ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 518 เหตุใดท่านเซียนจึงมุ่งหน้าไปทางเหนือ
บทที่ 518 เหตุใดท่านเซียนจึงมุ่งหน้าไปทางเหนือ
ทางใต้ของแคว้นเย่ว์โจว ณ ขุนเขาที่มีทัศนียภาพงดงามแห่งหนึ่ง
เจ้าหน้าที่กรมเกษตรพาลูกสมุนฉกรรจ์สองคนออกตรวจตราตามท้องไร่ท้องนา
เมื่อไม่กี่เดือนก่อนที่นี่เป็นเพียงป่ารกร้าง แต่มันไม่ได้มีแค่ต้นหญ้าขึ้นรกชัฏเท่านั้น เพราะการถางหญ้านั้นง่ายดายนัก ที่ลำบากกว่าคือบรรดาไม้พุ่ม หนามเตยและต้นไม้เล็กไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ นอกจากจะโค่นยากแล้ว ยังต้องหาวิธีขุดรากที่ฝังลึกในดินออกให้หมดเสียก่อน จึงจะได้ผืนดินที่เหมาะแก่การเพาะปลูก
‘หยวนเชวี่ย’ เดิมทีเป็นบัณฑิตจากแคว้นจิ้งโจว เดิมเขาไม่เคยทำนามาก่อน เพียงแต่สอบแข่งขันไม่ติดหลายครั้ง ประกอบกับมีปณิธานอยากรับใช้แผ่นดิน จึงตอบรับการเรียกตัวของราชสำนัก เข้ารับตำแหน่งเจ้าหน้าที่กรมเกษตร เดินทางมายังแคว้นเย่ว์โจวเพื่อนำชาวบ้านอพยพมาบุกเบิกที่ทำกิน
โชคดีที่เขาเป็นคนถ่อมตน หมั่นศึกษาหาความรู้และไม่ละอายที่จะเอ่ยถามผู้รู้ ทั้งยังรู้จักคิดวิเคราะห์และปลุกใจผู้คน ภายใต้การนำของเขา ราษฎรผู้อพยพใน ‘ชุมชนเซียน’ ปีนี้จึงไม่ได้แยกกันถางป่าต่างคนต่างทำ แต่แบ่งงานตามกำลังคนแก่ เด็ก ชายฉกรรจ์และสตรี เพื่อช่วยกันขุดดินปลูกพืชพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นผลผลิตของปีนี้หรือที่ดินที่ขุดได้ ล้วนแบ่งสันปันส่วนตามแรงงานที่แต่ละบ้านลงแรงไป ปีหน้าค่อยแยกย้ายกันไปทำของใครของมัน
นับว่าโชคดีที่เขาลงแรงไปไม่น้อยจนได้รับความไว้วางใจจากทุกคน ชาวบ้านเชื่อมั่นในความยุติธรรมของเขา จึงทำงานกันอย่างถวายหัว พยายามดิ้นรนเพื่ออนาคตที่ดี
ด้วยเหตุนี้ ประสิทธิภาพในการทำงานจึงสูงขึ้นมาก
จนถึงวันนี้ ผืนดินรกร้างลุ่มดอนต่างเต็มไปด้วยพืชผลเขียวขจีชูช่อ ดูแล้วชื่นตาชื่นใจยิ่งนัก
เพียงแต่ในระหว่างกระบวนการนี้ ไม่รู้ว่าต้องเสียเหงื่อเสียแรงไปเท่าไหร่
“คนสมัยนี้ไม่รู้ซึ้งถึงความลำบากของกสิกร นึกว่ารวงข้าวในนาเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ…”
หยวนเชวี่ยอดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าพลางรำพึงออกมา
ชาวนานั้นลำบาก ชาวนาที่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ยิ่งลำบากกว่า และชาวนาที่ต้องมานับหนึ่งใหม่ที่แคว้นเย่ว์โจวก็คือความลำบากซ้อนลำบาก
ไม่เพียงแต่ความเหนื่อยยากทางกาย ยังมีเหล่าปีศาจคอยรบกวน
โชคยังดีที่การเดินทางครั้งนี้มีท่านเซียนร่วมทางมาด้วย ท่านเซียนคอยชี้นำให้พวกเขาต่อสู้กับปีศาจร้าย ทั้งยังมีเมล็ดพันธุ์วิเศษจากเยี่ยนเซียนคอยช่วยเหลือ เมล็ดพันธุ์นี้สมเป็นของวิเศษในแดนปุถุขน ปลูกเพียงสองสามเดือนก็เก็บเกี่ยวได้ ผลผลิตก็ดีจนน่าเหลือเชื่อ ทำให้ในเดือนที่สองที่เขามาถึงที่นี่ เขาถึงกับลงมือเอง หาหินหาอิฐมาสร้างศาลเจ้าเล็กๆ ให้เยี่ยนเซียนกลางทุ่งนา และปั้นรูปเคารพถวายด้วยตัวเอง
สำหรับผู้ตกทุกข์ได้ยากที่มาถึงที่นี่ สองสิ่งนี้ถือเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว
“ไม่เลวเลย…”
หยวนเชวี่ยเงยหน้ามองไปยังไหล่เขาที่อยู่ไกลออกไป
บนเขามีผู้คนมากมายกำลังลงแรงทำงาน พวกเขาแบ่งงานกันชัดเจน บ้างโค่นต้นไม้ บ้างขุดรากถอนโคน บ้างกองฟืนจุดไฟเผา ทำงานกันอย่างกระฉับกระเฉง แม้ทั้งหมดจะเป็นผู้อพยพมาจากต่างถิ่น แต่เมื่อมาถึงที่นี่ กลับให้ความรู้สึกของชีวิตที่กำลังงอกเงย ทุกครั้งที่เขาเห็นภาพนี้ เขามักจะเปี่ยมไปด้วยความหวังต่ออนาคต
ราษฎรแคว้นต้าเยี่ยนก็เป็นเช่นนี้เอง
ขอเพียงมีที่ดินสักผืน ก็สามารถหยั่งรากฝังตัวและมีชีวิตรอดต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง
ทว่านั่นกลับกลายเป็นความปรารถนาที่ไกลเกินเอื้อม
มิเช่นนั้นในที่อื่นๆ คงไม่มีผู้อพยพเร่ร่อนมากมายถึงเพียงนี้
“เฮ้อ…”
หยวนเชวี่ยทอนลมหายใจ รู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ขุนนางตัวเล็กๆ อย่างเขาควรจะไปกังวล จึงก้าวเท้าเดินต่อ ตั้งใจจะขึ้นไปดูบนเขาว่าทุกคนถางป่าไปถึงไหนแล้ว และจะไปช่วยหยิบจับเล็กๆ น้อยๆ
แต่เดินไปได้ไม่ไกลนัก เบื้องหลังพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังแว่วมา
ทั้งสามคนตื่นตัวทันที รีบหันขวับไปมอง
ที่แคว้นเย่ว์โจวแห่งนี้ ต่อให้เป็นกลางวันแสกๆ ก็อาจมีปีศาจมาโผล่รบกวนได้ เพียงแต่ไม่ใช่ทุกตนที่จะคร่าชีวิตคนเสมอไป
เมื่อเห็นผู้มาเยือน ทั้งสามจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
นั่นคือเสมียนจากกรมเกษตรท่านหนึ่ง
“เรียนใต้เท้าหยวน ผู้อพยพชุดที่สองมุ่งหน้าขึ้นเหนือมาถึงแล้วกำลังจะผ่านทางเราไป เพื่อไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือขอรับ” เสมียนผู้นั้นวิ่งกระหืดกระหอบมาแจ้งข่าว
“อยู่ที่ไหน”
“อยู่บนทางหลวงขอรับ”
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
หยวนเชวี่ยรีบวิ่งไปยังทิศทางนั้นทันที
เมื่อใกล้ถึงทางหลวงเก่า เขาก็เห็นขบวนผู้อพยพชุดที่สองที่ทอดยาวเป็นสาย เหมือนกับพวกเขาในตอนแรก ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านในเสื้อผ้าซอมซ่อ มองไม่เห็นหัวแถวและท้ายแถว ทว่าบางทีอาจเป็นเพราะได้รับบทเรียนจากชุดแรก หรือเพราะพวกเขาต้องเดินทางไปไกลกว่าเดิม ขบวนนี้นอกจากจะมีเจ้าหน้าที่ทางการแล้ว ยังมีกองทหารคอยคุ้มกันอีกด้วย
หยวนเชวี่ยรีบวิ่งเข้าไปหา
ผู้ที่เดินนำหน้าสุดคือแม่ทัพในชุดคลุมสีแดงผู้สง่างาม เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา แม่ทัพท่านนั้นก็รั้งบังเหียนหยุดม้าอยู่ข้างทาง
“ผู้มาเยือนคือใคร”
“ข้าเป็นขุนนางกรมเกษตรประจำชุมชนเซียนเบื้องหน้า คารวะท่านแม่ทัพ”
“ข้าคือแม่ทัพผู้ควบคุมกสิกรรม นามว่าหวามี่” แม่ทัพผู้นั่งอยู่บนหลังม้าหรี่ตามองเขา “ในเมื่อท่านเป็นขุนนางประจำที่นี่ก็ประจวบเหมาะนัก ข้ากำลังจะส่งคนไปตามหาท่านอยู่พอดี”
“ท่านแม่ทัพมีธุระกับข้าหรือขอรับ”
“มานี่”
แม่ทัพกวักมือเรียก เสมียนที่อยู่ด้านหลังรีบเดินเข้ามา หยิบสมุดเล่มหนึ่งส่งให้หยวนเชวี่ย
“นี่คือ…”
“นี่คือตำราที่รวบรวมโดยท่านหลัวสุดยอดมือปราบแห่งแคว้นฉางจิง จากประสบการณ์การรับมือกับปีศาจมาทั้งชีวิต ในนี้ระบุถึงปีศาจที่พบบ่อย จุดอ่อนของพวกมัน สิ่งที่พวกมันหวาดกลัว วิธีการจำแนกและวิธีรับมือ” เสมียนก้มหน้าอธิบายให้หยวนเชวี่ยฟัง “ท่านอัครเสนาบดีสั่งให้ทางการตีพิมพ์และแจกจ่ายไปยังที่ต่างๆ โดยเฉพาะขบวนผู้อพยพขึ้นเหนือ เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการต่อสู้กับปีศาจร้าย”
“ยอดเยี่ยมไปเลย!”
หยวนเชวี่ยรีบรับตำราเล่มนั้นมา เพียงเปิดดูคร่าวๆ สองสามหน้า เขาก็รีบประสานมือขอบคุณทันที ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ข้ายังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเรียนให้ท่านแม่ทัพทราบ”
แม่ทัพแซ่หวาขมวดคิ้ว
“เรื่องอันใด”
“ก่อนหน้านี้เมื่อพวกข้าได้รับคำสั่งนำผู้อพยพขึ้นเหนือ แคว้นเย่ว์โจวมีปีศาจชุกชุมนัก โชคดีที่ได้พบท่านเซียนร่วมเดินทางมาด้วย จึงแคล้วคลาดปลอดภัยมาได้” หยวนเชวี่ยเว้นจังหวะครู่หนึ่ง “ยามที่ท่านเซียนจะเดินทางต่อขึ้นไปทางเหนือ ท่านเป็นห่วงว่าราชสำนักและขบวนผู้อพยพชุดต่อๆ มาจะไม่รู้จักแคว้นเย่ว์โจวดีพอ จึงกำชับข้าไว้ว่า หากพบขบวนผู้อพยพที่ตามมา อย่าลืมเตือนเจ้าหน้าที่ผู้นำทางว่า ทางตอนเหนือของเย่ว์โจวมีป่าชิงถงผืนหนึ่ง ป่าชิงถงนั้นกว้างขวางหลายร้อยลี้ปกคลุมด้วยม่านหมอกพิษ คนเข้าไปจะเจ็บป่วย และข้างในยังมีปีศาจ ขอให้ผู้อพยพอย่าได้เฉียดกรายเข้าไปใกล้ที่นั่นขอรับ”
“ทางเหนือของเย่ว์โจว? ท่านเซียน?” แม่ทัพแซ่หวาขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนจะไม่ได้ให้ความเคารพต่อคำว่า ‘เซียน’ เท่าใดนัก “เซียนอะไร มาจากสำนักไหน”
“ท่านเซียนแซ่ซ่ง นามว่าโหยวขอรับ”
“แซ่ซ่ง”
แม่ทัพหวาชะงักไปครู่หนึ่ง คิ้วขมวดมุ่นยิ่งขึ้น ทว่าแววตาเปลี่ยนเป็นเหมือนกำลังรำลึกความหลัง “เป็นนักพรตหนุ่มท่านหนึ่ง ที่มากับม้าขนแดงและแมวสามสีใช่หรือไม่”
“เรียนท่านแม่ทัพ เป็นเช่นนั้นจริงๆ และยังมีนกนางแอ่นอีกตัวหนึ่งด้วย”
หยวนเชวี่ยก้มหน้าตอบพลางลอบสังเกตสีหน้าของแม่ทัพผู้นี้ไปด้วย
ทันใดนั้น แม่ทัพผู้นี้ก็อุทานออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะรีบพลิกตัวลงจากม้า เข้ามาคว้ามือเขาไว้แทบจะทันที พลางถามเซ้าซี้ถึงรายละเอียดว่าตอนนั้นท่านเซียนมาจากทิศทางใด จะมุ่งหน้าไปที่ไหน พบกันได้อย่างไร และมีจุดประสงค์อันใด
หยวนเชวี่ยกลับกลายเป็นฝ่ายงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดแม่ทัพท่านนี้ถึงได้ตื่นเต้นถึงเพียงนี้
จากการสนทนาเพียงไม่กี่ประโยคจึงได้ทราบความจริงว่า แม่ทัพผู้ควบคุมกสิกรรมท่านนี้เดิมทีเป็นชาวเหอโจว และในแคว้นเหอโจวทุกวันนี้ ท่านเซียนที่เขาเคยพบพานนั้นได้กลายเป็นเซียนตัวจริงในดวงใจของราษฎรไปเสียแล้ว
หยวนเชวี่ยหวนนึกถึงกิริยาวาจาของท่านเซียนตลอดการเดินทาง ยิ่งตอนนั้นรู้สึกว่าธรรมดาเท่าใด ยามนี้กลับยิ่งรู้สึกว่าไม่ธรรมดาเท่านั้น ยิ่งตอนนั้นท่านสุภาพอ่อนน้อมเพียงใด ยามนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าท่านช่างสูงส่งพ้นโลกเพียงนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะลอบอัศจรรย์ใจยิ่งขึ้น ก่อนจะเริ่มเล่ารายละเอียดให้แม่ทัพท่านนี้ฟัง รวมถึงที่มาของชื่อชุมนุมเซียน
ยามนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อย
แม่ทัพแซ่หวาตัดสินใจสั่งให้กองกำลังหยุดพักขบวน และหาที่พักค้างแรมในจุดที่ห่างไกลจากเรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน พร้อมทั้งใช้ภาพความสำเร็จของไร่นาในชุมนุมเซียนเป็นแรงกระตุ้นให้เหล่าผู้อพยพมีกำลังใจ ครั้นตกกลางคืนเขาก็จัดหาเหล้าเนื้อมานั่งล้อมวงสนทนายามวิกาลกับหยวนเชวี่ย
ภายใต้แสงจันทร์กระจ่างใส มิจำเป็นต้องจุดเทียนไขหรือตะเกียงน้ำมัน
“ตัวข้าหวามี่ ยามประจำการอยู่ที่แคว้นเหอโจว เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับท่านเซียนซ่งมาไม่น้อย ชั่วชีวิตนี้คนที่ข้าเลื่อมใสที่สุดมีเพียงสองท่าน ท่านหนึ่งคือฮู่กั๋วกง เฉินจื่ออี้ และอีกท่านก็คือท่านเซียนผู้นี้ บางครั้งข้ายังฝันว่าอยากจะเห็นความสง่าราศีของทั้งสองท่านสักครั้ง แต่น่าเสียดายที่มิเคยมีวาสนาได้พบเลย”
“เอ๊ะ”
หยวนเชวี่ยอดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถาม “ท่านแม่ทัพรับตำแหน่งแม่ทัพผู้ควบคุมกสิกรรมแห่งแคว้นเย่ว์โจว มิได้ไปรับตราตั้งที่ฉางจิงหรอกหรือ”
“ไปมาแล้ว”
“มิใช่ว่ามีข่าวลือหรือว่า ฮู่กั๋วกงพำนักรักษาตัวอยู่ที่ฉางจิง หรือว่าท่านแม่ทัพไปถึงที่นั่นแล้วก็ยังไม่ได้พบท่าน”
“เฮ้อ…”
แม่ทัพแซ่หวาทอนหายใจยาว
แม้ฐานันดรศักดิ์ของทั้งคู่จะต่างกันลิบลับ แต่ขุนศึกย่อมมีนิสัยใจคอโผงผางเปิดเผย ยามนี้นั่งล้อมวงกินเนื้อดื่มเหล้าด้วยกันเขาจึงมิได้ถือตัวแต่อย่างใด เพียงกล่าวว่า “ใต้เท้าอาจไม่ทราบ เมื่อปีกลายยามศึกแคว้นฉางจิง ฮู่กั๋วกงถูกธนูยิงเข้าใส่หลายดอก ล้วนแต่ถูกจุดสำคัญ ตลอดครึ่งปีหลังของปีกลายอาการก็มิได้กระเตื้องขึ้น พอมาปีนี้อาการกลับทรุดหนักลง จนช่วงปลายวสันตฤดู…ท่านก็ลาจากโลกนี้ไปเสียแล้ว”
เคร้ง…
เฉินจื่ออี้คือใคร
แม้จะเป็นเพียงบัณฑิตที่มิได้ฝึกยุทธ์ เป็นเพียงขุนนางท้องถิ่นตัวเล็กๆ ที่มิเคยไปเยือนฉางจิงและมิเคยพบหน้าเฉินจื่ออี้ ทว่ายามได้ยินข่าวการตายของเขา มือที่ถือจอกเหล้าก็พลันอ่อนแรงจนจอกร่วงหล่นลงพื้นโดยไม่รู้ตัว
“จริงหรือ” หยวนเชวี่ยเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ราวกับท้องฟ้าพังทลายลงตรงหน้า “ฮู่กั๋วกงสิ้นแล้วหรือ”
“จะเป็นเรื่องโกหกได้อย่างไรกัน วันนั้นฝ่าบาททรงร่วมแห่ศพด้วยพระองค์เอง ทรงพระราชทานเพลิงศพเทียบเท่ายศอ๋อง ราษฎรชาวแคว้นฉางจิงยืนส่งนับสิบลี้ ผู้คนจากแดนไกลที่ทราบข่าว โดยเฉพาะชาวยุทธ์ต่างก็หลั่งไหลกันมา” แม่ทัพแซ่หวาเองก็ปรากฏแววเศร้าโศกบนใบหน้า “ช่างเป็นที่สวรรค์อิจฉาคนเก่งโดยแท้”
“นี่มัน…”
หยวนเชวี่ยตะลึงงันอยู่กับที่
“อ้อ ใช่แล้ว!”
แม่ทัพหวากล่าวพลางเก็บงำความเศร้าโศกบนใบหน้าทันที เขาเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง ก่อนจะลดเสียงต่ำลง “ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามใต้เท้า หวังว่าท่านจะไม่นำไปแพร่งพรายข้างนอก”
“ท่านแม่ทัพเชิญกล่าวเถิดขอรับ”
“ข้าเดินทางมายังแคว้นเย่ว์โจว ก็เคยพบปะกับเหล่าปีศาจอยู่บ้าง และได้พูดคุยกับชาวบ้านในค่ายอพยพหลายแห่ง ได้ยินว่าในหมู่ปีศาจที่แคว้นเย่ว์โจวมีข่าวลือบางอย่างหลุดออกมา ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่”
“เรื่องนี้…”
หยวนเชวี่ยพลันไม่กล้าเอ่ยปากทันที
เขาอึกอักขัดเขินอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยเลี่ยงๆ ว่า “ยามที่พวกข้าเดินทางมา ก็เคยได้ยินคำพูดอัปมงคล จากปากพวกปีศาจระหว่างทางมาบ้าง ตอนนั้นท่านเซียนกล่าวว่า คำพูดจากปากมารร้ายมิควรปักใจเชื่อ ข้าเองก็มิอาจทราบได้ว่าจริงหรือเท็จ”
ทั้งคู่จ้องตากันภายใต้แสงจันทร์ ต่างคนต่างไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีก
ทว่าในชั่วขณะนั้น สายตาของทั้งคู่ที่เหลือบไปมองโดยบังเอิญกลับพบว่า ทั้งที่เป็นเวลาดึกสงัดและดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือยอดไม้ ทว่าท้องฟ้าครึ่งซีกทางทิศเหนือกลับกลายเป็นสีแดงฉานอย่างกะทันหัน
แสงสีแดงนั้นฉาบไล้หมู่เมฆ ดูราวกับเมฆอัคคียามโพล้เพล้
ทว่าแสงสายัณห์ของวันนี้ได้มอดดับไปตั้งนานแล้ว
“คือสิ่งใดกัน…”
“อาเพศแห่งฟ้าดินหรือ”
“นั่นมัน…ทิศเหนือใช่หรือไม่”
ทั้งคู่หันมามองหน้ากันด้วยความตื่นตระหนก เมื่อนึกถึงสิ่งที่สนทนากันเมื่อครู่ก็ยิ่งทวีความพิศวงใจ
ทว่าก็มิกล้าจะเอ่ยคำใดให้มากความ
ต่างคนต่างรีบดื่มเหล้าให้หมดแล้วแยกย้ายกันไป
เช้าวันรุ่งขึ้น แม่ทัพแซ่หวาก็นำขบวนผู้อพยพมุ่งหน้าขึ้นเหนือต่อไป เพียงแต่เขากล่าวว่าอีกสองเดือนจะกลับมาอีกครั้ง และจะผ่านทางนี้เพื่อแวะมาเยี่ยมเยียนและบอกเล่าเหตุการณ์ทางเหนือให้หยวนเชวี่ยฟัง
หยวนเชวี่ยเองก็เริ่มนำราษฎรผู้อพยพเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยวครั้งแรก
ผลผลิตชุดแรกนั้นช่างน่าปลาบปลื้มใจยิ่งนัก
จนกระทั่งหนึ่งเดือนต่อมา แม่ทัพแซ่หวาก็กลับมาเยี่ยมเยียนตามสัญญาจริงๆ และได้แจ้งข่าวแก่เขาว่า ป่าชิงถงกว้างใหญ่หลายร้อยลี้ที่ท่านเซียนเคยเตือนมิให้เข้าไปใกล้ บัดนี้ได้ถูกไฟเผาผลาญจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน ม่านหมอกพิษที่เคยปกคลุมป่าชิงถงอยู่ชั่วนาตาปีได้สลายตัวไปจนหมดสิ้น และไม่พบร่องรอยของปีศาจแม้แต่ตนเดียว
นอกจากความอัศจรรย์ใจแล้ว ทั้งคู่จึงได้ประจักษ์ว่า แสงสีแดงที่พวกตนเห็นยามนั่งดื่มเหล้าในคืนนั้น แท้จริงแล้วอาจจะเป็นแสงเพลิงที่โชติช่วงมาจากที่ไกลนับหลายร้อยลี้ และในที่สุดก็ได้กระจ่างเสียทีว่า…เหตุใดท่านเซียนจึงต้องเดินทางมายังแคว้นเย่ว์โจวแห่งนี้
ง