ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 519 ร่องรอยและดวงใจแห่งทศวรรษ
บทที่ 519 ร่องรอยและดวงใจแห่งทศวรรษ
ปลายคิมหันตฤดู ณ ป่าหินแห่งหลงโจว
บนยอดเขาสูงชันแห่งหนึ่ง ขบวนวานิชที่สัญจรไปมาได้เหยียบย่ำจนเกิดเป็นทางดิน ไม่รู้ว่าผู้ใดมาสร้างศาลาหลังย่อมอันเรียบง่ายไว้บนยอดเขานี้ เสาไม้ไม่กี่ต้นมุงด้วยหญ้าคา แม้จะมิอาจกันฝนได้ แต่ก็พอจะช่วยกำบังแสงตะวันแผดเผาแห่งภาคพายัพให้ผู้คนได้บ้าง
นักพรตหนุ่มจูงม้ามาหยุดพัก ณ ที่แห่งนี้ เขานั่งลงใต้ร่มเงาอย่างเรียบง่าย รับลมขุนเขาพลางทอดสายตาไปเบื้องหน้า
เพียงไม่กี่ก้าวถัดจากจุดที่เขานั่งก็คือหน้าผาชัน
เบื้องหน้าในระยะใกล้คือแผ่นหลังของแมวสามสีตัวหนึ่ง นางนั่งขดตัวเป็นก้อนกลมดูนุ่มฟู มองดูแล้วทั้งร่างคล้ายประกอบขึ้นจากก้อนขนสองก้อน ก้อนใหญ่คือลำตัว ส่วนก้อนเล็กนั้นคือศีรษะ
ส่วนในระยะไกลนั้น นอกจากความกว้างขวางสุดสายตาแล้วยังแฝงไว้ด้วยความอัศจรรย์อันน่าหวาดเสียว ขุนเขาหินนับหมื่นแสนตั้งตระหง่านราวกับป่าหน่อไม้ ทั้งสูงเพรียว แหลมคม และเรียงรายกันอย่างหนาแน่น พากันเติบโตขึ้นจากพื้นพสุธา หากมิใช่ยามเที่ยงตรง เกรงว่าแสงตะวันก็คงมิอาจส่องลงไปถึงเบื้องล่างได้
ยามนี้เป็นเวลาเช้า แสงแดดสีทองอ่อนทอดเงาเฉียงลงมา กระทบกับป่าหินจนเกิดเป็นเส้นสายสลับไอหมอก ยิ่งขับเน้นให้ทัศนียภาพนั้นดูหนาแน่นและตราตรึงใจ
คณะเดินทางเพิ่งจะขึ้นมาจากเบื้องล่างเมื่อครู่นี้เอง
ยามเดินอยู่ข้างล่างนั้น ราวกับข้ามผ่านท่ามกลางเสาหินมากมาย ทำได้เพียงเดินตามรอยเท้าและมูลลาที่ขบวนวานิชทิ้งไว้บนพื้น หากไม่ระวังจนล่วงล้ำเข้าไปในส่วนลึกของป่าหินเข้า ก็คงจะหลงทิศหลงทางได้โดยง่าย ยามนั้นรู้เพียงว่าสภาพแวดล้อมซับซ้อนราวกับเขาวงกต แต่มิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าแท้จริงแล้วมันมีรูปร่างหน้าตาเป็นเช่นไร
จวบจนเมื่อเดินขึ้นมาถึงบนเขา ได้ทัศนาป่าหินผืนนั้นจากที่สูง จึงค่อยประจักษ์ว่าตนเดินทางมาจากที่ใด และได้ล่วงรู้ถึงรูปลักษณ์ที่แท้จริงของป่าหิน การเดินทางที่ผ่านมาจึงดูอัศจรรย์ยิ่งขึ้นอีกหลายส่วน
เมื่อมองไกลออกไป ทัศนียภาพก็ยิ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
แม่น้ำสายใหญ่ไหลจากทิศตะวันตกสู่ทิศตะวันออก ตัดแบ่งฟ้าดินออกจากกัน ฝั่งหนึ่งเห็นไกลไปจนสุดขอบฟ้า ส่วนริมน้ำในระยะใกล้นั้นเป็นที่ราบอันอุดมสมบูรณ์ มีบ้านเรือนราษฎรตั้งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป ตามช่องว่างระหว่างเรือนชานมีต้นไม้ให้ผล ทั้งยังมีผู้เฒ่าจูงรถลาเดินไปตามถนนข้างล่างอย่างช้าๆ เสียงไก่ขันสุนัขเห่ายิ่งขับเน้นให้ความเงียบสงัดนั้นเด่นชัดขึ้น ดูไปแล้วช่างละม้ายคล้ายกับแดนสุขาวดีที่ตัดขาดจากโลกภายนอกยิ่งนัก
แมวสามสีนั่งหันหลังให้ซ่งโหยวพลางมองดูทิวทัศน์เบื้องหน้า นอกจากขนที่ถูกลมพัดไหวแล้ว นางก็มิได้ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ราวกับกำลังมองดูจนตกอยู่ในภวังค์ ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าในหัวเล็กๆ ของเจ้าแมวนั้นกำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่
“แม่นางสามสี”
“หืม”
เมื่อได้ยินเสียงนักพรตของตน แม้ลำตัวจะไม่ขยับ แต่นางกลับเหลียวคอหันขวับมาทางด้านหลังทันที จ้องมองนักพรตด้วยความสงสัย
“แม่นางสามสีกำลังคิดอะไรอยู่หรือ”
“อะไรนะเมี๊ยว”
“ข้ากำลังถามแม่นางสามสี”
“แม่นางสามสี…”
เจ้าแมวยังคงอยู่ในท่าที่ตัวหันไปข้างหน้าแต่หัวบิดมาข้างหลัง นางจ้องมองนักพรตอยู่ครู่หนึ่งคล้ายกำลังใช้ความคิด แล้วจึงตอบว่า “แม่นางสามสีกำลังชมทิวทัศน์”
“ชมทิวทัศน์งั้นหรือ”
“…”
เจ้าแมวจ้องเขาเขม็งไม่ไหวติง คล้ายกำลังสืบค้นความทรงจำ ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำ…มีวิถีบำเพ็ญตนอันยิ่งใหญ่…”
“ดูท่าแม่นางสามสีจะเข้าถึงระดับที่หยั่งรู้วิถีแห่งฟ้าดินแล้วสินะ” ซ่งโหยวอดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้ เขารู้ดีว่านางเพียงแต่เลียนแบบคำพูดของเขาเท่านั้น แต่ก็มิได้เปิดโปงแต่อย่างใด
“ใช่แล้ว!”
“แล้วแมวตัวอื่นล่ะ”
“อะไรนะเมี๊ยว”
“ข้าสงสัยมาตลอด แมวมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ โดยเฉพาะแมวบ้านที่ชอบนั่งอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แล้วจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างหรือมองของบางอย่างที่อยู่ไกลๆ นิ่งๆ ตอนนั้นในหัวของพวกมันคิดอะไรอยู่กันแน่”
“อืม…”
แมวสามสียังคงค้างอยู่ในท่านั้น ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบตามตรง “แม่นางสามสีไม่รู้ว่าแมวตัวอื่นคิดอะไร”
“แล้วแม่นางสามสีเมื่อก่อนล่ะ”
“แม่นางสามสีก็จำไม่ได้แล้วว่าเมื่อก่อนตัวเองคิดอะไรอยู่” แมวสามสีจ้องเขาด้วยท่าทางจริงจัง “แม่นางสามสีกลายเป็นแมวฉลาดแล้ว เรื่องตอนนั้นจำไม่ได้แล้วหรอก มนุษย์พอโตขึ้นจนฉลาดแล้ว ก็จำไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละว่าตอนยังเป็นเด็กน้อยโง่เขลานั้นคิดอะไรอยู่บ้าง”
“มีเหตุผล…”
“แต่แมวทั่วไปก็ฉลาดนะ!”
“แน่นอนอยู่แล้ว…”
ซ่งโหยวยิ้มพลางพยักหน้าแล้วละสายตากลับมา
เจ้าแมวจึงละสายตากลับไปมองทางข้างหน้าต่อเช่นกัน
เสียงลมหวีดหวิว ในป่าหินมีเสียงกระดิ่งแว่วมา ได้ยินเพียงเสียงแต่ไม่เห็นตัวคน ด้วยป่าหินนั้นซับซ้อนไขว้กันไปมา กระทั่งทิศทางของเสียงก็ยังยากจะระบุ จวบจนพวกเขาเดินเข้าไปใกล้ จึงค่อยเห็นเงาของขบวนวานิชอยู่ที่ท้ายป่าหินรำไร นานๆ ครั้งจึงจะปรากฏให้เห็นสักที ส่วนใหญ่จะถูกสิ่งปลูกสร้างตามธรรมชาติบดบังไว้เสียหมด
ไม่รู้ว่าเป็นพ่อค้าจากแห่งใด
เมื่อนักพรตพักผ่อนจนเต็มอิ่มแล้วก็ค่อยๆ ลุกขึ้น
แม้เจ้าแมวจะไม่ได้หันกลับมา แต่นางก็รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวของเขา จึงลุกขึ้นเดินตามไปพลางเหลียวมองทิวทัศน์ไกลๆ พลาง แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“แม่นางสามสีชอบที่นี่”
“อืม…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะเหลียวมองตามนางไป
ที่ราบเบื้องล่างนี้ ด้านหน้ามีแม่น้ำสายใหญ่ขวางกั้น ด้านซ้ายคือป่าหิน ด้านขวาและด้านหลังคือภูเขาสูง ถูกโอบล้อมไว้ตรงกลาง ให้ความรู้สึกสันโดษปลอดภัยและสงบเยือกเย็นอย่างแท้จริง การที่แมวเหมียวจะชอบที่นี่จึงเป็นเรื่องธรรมดายิ่งนัก
“เบื้องหน้ามีทางให้ลงไปได้ ขบวนวานิชสัญจรผ่านที่นี่มากมายนัก ข้าคาดว่าข้างล่างต้องมีร้านรวงหรือที่พักแรมสำหรับรถม้าแน่ คืนนี้พวกเราจะพักค้างแรมกันที่นั่น”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน!”
หนึ่งคนหนึ่งแมวพากันเดินลงจากเขา
ฝีเท้าของเจ้าแมวดูเริงร่าขึ้นทันตา
ทว่าขุนเขาแห่งนี้สูงชันยิ่งนัก หมู่บ้านข้างป่าหินที่ดูเหมือนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ แท้จริงแล้วหนทางที่เชื่อมไปถึงกลับขดเคี้ยวไปตามซอกเขา ต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่าจะเดินลงไปถึง
ครั้นเมื่อลงมาถึงเบื้องล่าง ตนเองกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของขุนเขาเสียแล้ว ยามนี้มองไม่เห็นแม่น้ำสายใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ทั้งยังมิอาจสัมผัสได้ถึงความรู้สึกถูกโอบล้อมจากป่าหินและขุนเขาที่รายล้อมหมู่บ้านได้อีก แม่นางสามสีเดินเตาะแตะพลางเงยหน้าพิศมองอย่างละเอียด จากสีหน้าของนางเห็นได้ชัดว่า ภาพที่เห็นหลังจากลงมาแล้วดูจะไม่เหมือนกับที่นางคาดการณ์ไว้
“แม่นางสามสีต้องรู้นะว่า สิ่งเดียวกันหากมองจากทิศทางที่ต่างกัน ย่อมให้ภาพที่ไม่เหมือนกัน และไม่ว่าจะมองจากมุมมองใด สิ่งนั้นก็ยังคงเป็นตัวมันเองเสมอ”
ซ่งโหยวเอ่ยพลางก้าวเดินไป
เป็นไปตามคาด เบื้องล่างมีร้านพักแรมหลังย่อมคอยให้บริการเหล่าพ่อค้าวานิชที่สัญจรผ่านไปมาจริงๆ
ซ่งโหยวขอเช่าห้องพักห้องหนึ่ง
ด้วยสภาพที่เรียบง่าย ราคาย่อมเยาเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งยังถูกกว่าร้านพักแรมแถวตลาดผีนอกเมืองฉางจิงเสียอีก
ทว่าหลังจากเข้าพักได้ไม่นาน ผู้ที่ตกอยู่ในความเงียบงันกลับกลายเป็นซ่งโหยวเสียเอง
นั่นเพราะเขาเพิ่งได้ยินจากปากของเหล่าพ่อค้าที่สัญจรไปมาว่า เมื่อช่วงปลายวสันตฤดูของปีนี้ เฉินจื่ออี้ทนพิษบาดแผลไม่ไหวและสิ้นใจลงแล้วที่เมืองฉางจิง
เหล่าพ่อค้าต่างสนทนากันอย่างออกรสถึงรายละเอียดในยามนั้น
ที่นี่คือหลงโจว หากเดินหน้าต่อไปก็จะเข้าสู่ทางเดินเชื่อมภูเขา ซึ่งเป็นเส้นทางสายสำคัญทางการค้าและวัฒนธรรมที่เชื่อมต่อเมืองฉางจิงกับดินแดนตะวันตก เชื่อมต้าเยี่ยนกับแว่นแคว้นทางนั้น พ่อค้าส่วนใหญ่จึงเป็นคนที่เดินทางมาจากเมืองฉางจิง
เขานั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่นาน จนกระทั่งเจ้าแมวกระโดดขึ้นมาบนขอบหน้าต่าง นางยืนอยู่ต่อหน้าเขา ก่อนจะเอียงคอหันมาถามไถ่
“…”
ซ่งโหยวละสายตามามองที่นาง ครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงตอบว่า “เพียงแค่รู้สึกเศร้าใจกับจุดจบของท่านแม่ทัพเฉินอยู่บ้าง อีกทั้งก็อดเป็นห่วงเขาไม่ได้”
“หืม เป็นห่วงเรื่องอะไร”
“แม้แม่ทัพเฉินจะเป็นผู้เพียบพร้อมทั้งสติปัญญาและความกล้าหาญ ทั้งยังมีเหล่ายอดเสนาธิการอยู่ใต้บังคับบัญชามากมาย แต่คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ประจำอยู่ตามชายแดนเหนือ อีกทั้งการวางตัวของเขาก็เที่ยงตรงจนเกินไป” ซ่งโหยวเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฮ่องเต้องค์ใหม่แม้โดยสันดานมิใช่คนเลวร้ายและมิได้มีเจตนาร้ายอันใด แต่กลับหูเบาและโลเล ยิ่งข้างกายเขามีนักพรตผู้หนึ่งที่ดูเหมือนจะได้วิชามาจากราชครูอยู่หลายส่วนด้วยแล้ว…”
“ฟังไม่รู้เรื่องเลย…”
“ข้ากังวลว่าพวกเขาจะพยากรณ์ว่าแม่ทัพเฉินอาจมีแผนสำรอง ทำให้เขาไม่อาจเกิดใหม่ได้อีก” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “แต่ใจหนึ่งก็รู้สึกว่า พวกเรากับเขาคงจะได้พบกันอีกในสักวัน”
“ฟังไม่รู้เรื่องจริงๆ…”
“เช่นนั้นก็ช่างมันเถิด”
ซ่งโหยวเอื้อมมือไปลูบศีรษะของนาง
แมวเหมียวยอมให้เขาลูบแต่โดยดี ทั้งยังจ้องมองเขาด้วยแววตาจริงจัง “อย่าเศร้าไปเลยนะ!”
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ซ่งโหยวยิ้มละไม สลัดเรื่องนี้ทิ้งไปจากใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเอ่ยกับนางว่า “พรุ่งนี้ก็เป็นวันลี่ชิวแล้ว แม่นางสามสีอยากกินอะไรอร่อยๆ หรือไม่”
“กินของอร่อยๆ!”
ดวงตาของแมวเหมียวเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ใช่แล้ว”
“แต่ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ค่อยมีของกินขายเท่าไหร่เลยนะเมี๊ยว”
“แม่นางสามสีกล่าวผิดแล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยกับนาง “ที่นี่แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็กๆ แต่กลับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่พ่อค้าสัญจรผ่านไปมาอย่างหนาแน่น ผ้าไหม ใบชาและเครื่องปั้นดินเผาของต้าเยี่ยนล้วนถูกส่งออกผ่านทางนี้ ของดีและเงินตราจากทางตะวันตกก็ไหลเข้าทางนี้เช่นกัน เหมือนกับเครื่องเทศที่แม่นางสามสีใช้ทำพะโล้ บางอย่างก็ส่งผ่านมาทางนี้นี่แหละ อีกทั้งดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือที่หนาวเหน็บและกันดารเช่นนี้ ย่อมมีของดีประจำถิ่นของ”
“ของดีประจำถิ่น!”
“อย่างเช่นเนื้อแกะของที่นี่ นับเป็นวัตถุดิบชั้นเลิศเชียวล่ะ” ซ่งโหยวกล่าวพลางเว้นจังหวะ “ข้าจะพาแม่นางสามสีไปกินไข่ไก่และเนื้อแกะชั้นเลิศสักหน่อยเป็นอย่างไร”
“ตกลงเมี๊ยว!”
แมวเหมียวรับคำอย่างไม่ลังเล ดูว่าง่ายผิดปกติ
นักพรตหนุ่มจึงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างต่อ
จะว่าไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ช่างสงบเงียบดียิ่งนัก
จวบจนราตรีมาเยือน ซ่งโหยวจึงขึ้นเตียงนอน หลับตาลงตั้งใจซึมซับพลังวิญญาณแห่งวสันตวิษุวัต เพียงชั่วข้ามคืน พลังวิญญาณก็เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสาย
เช้าวันรุ่งขึ้น
เหล่าพ่อค้าที่พักในร้านเดียวกันต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน เมื่อมวลหมู่พฤกษาข้างเรือนพักกลับกลายเป็นสีทองอร่ามไปเสียสิ้น ราวกับทิวทัศน์รอบร้านพักแห่งนี้ก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงโดยใช้เวลาเพียงคืนเดียว ทว่ากลับเป็นเช่นนี้เฉพาะบริเวณรอบร้านพักเท่านั้น
แต่ถึงจะรู้สึกประหลาดใจเพียงใด เหล่าพ่อค้าต่างก็ต้องดิ้นรนเพื่อเลี้ยงชีพ พวกเขาจึงพากันเก็บข้าวของและออกเดินทางต่อ บ้างก็มุ่งหน้าไปทางตะวันตกสู่ดินแดนตะวันตก บ้างก็มุ่งหน้าไปทางตะวันออกสู่เมืองฉางจิง
ร้านพักที่เมื่อคืนเคยเนืองแน่น พอเช้าตรู่กลับเหลือเพียงนักพรตหนุ่มผู้นั่งกินมื้อเช้าอยู่เพียงลำพังอย่างไม่รีบร้อน
มื้อเช้าคือสิ่งที่สั่งไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
หาใช่ตำรับอาหารพิสดารอันใด มีเพียงคอแกะชิ้นโต บะหมี่เจียงสุ่ยหนึ่งชาม และไข่ไก่หนึ่งฟองเท่านั้น
เนื้อแกะนั้นเป็นเนื้อลูกแกะชั้นดีที่ซื้อมาจากทางตะวันออกของหมู่บ้าน โดยเฉพาะส่วนคอนั้นนับว่าเลิศรสที่สุด เพียงแค่ต้มกับต้นหอม ขิง และเกลือจนสุกโดยไม่ต้องปรุงแต่งสิ่งใดเพิ่ม เนื้อก็นุ่มชุ่มฉ่ำ เพียงเข้าปาก เนื้อก็แทบละลายแล้ว นับว่าสดอร่อยกว่าเนื้อแกะจากแดนตะวันตกเฉียงเหนือที่เคยได้ชิมในฉางจิงเสียอีก
ส่วนบะหมี่เจียงสุ่ยนั้นเป็นอาหารประจำท้องถิ่น น้ำแกงรสเปรี้ยวที่ผ่านการหมัก รสเปรี้ยวนั้นไม่เข้มไม่จางจนเกินไป กำลังพอดี สามารถดื่มแก้กระหายได้ทันที ช่วยคลายร้อนและดับกระหายได้เป็นอย่างดี
เมื่อลวกเส้นบะหมี่จนสุก ไม่ต้องใส่เครื่องปรุงใดๆ แม้แต่เกลือหรือน้ำส้มสายชูก็ไม่ต้อง เพียงคีบใส่ชามแล้วราดน้ำเจียงสุ่ยลงไป ก็จะได้บะหมี่เจียงสุ่ยที่เรียบง่ายแต่รสชาติสดชื่นและชวนเรียกน้ำย่อยแล้ว
นักพรตกับเจ้าแมวแบ่งกันกินอย่างสำราญใจ
เจ้านกนางแอ่นเองก็พลอยได้อานิสงส์ร่วมไปด้วย
ซ่งโหยวอดที่จะรำพึงออกมาไม่ได้
“ผ่านไปสิบปีแล้วสินะ…”
เมื่อหวนนึกถึงอดีต เขารู้สึกราวกับได้ข้ามผ่านขุนเขาและสายน้ำมามากมาย ได้พบเห็นโลกมานับประการ แต่เมื่อนึกถึงถนนจินหยางในปีนั้น กลับรู้สึกราวกับว่าเรื่องราวเพิ่งผ่านมาเมื่อวานนี้เอง
ช่างน่าอัศจรรย์ใจแท้ๆ
ง