ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 510 ชิงหมิงบนยอดเขาเทียนจู้
บทที่ 510 ชิงหมิงบนยอดเขาเทียนจู้
นับแต่คืนนั้นเป็นต้นมา เหล่าเจ้าหน้าที่และผู้ดูแลที่เดิมทีก็ให้ความเคารพต่อพวกซ่งโหยวอยู่แล้ว ต่างก็ยิ่งทวีความนอบน้อมต่อพวกเขามากขึ้นไปอีก หากเหล่าขุนนางทำอาหารเลิศรสสิ่งใดได้ ย่อมต้องจัดแบ่งมามอบให้พวกเขาก่อนเสมอ หากราษฎรผู้อพยพเก็บผลไม้ป่าได้ในพงไพร หรือจับปลาได้ในลำธาร บางครั้งก็นำมากำนัลให้พวกเขาได้ลิ้มลองก่อนใคร
ซ่งโหยวรับไว้บ้าง ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลบ้างตามแต่โอกาส
เพื่อเป็นการตอบแทน แม่นางสามสีจึงมักจะไปจับหนูป่ากระต่ายเถื่อนตามริมทาง หรือไม่ก็เรียกเสือและหมาป่าออกมาล่าวัว แพะป่าและกวางมาให้ เมื่อกินไม่หมดก็นำไปแจกจ่ายให้กับพวกเขา
อย่างไรเสียเยวี่ยโจวก็เป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ มันถูกทิ้งร้างมานานหลายปี จนกลายเป็นสรวงสวรรค์ของเหล่าสรรพสัตว์ไปเสียแล้ว เพียงถือไม้พลองงมลงไปในน้ำก็จับปลาได้ หากพอมีฝีมือในการล่าสัตว์อยู่บ้างก็สามารถจับสัตว์ป่าตามเขาได้ไม่ยาก ที่มีมากที่สุดเห็นจะเป็นพวกหนูป่าและกระต่ายป่าที่แพร่พันธุ์จนแทบจะล้น ส่วนเหล่าผู้อพยพเหล่านี้ก่อนจะขึ้นมาทางเหนือล้วนแต่เป็นผู้ที่อดมื้อกินมื้อ จึงมิได้นึกรังเกียจอาหารเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
แม่นางสามสีโปรดปรานการจับหนูมาให้มนุษย์ที่สุด จากนั้นก็นั่งจ้องมองดูคนเหล่านั้นกินหนูอย่างตั้งอกตั้งใจ เสร็จแล้วจึงค่อยหันกลับมามองดูนักพรตของตน
เยวี่ยโจวเต็มไปด้วยปีศาจมารร้ายสมคำร่ำลือ
หลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา ยามใดที่เหล่าราษฎรผู้อพยพพักแรมในป่าเขา เกือบทุกคืนมักจะมีปีศาจมาเยี่ยมเยือน บ้างก็มาด้วยความอยากรู้อยากเห็น บ้างก็มาพร้อมความประสงค์ร้ายเพียงเล็กน้อย บ้างก็ดุร้ายหมายจะเอาชีวิต
บางคราแม้แต่ยามกลางวันก็ยังพบเจอได้
โดยปกติแล้วซ่งโหยวจะปล่อยให้พวกเขาหาวิธีรับมือกันเองก่อน โดยเขาจะคอยให้คำชี้แนะและช่วยเหลือตามความเหมาะสมในระหว่างนั้น หากปีศาจตนใดร้ายกาจเกินรับมือจริงๆ เขาจึงจะขอให้แม่นางสามสีหรือเจ้านกนางแอ่นออกโรงจัดการ
เมื่อล่วงเข้าสู่เขตเยวี่ยโจว ขบวนผู้อพยพที่เคยยาวเหยียดราวมังกรก็เริ่มกระจายตัวออกไปตามสถานที่ต่างๆ ภายใต้การนำของเหล่าเจ้าหน้าที่
การอพยพราษฎรมายังแดนเหนือจากทิศใต้นั้นจะเป็นการค่อยๆ เติมเต็มดินแดนนั้นๆ โดยเริ่มจากจุดใต้สุดของเยวี่ยโจวก่อน
นี่คือผู้อพยพกลุ่มแรก แม้จำนวนคนจะไม่น้อย ทว่าต่อให้เดินทางลึกเข้าไปเพียงใด ก็ยังไม่อาจเข้าถึงใจกลางของเยวี่ยโจวได้
ณ สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่ป่าเขาและลำธารอันงดงาม ไกลออกไปมองเห็นหมู่บ้านเก่าในเยวี่ยโจวครั้นอดีต กระท่อมมุงจากและบ้านดินล้วนพุพังไปตามกาลเวลา ในดงรกชัฏพอจะมองเห็นร่องรอยของผืนนาในอดีตลางๆ ราษฎรผู้อพยพไร้บ้านหลายร้อยชีวิตเดินทางจากแดนใต้มาถึงที่นี่ รอนแรมมานับพันลี้ ต่างพากันเหลียวมองผืนดินที่จะกลายเป็นบ้านเกิดแห่งใหม่ในอนาคต ในบรรดาผู้อพยพชุดแรก พวกเขานับเป็นกลุ่มที่เดินทางมาไกลที่สุดแล้ว
ซ่งโหยวหรี่ตาลงกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะประสานมือคารวะเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลราษฎรกลุ่มนี้แล้วเอ่ยว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ขอบพระคุณใต้เท้าทุกท่านที่ช่วยดูแล พวกท่านจงลงหลักปักฐานถากถางพงหญ้ากัน ณ ที่นี่เถิด ส่วนพวกข้ายังต้องเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือต่อ คงต้องขอลาทุกท่านตรงนี้”
“คุณชายจะไปที่ใดหรือ”
“ยามนี้ข้าเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัด”
“ไม่ทราบว่าที่คุณชายมุ่งหน้าขึ้นเหนือในครานี้ มีจุดประสงค์สิ่งใด มีเรื่องใดที่พวกเราพอจะช่วยแบ่งเบาได้บ้างหรือไม่”
เหล่าเจ้าหน้าที่และราษฎรเมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็เบิกตากว้าง
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาทุกคนต่างเป็นห่วงเรื่องนี้
ลองคิดดูเถิด นักพรตผู้นี้หาใช่ผู้อพยพที่สิ้นเนื้อประดาตัวจนต้องหนีมาหาที่อยู่ใหม่ทางเหนือ ด้วยวิชาความรู้ของเขา ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ย่อมได้เป็นแขกผู้มีเกียรติของตระกูลที่มั่งคั่ง ทว่าเขากลับพาม้าขนแดง แมวสามสีและนกนางแอ่น พร้อมสัมภาระมากมาย ติดตามขบวนมาตลอดทางจนถึงทิศเหนือ ยอดคนประดุจเซียนเช่นนี้จะไปที่นั่นเพราะเหตุใดกัน
ทุกคนต่างคิดสงสัยมานาน ทว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
“ทุกท่านอย่าได้กังวลเรื่องของข้าเลย” ซ่งโหยวยิ้มน้อยๆ “ถางพงหญ้าทำนาทำไร่หาใช่เรื่องง่าย เยวี่ยโจวเองก็ใช่ว่าจะสงบสุข ขอให้ทุกท่านทำใจให้สงบและระมัดระวังตัวให้มาก ปรารถนาเพียงให้ทุกท่านสามารถตั้งตัวได้บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ มีชีวิตที่ดีกว่าที่เคยเป็นมา”
เจ้าหน้าที่ผู้หนึ่งรีบประสานมือคารวะตอบ “เรื่องยากลำบากในใต้หล้า ต้องเริ่มจากจุดที่ง่าย เรื่องใหญ่โตในใต้หล้า ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ พวกเราจะนำพาเหล่าราษฎร ใช้จอบเสียมถากดินผืนนี้ให้กลายเป็นแดนสุขาวดีให้จงได้”
“ข้าขอลาไปก่อน” ซ่งโหยวเอ่ยพลางชะงักไปครู่หนึ่ง “จริงสิ หากภายหลังมีผู้อพยพท่านอื่นผ่านมาทางนี้ รบกวนช่วยแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ท้ายขบวนด้วยว่า ทางทิศเหนือของเยวี่ยโจวมีขุนเขาใหญ่โตกว้างขวางหลายร้อยลี้ ปกคลุมด้วยไอพิษ หากผู้ใดเข้าไปย่อมเจ็บไข้ได้ป่วย ทั้งยังมีปีศาจชุกชุม ไม่ทราบว่าทางราชสำนักสังเกตเห็นหรือไม่ เพียงขอให้แจ้งพวกเขาว่าอย่าได้เผลอล่วงล้ำเข้าไป”
“ท่านก็กล่าวเกินไป ลาก่อน”
“เมี๊ยว~”
ซ่งโหยวไม่เอ่ยความมากความ หมุนกายเดินจากไปทันที
เสียงกระพรวนม้าดังแว่วตามหลังมา
เบื้องหน้าคือถนนหลวงสำหรับม้าเร็ว ซึ่งเคยเป็นเส้นทางสายสำคัญที่เชื่อมระหว่างแดนใต้และแดนเหนือ ด้วยกลวิธีการก่อสร้างอันเลิศล้ำ แม้จะถูกทิ้งร้างมานานหลายปี ทว่าก็ยังไม่ถูกวัชพืชปกคลุมจนมิด อย่างมากก็มีเพียงหญ้าสองข้างทางที่ขึ้นรกชัฏจนเอนลงมาแนบพื้นถนน ทำให้ถนนที่เดิมทีก็ไม่กว้างนักถูกเบียดบังพื้นที่ไปโข
ทว่าการควบม้าผ่านไปนั้นยังมิใช่ปัญหา
แมวสามสีเดินตามหลังนักพรตพลางหันกลับไปมองบ่อยครั้ง จนกระทั่งคนเหล่านั้นลับสายตาไปสิ้น นางจึงก้าวเท้าสั้นๆ วิ่งเหยาะๆ มาขนาบข้างนักพรตแล้วถามขึ้นว่า
“พวกเราจะไปตามหาปีศาจตนนั้นหรือ”
“ไม่รู้ว่าจะได้เจอหรือไม่”
“เพราะเหตุใด”
“ผู้ที่อยู่ในเงามืดผู้นั้นมีฤทธิ์เดชมากนัก เก่งกาจกว่าจระเข้ยักษ์ ร้ายกาจกว่าปีศาจจิ้งจอก ทั้งยังเหนือกว่าเทพเซียนส่วนใหญ่บนสวรรค์เสียอีก ซ้ำแล้วยังซ่อนตัวได้มิดชิดยิ่ง” ซ่งโหยวอธิบายอย่างใจเย็น “มิเช่นนั้นเขาคงเจอตัวไปนานแล้ว”
“อ้อ…”
แมวสามสีพยักหน้าหงึกหงัก ทว่าความสงสัยยังไม่จางหาย
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเล่า”
“รอเวลา”
“ตอนไหนหรือ”
“ใกล้แล้วล่ะ”
แมวสามสีอดไม่ได้ที่จะมองเขาด้วยความฉงน เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะขยายความต่อ นางจึงได้แต่ละสายตา กลับมาเดินส่ายหัวไปมา คิดในใจว่าคงไม่มีอะไรสำคัญนักหรอก
ไม่นานนักความสนใจของนางก็ถูกดึงดูดโดยผีเสื้อที่บินโฉบผ่านหน้าไป นางกระโดดโลดเต้นใช้อุ้งเท้าทั้งสองตะปบไว้ พอจับได้ก็ส่งเข้าปาก กินเองตัวหนึ่ง แบ่งให้เจ้านกนางแอ่นตัวหนึ่ง
เดินไปเดินมา นางมองถนนเส้นนี้พลางแหงนหน้าขึ้นสูง มองดูขุนเขาขนาบข้างทั้งสองฝั่ง พลันรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“หือ! ถนนเส้นนี้เหมือนพวกเราเคยเดินผ่านเลยนะ!”
“แม่นางสามสีฉลาดยิ่งนัก”
“หือ เคยเดินผ่านจริงๆ หรือ”
“ย่อมเคยเดินผ่าน” ซ่งโหยวหันไปถามนางกลับ “มิเช่นนั้นแม่นางสามสีจะรู้สึกคุ้นเคยได้อย่างไรเล่า”
“ก็ภูเขามันหน้าตาเหมือนๆ กันหมดนี่นา” แมวน้อยตอบอย่างจริงจัง “เขาสูงๆ มีหญ้ามีต้นไม้ขึ้นเต็มไปหมด ต้องแหงนหน้าสูงๆ ถึงจะเห็นยอด”
“…”
ซ่งโหยวเม้มริมฝีปากพลางเบนสายตากลับมาอย่างสงบ หาได้ตอบรับคำนาง เพียงเอ่ยสั้นๆ “นี่คือทางไปเขาเทียนจู้”
“เขาเทียนจู้!”
“ใช่แล้ว…”
ครั้นมาเยือนเยวี่ยโจวเมื่อคราวก่อน ก็เคยแวะเวียนมาที่เขาเทียนจู้แห่งนี้ เพียงแต่ครานั้นมิได้พำนักอยู่นานนัก ยามนั้นเขายังไม่รู้เรื่องดินห้าทิศ ทั้งยังไม่เข้าใจกระบวนการสร้างนรกภูมิ และยิ่งไม่รู้ว่ากระบวนการก่อเกิดของวิมานสวรรค์เมื่อครั้นอดีตกาลกับนรกภูมิในภายภาคนั้นแทบไม่ต่างกันเลย ดังนั้นเมื่อมาถึงเขาเทียนจู้ ย่อมไม่อาจซึมซับได้ถึงรายละเอียดชัดเจน
ครานี้จึงต้องมาเยือนอีกสักครา
ราวสองวันให้หลัง เขาเทียนจู้ก็ปรากฏแก่สายตา
เขาเทียนจู้แห่งเยวี่ยโจวมีความคล้ายคลึงกับเขาจุนเจ่อทางทิศใต้อยู่หลายส่วน ล้วนเป็นภูเขาหินที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาใหญ่ ทัศนียภาพสูงชันและแปลกตาพิสดารยิ่งนัก เพียงแต่เขาจุนเจ่อดูคล้ายกับผู้เฒ่าที่กำลังประสานมือคำโน้มกาย ทว่าเขาเทียนจู้กลับเป็นเสาหินที่พุ่งทะยานเสียดฟ้าขึ้นไปตรงๆ ข้อแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดคือ มนุษย์สามารถปีนป่ายขึ้นไปตามเสาหินค้ำสวรรค์ของเขาเทียนจู้นี้ได้
มิเพียงขึ้นไปได้เท่านั้น ด้านบนยังมีตำหนักตั้งอยู่สองหลัง
ในอดีตเขาเทียนจู้ก็นับเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเยวี่ยโจว จำนวนผู้ที่ดั้นด้นปีนเขานั้นยังมากกว่าเขาจุนเจ่อเสียอีก แต่น่าเสียดายที่เพลิงสงครามกวาดล้างพิภพ เหยียบย่ำอารยธรรมจนย่อยยับ ยามนี้เส้นทางขึ้นเขามีเพียงพงหญ้ารกชัฏ เหล่านักท่องเที่ยวที่เคยรื่นเริงข้ามคืนทั่วทั้งขุนเขาก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้แต่เหล่าเทพเซียนที่เพิ่งจุติสู่สวรรค์เป็นคราแรก ก็ยังแทบไม่ใช้ทางเขาเทียนจู้แห่งนี้เป็นทางผ่านอีกแล้วเพราะทิศเหนือนั้นรกร้างไร้ผู้คน
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าไปมา
เสาหินของเขาเทียนจู้ตั้งตรงจนเกือบตั้งฉาก ความกว้างของยอดและฐานเท่ากัน เส้นทางขึ้นเขาถูกขุดเจาะตามเสาหิน และอาศัยรอยเว้าแหว่งตามธรรมชาติของหิน วนเป็นรอบขึ้นสู่เบื้องบน
เนื่องจากเป็นหินล้วนๆ จึงไม่มีหญ้าขึ้นปกคลุม
ม้านั้นย่อมไม่อาจขึ้นไปได้เด็ดขาด
อย่าว่าแต่ม้าเลย แม้แต่มนุษย์เดินดินธรรมดาจะขึ้นไปก็ว่ายากนัก
ต้องปีนขึ้นไปเท่านั้น!
มิใช่เพียงต้องปีน ทว่ายังไม่มีอุปกรณ์นิรภัยใดๆ ระหว่างทางมักมีจุดที่ชันจนเกือบตั้งฉาก หรือจุดที่ต้องกระโดดข้ามไป ทั้งยังมีจุดที่มีน้ำพุซึมออกมาจากซอกหินทำให้หน้าหินลื่น ยิ่งวนรอบเสาหินปีนสูงขึ้นไปเท่าใด ลมก็ยิ่งกรรโชกแรงขึ้นเท่านั้น หากเป็นคนธรรมดา จำต้องเตือนตนเองไว้ว่าห้ามมองลงไปเบื้องล่างเป็นอันขาด มิเช่นนั้นหากขาแข้งอ่อนแรงตกลงไป ร่างย่อมแหลกเหลวกลายเป็นผุยผง
ความเสี่ยงนั้นสูงเสียดฟ้า
นักพรตหนุ่มปลดสัมภาระลงจากหลังม้า เอาสิ่งของจำเป็นติดตัวไป ฝากฝังให้เจ้าม้าพักผ่อนกินหญ้าอยู่ในหุบเขา ส่วนตนเองกับแมวน้อยจะปีนขึ้นไป
ร่างของคนบนเขาเทียนจู้นั้น ดูเล็กจ้อยรวบกับมดปลวก
ครั้นปีนไปถึงยอด ลมภูเขาหวีดหวิว มุมมองกว้างไกลสุดสายตา ขุนเขาใหญ่น้อยที่ทอดตัวต่อเนื่องเป็นสายล้วนสยบอยู่ใต้ฝ่าเท้า ดุจเมฆาขาวบนนภาราวลอยล่องอยู่ในระดับสายตา ม่านหมอกเหนือขุนเขาไหลผ่านหน้าไปอย่างอ้อยอิ่ง
ตำหนักสองหลังบนยอดเขา กั้นด้วยผนังขาวมุงด้วยกระเบื้องเขียว ไร้ผู้คนอยู่อาศัยมานานแล้ว กระทั่งหลังคาก็เริ่มมีน้ำรั่วซึม
แต่อย่างน้อยก็นับเป็นที่กำบังลมฝนได้
ไม่รู้ว่าในอดีตยอดคนท่านใดเป็นผู้ค้นพบเขาเทียนจู้แห่งนี้เป็นคนแรก และสร้างตำหนักสองหลังนี้ขึ้นมาบนยอดเขาที่แม้แต่จะปีนขึ้นมายังแสนเข็ญได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ยิ่งมิน่าเชื่อว่าเหล่ายอดคนในกาลก่อนบำเพ็ญตนบนพื้นที่แคบจำกัดที่จุตำหนักได้เพียงสองหลังได้อย่างไร หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวก็คือหน้าผาสูงชัน
อย่างไรเสีย ซ่งโหยวก็รู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก
เขายังคงเดินวนรอบตำหนักหนึ่งรอบเฉกเช่นวันวาน ก่อนจะผลักประตูเข้าไปในตำหนักหลังหนึ่ง
เอี๊ยด…
ภายในมีรูปเคารพประดิษฐานอยู่ เบาะรองนั่งยังคงวางอยู่ที่เดิม
“พวกเราจะอยู่ที่นี่กันสักกี่วันดี…อืม หกวันก็แล้วกัน” ซ่งโหยวนั่งขัดสมาธิลงบนเบาะรองนั่ง เอ่ยกับแม่นางสามสีที่กำลังเดินดมกลิ่นไปทั่วห้อง
“รู้แล้วน่า…”
แมวน้อยสละเวลาหันมาปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
นักพรตหนุ่มมิได้เอ่ยคำใดอีก
เขาหลับตาลง จิตวิญญาณคล้ายกำลังหลอมรวมสู่เบื้องใน ขณะเดียวกันก็คล้ายกับแผ่ซ่านออกไปสู่โลกกว้าง บางทีสองสิ่งนี้อาจไม่มีความแตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย เพียงชั่วพริบตาเขาก็สื่อประสาทสัมผัสเข้ากับฟ้าดิน รู้สึกได้ถึงลมภูเขาที่พัดผ่านร่างไป
ความอัศจรรย์และพลังวิญญาณท่ามกลางขุนเขา สิ่งที่เหมือนและต่างกับเขาจุนเจ่อ ค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นต่อหน้าของนักพรต
แม่นางสามสีคอยทำอาหารให้เขาในทุกวัน
นางมักจะปีนขึ้นปีนลงเขาเทียนจู้อยู่บ่อยครั้ง หากไม่ใช่ไปหยิบสัมภาระ ก็ตั้งใจลงไปจับสัตว์ป่าด้านล่างมาให้เขาเป็นอาหาร นางไม่ได้บ่นเหนื่อยหรือหวาดกลัวอันตราย กลับดูจะสนุกสนานสำราญใจเสียด้วยซ้ำ
เวลาหกวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ฤดูกาลผันผ่าน จิตวิญญาณแห่งธรรมชาติแปรเปลี่ยน และแล้วก็มาถึงจุดเชื่อมต่ออันลี้ลับอีกครั้ง
นักพรตที่นั่งขัดสมาธิอยู่พลันลืมตาขึ้นในทันใด
บัดนี้ก็ล่วงเลยเข้าสู่วันชิงหมิงแล้ว
……………