ว ทว่าเพิ่งจะทราบเมื่อวานนี้เองว่าคุณชายก็อยู่ในเมืองหลวงด้วย ช่างน่าละอายนัก”
“น่าละอายอะไรกัน ข้ากลับฉางจิงมาครานี้ แม้จะไม่ได้พบหน้าพวกท่านทั้งสาม แต่ก็ได้ยินเรื่องความทุ่มเทของพวกท่านอยู่บ่อยครั้ง ปีที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ย่อมต้องเหนื่อยยากกว่าปีก่อนๆ เป็นธรรมดา” ซ่งโหยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ผู้เป็นขุนนางพึงกระทำเพื่อแผ่นดินและราษฎร ข้ามีแต่จะชื่นชมเลื่อมใส”
กล่าวจบ ซ่งโหยวก็หันกายกลับไปมองที่หัวหน้ามือปราบหลัวซึ่งไม่ได้พบกันนานที่สุด พลางยิ้มละไม“พรากจากดั่งเมฆาคล้อย สิบปีผันผ่านดั่งสายน้ำไหล ท่านหัวหน้ามือปราบ สบายดีหรือไม่”
“อาศัยบารมีของคุณชาย ทุกอย่างราบรื่นดีขอรับ”
“คราที่ลาจากกันที่เมืองอี้โจว ไม่เคยคาดคิดเลยว่าจะได้พบกันอีกในเวลาและสถานที่เช่นนี้ เดิมทีข้าคิดว่าคงต้องรออีกยี่สิบปีให้หลังเมื่อข้ากลับไปเยือนอี้โจวอีกคราจึงจะได้พบพวกท่าน” ซ่งโหยวประสานมือกล่าว “วาสนาช่างล้ำลึกยากจะพรรณนาโดยแท้”
“ท่านหัวหน้ามือปราบดูผ่านโลกมาไม่น้อยเลยนะ”
ซ่งโหยวเอ่ยพลางปรายตาไปมองอีกสองคนที่เหลือ เห็นผู้ที่เดิมทีไร้ผมขาวบัดนี้กลับมีสีดอกเลาแทรกอยู่ ส่วนผู้ที่มีอยู่เดิมก็ยิ่งขาวโพลนมากขึ้น จึงอดมิได้ที่จะทอดถอนใจ “สหายเก่าล้วนแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา”
“อายุมากขึ้นแล้วก็เป็นเช่นนี้”
“ผ่านลมฝนมาเกือบสิบปีแล้วนี่นา”
“มีเพียงคุณชายที่ยังคงเหมือนเดิมมิแปรเปลี่ยน”
ทั้งสามต่างมีความรู้สึกตื้นตันแตกต่างกันไป
ทว่าในตอนนั้นเอง เด็กหญิงตัวน้อยที่เปิดประตูเสร็จแล้วก็เดินเข้ามา นางวางตะเกียบหนึ่งคู่และถ้วยชาหนึ่งใบลงตรงหน้านักพรตหนุ่มอย่างเงียบเชียบ ทั้งยังรินน้ำชาให้จนเต็ม ก่อนจะถอยไปยืนสงบนิ่งอยู่ด้านข้าง ดวงตากลมโตดำขลับคู่นั้นเอาแต่กวาดมองพวกเขาสลับไปมา แม้จะมิเอ่ยคำใด แต่นางช่างดูว่านอนสอนง่ายและน่ารักยิ่งนัก ช่วยบรรเทาความเศร้าสร้อยจากการหวนรำลึกความหลังของสหายเก่าลงได้หลายส่วน
เมื่อเห็นว่าทั้งสี่คนเงียบเสียงลง นางจึงเปิดปากถามขึ้นมาคำแรกว่า “เหตุใดพวกท่านจึงไม่กินเกี๊ยวเล่า”
“กินแล้ว กินแล้ว”
ทั้งสามรีบละล่ำละลักตอบ
“นักพรต ทำไมเจ้าไม่กิน” เด็กหญิงหันไปมองนักพรตหนุ่ม “นี่แม่นางสามสีอุตส่าห์ต้มให้เจ้าโดยเฉพาะเชียวนะ”
“แม่นางสามสีช่วยออกไปซื้อหยวนเซียวให้ข้าสักถ้วยเถิด เอาแบบที่ใส่น้ำข้าวหมักด้วยนะ” ซ่งโหยวไม่แม้แต่จะแตะตะเกียบ “วันนี้เป็นเทศกาลโคมไฟแล้ว ควรจะได้กินหยวนเซียวสักถ้วย”
“เจ้าไม่กินเกี๊ยวหรือ”
“แม่นางสามสีกินเองเถิด”
“ทำไมไม่กินเล่า”
“ข้าอยากกินหยวนเซียว”
“เช่นนั้นเจ้าต้องกินเกี๊ยวก่อน!”
“ไปเถิด ข้าหิวแล้ว”
ซ่งโหยวโบกมือไล่ให้นางไปเสีย
แขกทั้งสามบนโต๊ะมิกล้าสอดคำ ได้แต่เหลียวมองตามชุดสามสีของเด็กหญิงไปพลางนิ่งเงียบมิเอ่ยสิ่งใด
จนกระทั่งเด็กหญิงเดินลับตาไป จึงค่อยถอนสายตากลับมา
ในใจของพวกเขาอดมิได้ที่จะเกิดความฉงนสงสัย
ทว่ากลับเห็นนักพรตหนุ่มเอ่ยกับพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “ศิษย์น้อยของข้าผู้นี้ดีทุกอย่าง เสียแต่มีรสนิยมชมชอบอย่างหนึ่ง คือนางชอบกินเนื้อหนู แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าเกี๊ยวในวันนี้จะเป็นไส้เนื้อหนูเสมอไป เพียงแต่ภายภาคหน้าหากนางเอาสิ่งใดมาให้พวกท่านกิน ตอนที่ลิ้มรส…รบกวนพวกท่านตรองดูให้ดีก่อน”
“…”
ทั้งสามได้ยินดังนั้นก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นซับซ้อน อดมิได้ที่จะชำเลืองมองจานเกี๊ยวบนโต๊ะ
เกี๊ยวยังคงมีไอความร้อนลอยกรุ่น
ไส้เกี๊ยวถูกสับจนละเอียด ยิ่งมีผักกาดขาวและเห็ดหูหนูผสมปนเปอยู่ด้วย ใครเล่าจะแยกแยะออกว่าเป็นเนื้อชนิดใด
พวกเขารู้เพียงว่ายามที่ศิษย์เซียนผู้นั้นยกเกี๊ยวขึ้นมาใหม่ๆ ควันฉุยชวนลิ้มลอง พวกเขากินแล้วต่างก็รู้สึกว่ารสชาติดียิ่ง ทั้งยังรู้สึกเป็นเกียรติ เพียงแต่เกรงว่าหากกินมากไปจะดูไม่งามจึงหยุดไว้เพียงเท่านั้น ใครจะไปคาดคิดว่าศิษย์น้อยที่อยู่ข้างกายคุณชาย เด็กน้อยที่งดงามน่ารักปานนั้นจะยกเกี๊ยวไส้หนูมาต้อนรับพวกเขา
แต่ที่น่าประหลาดคือ เมื่อลองคิดทบทวนดูอีกที กลับรู้สึกว่ามันช่างสมเหตุสมผลยิ่งนัก
ทั้งสามต่างมองหน้ากันไปมาอย่างทำตัวไม่ถูก
“แค่กๆ… ข้าเคยได้ยินมาว่าทางแถบเมืองอวี๋โจวมีผู้คนนิยมกินงูกินหนู ยกย่องให้เป็นวัตถุดิบรสเลิศ จะกินเนื้อหนูบ้างก็คงมิเป็นไรกระมัง” เสนาบดีอวี๋ก็สมเป็นเสนาบดีอวี๋ เขากล่าวออกมาได้อย่างราบเรียบยิ่ง
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว คราที่ผู้แซ่หลัวยังเป็นเด็กหนุ่มยากจน ก็เคยลิ้มลองรสชาติงูและหนูมาบ้าง มิได้ใส่ใจอันใด” หัวหน้ามือปราบหลัวผู้มีใจคอห้าวหาญกว่า กล่าวจบก็หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเกี๊ยวอีกตัวเข้าปากแล้วเคี้ยวคำโต เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนมิได้ใส่ใจจริงๆ
เจ้าเมืองหลิวซึ่งบัดนี้เป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนักก็รีบพยักหน้าเห็นดีเห็นงามด้วย ท่าทางลนลานเล็กน้อยเห็นด้วยไปกับคำพูดของเสนาบดีอวี๋ พลางคีบเกี๊ยวเข้าปากเลียนแบบหัวหน้ามือปราบหลัว “ทุกท่านไม่ต้องฝืนใจหรอก อย่างไรเสียตัวข้าก็ไม่เคยแตะต้องมันอยู่แล้ว”
ซ่งโหยวกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับคิดว่า หากแม่นางสามสีมาเห็นภาพนี้และรู้ว่าพวกเขาทั้งที่รู้ว่าเป็นเนื้อหนูแต่ยังขยันกินกันเพียงนี้ นางคงจะดีใจเป็นล้นพ้น
ทว่าหากเป็นเช่นนั้น นางก็จะมีข้ออ้างมาคะยั้นคะยอให้เขากินเนื้อหนูเพิ่มขึ้นอีกประการหนึ่งน่ะสิ
“คุณชายพอจะได้ยินเรื่องโยกย้ายราษฎรไปทางเหนือ และการที่ฝ่าบาททรงอวยยศให้แก่อู่อันโหวบ้างหรือไม่” เสนาบดีอวี๋เอ่ยถามขึ้นกะทันหัน
“เรื่องโยกย้ายราษฎรไปทางเหนือนั้นได้ยินมาตั้งแต่เมื่อวาน ส่วนเรื่องท่านแม่ทัพเฉินได้รับอวยยศเป็นฮู่กั๋วกงนั้น เพิ่งจะได้ยินคนเดินถนนคุยกันเมื่อเช้านี้ตอนที่ยังไม่ตื่นดี” ซ่งโหยวกล่าวพลางยกจอกชาขึ้นจิบ
น้ำชารสขม ขมอย่างยิ่งยวด
คงเป็นเพราะเจ้าแมวน้อยคิดว่าใบชาเป็นของดี เมื่อจะต้อนรับแขกจึงเกรงว่าแขกจะมิรู้รสชาติ จึงจงใจใส่ใบชาลงไปเสียมากมาย
ทว่าในความขมกลับมีความหวานล้ำอย่างเห็นได้ชัด
นั่นคือน้ำผึ้งชั้นเลิศที่ถูกใส่ลงไปไม่น้อยเช่นกัน
รสชาติจึงผสมปนเปจนประหลาดล้ำ หากลิ้มรสขมก่อนก็จะกลายเป็นขมแล้วหวานตาม หากลิ้มรสหวานก่อนก็จะรู้สึกหวานปนขม ช่างพิกลนัก
“ได้ยินว่าอาการบาดเจ็บของฮู่กั๋วกงทรุดหนักลงเรื่อยๆ” เสนาบดีอวี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่ง “นี่เป็นอุบายของเมี่ยวหวาจื่อผู้อยู่ข้างกายฝ่าบาท อ้อ… นักพรตผู้นี้ก็คือศิษย์เอกของท่านราชครูนั่นเอง”
“หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“ธรรมเนียมของราชวงศ์ต้าเยี่ยนเรานั้นแตกต่างจากราชวงศ์ก่อน คุณชายทราบหรือไม่ว่า กว่าร้อยปีมานี้ไม่เคยมีขุนนางชั้นหนึ่งคนใดที่ยังมีชีวิตอยู่ได้รับตำแหน่งเลย และหากไม่นับช่วงสถาปนาราชวงศ์ ก็ไม่เคยมีขุนนางคนใดได้รับอวยยศเป็นกั๋วกงในขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่”
“เรื่องนี้ข้าพอจะทราบอยู่บ้าง…”
ซ่งโหยวพยักหน้าอย่างสงบ
ราชวงศ์ต้าเยี่ยนนั้นตระหนี่ถี่เหนียวต่อยศถาบรรดาศักดิ์ยิ่งนัก มิต้องดูอื่นไกล เพียงแค่เสนาบดีที่อยู่ตรงหน้านี้ หากพูดถึงลำดับขั้นขุนนาง เขาก็เป็นเพียงขุนนางขั้นสามเท่านั้น แน่นอนว่าอำนาจของเขาหาได้ถูกจำกัดอยู่เพียงลำดับขั้นไม่
หากเป็นบรรดาศักดิ์ นอกเสียจากเหล่ายอดขุนพลร่วมสถาปนาแผ่นดินในยุคแรกที่ได้รับยศกั๋วกง หลังจากนั้นมาไม่ว่าความชอบจะใหญ่หลวงเพียงใด ก็มีเพียงผู้ที่วายชนม์ไปแล้วเท่านั้นที่จะได้รับการอวยยศย้อนหลังเป็นกั๋วกง มิเคยมีผู้ใดได้รับในขณะที่มีชีวิตอยู่เลย
“หากเป็นเพียงเท่านี้ก็คงมิกระไรนัก อู่อันโหวมีคุณูปการใหญ่หลวงที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ ทั้งยังกอบกู้เมืองหลวงคืนมา ปกป้องความชอบธรรมของรัชทายาท ความดีความชอบมิได้ด้อยไปกว่าขุนพลเปิดแผ่นดินเลย ต่อให้ได้รับยศฮู่กั๋วกง และต่อให้ในรอบสองร้อยปีนี้จะมิเคยมีผู้ใดได้รับยศนี้ในขณะที่มีชีวิตอยู่ ก็คงไม่มีผู้ใดกล้าครหา” เสนาบดีอวี๋เว้นจังหวะ “ทว่าฝ่าบาททรงเชื่อคำแนะนำของเมี่ยวหวาจื่อ ทรงอวยยศกั๋วกงให้เพียงอย่างเดียว แต่มิได้พระราชทานทรัพย์สินหรือสิ่งของใดๆ เลย กลับกัน ทรงอวยยศให้แก่บุตรธิดาของเฉินจื่ออี้ที่ยังเยาว์วัยจนครบทุกคน พร้อมกำชับให้เขาพักรักษาตัวให้สบายใจ”
เมื่อซ่งโหยวได้ฟัง ก็เข้าใจในทันที
“นี่คือคำใบ้สินะ”
“เป็นเช่นนั้น”
อวี๋เจียนไป๋อดมิได้ที่จะทอดถอนใจ
เขาทั้งเสียดายที่วีรบุรุษถูกขัตติยเทพหวาดระแวง และทอดถอนใจที่ฮ่องเต้องค์ใหม่เมื่อเผชิญกับเรื่องเช่นนี้กลับมิปรึกษาเหล่าเสนาบดีผู้ใหญ่ แต่กลับไปเชื่อถือนักพรตเพียงคนเดียว
ทว่าวิธีนี้ก็ช่างแยบยลและได้ผลชะงัดนัก
สมแล้วที่มาจากอารามเฟิ่งเทียนแห่งเขาลู่หมิง
……………