ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 521 สิ่งที่นักพรตกล่าวจะเป็นเท็จได้อย่างไร
บทที่ 521 สิ่งที่นักพรตกล่าวจะเป็นเท็จได้อย่างไร
“ปีนี้ข้าวสาลีสุกช้าเหลือเกิน…”
“ไม่ใช่แค่ช้า แต่ผลผลิตยังแย่ด้วย บางแห่งแห้งตายคาทุ่งจนไม่มีงานให้รับจ้างทำเลย”
“สภาพอากาศผีสางปีนี้มัน…”
เสียงทอดถอนใจเหล่านี้ดังมาจากเหล่าแขกเกี่ยวข้าวจากทั่วสารทิศ
ในยุคที่ระบบเศรษฐกิจของต้าเยี่ยนรุ่งเรือง โอกาสในการรับจ้างทำงานย่อมมีมาก แถบตะวันตกเฉียงเหนือปลูกข้าวสาลีเป็นหลัก บรรดาเจ้าของที่ดินหรือคหบดีที่มีที่นาผืนใหญ่ย่อมดูแลไม่ทั่วถึง ดังนั้นเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรจำนวนมากจึงรอนแรมหลายพันลี้มายังหลงโจวเพื่อรับจ้างเกี่ยวข้าว แลกกับอาหารประทังหิวและเงินค่าแรงอันน้อยนิดพอให้มีชีวิตรอดไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง
คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า แขกเกี่ยวข้าว
ยามที่ซ่งโหยวพำนักอยู่ที่อี้โจว หรือแม้แต่ยามจาริกไปทั่วหลายสิบแคว้น เขาก็ยังไม่เคยเห็นวิถีการรับจ้างงานแบบเคลื่อนย้ายถิ่นฐานเช่นนี้มาก่อน การมาที่นี่จึงถือเป็นการเปิดหูเปิดตาอีกครา
แขกเกี่ยวข้าวเหล่านี้ บ้างก็เป็นคนในพื้นที่ใกล้เคียงที่ในหมู่บ้านตนไม่ได้ปลูกข้าวสาลี พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวจึงว่างงาน หรือบางทีข้าวสาลีในถิ่นตนสุกไม่พร้อมกัน หรืออาจเพราะไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง จึงต้องออกมารับจ้าง บ้างก็เดินทางมาจากแคว้นห่างไกล รับจ้างเกี่ยวไล่มาตามทางนับพันลี้ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ แลกเงินมาด้วยเวลา
ทว่าปีนี้ งานเลี้ยงชีพนี้ดูจะลำบากกว่าที่เคย
เนื่องจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ข้าวสาลีในแถบตะวันตกเฉียงเหนือสุกช้ากว่าปกติไปมาก นั่นหมายความว่าเหล่าแขกเกี่ยวข้าวมักจะคาดการณ์เวลาผิดพลาด เดินทางมาถึงทุ่งนาล่วงหน้า แต่กลับไม่มีงานให้ทำ
แขกเกี่ยวข้าวคือแรงงานเร่ร่อน ต่อให้จะไปที่เดิมทุกปีจนคุ้นเคยกับเจ้าของที่ดิน แต่เมื่อไม่มีงานให้ทำ ก็ย่อมไม่มีอาหารให้กินโดยไม่ต้องเสียเงิน และแขกเกี่ยวข้าวมักจะเป็นผู้ยากไร้ ออกมาตัวเปล่าหวังเพียงพึ่งพางานแลกข้าว เมื่อไม่มีงานก็ไม่มีกิน หลายคนต้องอดตายอยู่หน้าประตูบ้านคหบดีเหล่านั้น
ประกอบกับปีนี้เกิดภัยแล้งรุนแรง ผลผลิตย่ำแย่จนที่นาหลายแห่งถูกทิ้งร้าง เมื่อไม่มีผลเก็บเกี่ยว แขกเกี่ยวข้าวก็ยิ่งไร้งานทำ
คนกลุ่มนี้คือชนชั้นล่างสุดของสังคม แม้แต่ชาวนาทั่วไปก็ยังมีความมั่นคงกว่าพวกเขา เพราะพวกเขาไม่มีกำลังพอจะต้านทานความเสี่ยงใดๆ ได้เลย เพียงแค่บ้านเมืองวุ่นวายเล็กน้อย หรือสภาพอากาศแปรปรวนเพียงนิด ก็เพียงพอจะนำมาซึ่งมหันตภัยที่คร่าชีวิตพวกเขาได้
ซ่งโหยวนอนเอนกายอยู่บนเนินดินที่ลาดเอียงเล็กน้อย แหงนมองหมู่ดาวพรั่งพรูเต็มท้องฟ้า มือหนึ่งบิขนมปังย่างส่งเข้าปากอย่างเลื่อนลอย พลางสดับฟังเรื่องราวของพวกเขา
เมื่อชีวิตขัดสนถึงขีดสุด มนุษย์มักจะมีมุมมองต่อความตายที่ปล่อยวางอย่างน่าประหลาด
แขกเกี่ยวข้าวที่มาชุมนุมกันในวันนี้ สิ่งที่สนทนากันมิใช่เรื่องที่ว่าที่ไหนไม่มีงานทำ ก็เป็นเรื่องของสหายร่วมอาชีพที่ตกระกำลำบากเพียงใด หลายคนต้องเปลี่ยนจากการหางานมาเป็นการขอทาน ทว่าปีนี้ทั่วทั้งตะวันตกเฉียงเหนือต่างประสบภัยพิบัติ แม้แต่โจรป่าที่ปกติไม่เคยชายตาแลเงินเพียงเศษเสี้ยวของแขกเกี่ยวข้าว ก็ยังเริ่มหันมาปล้นชิงพวกเขา แล้วจะไปขอทานให้ได้กินอิ่มได้อย่างไร สุดท้ายจึงต้องจบชีวิตลงในต่างแดนโดยไม่มีแม้แต่ชื่อเสียงเรียงนามทิ้งไว้
ยามที่พวกเขากล่าวถึงเรื่องนี้ แม้จะเต็มไปด้วยความอัดอั้น แต่ก็น้ำเสียงกลับเบาหวิวแฝงไปด้วยความชินชา ราวกับมองเห็นชะตากรรมของตนเองอยู่ในนั้นและน้อมรับมันอย่างสงบ
“ยังดีที่เจ้าของที่ดินหลายคนในไป๋จวิ้นเขานับถือพุทธ จิตใจเมตตา ยังยอมให้พวกเราพักกินข้าวบ้าง ไม่อย่างนั้นคงอดตายคากลางทางไปแล้ว”
“นั่นสิ ข้ายังพาลูกชายมาด้วย ถ้าไม่ได้เจอเศรษฐีใจบุญ ถึงจะไม่ได้งานทำแต่เขาก็ยังเมตตาให้ข้าวปลาบ้าง ไม่อย่างนั้นคงตายไปนานแล้ว ข้าอายุขัยขนาดนี้ตายไปก็ไม่เท่าไหร่ แต่บ้านข้าเหลือไอ้หนูตัวแค่นี้เป็นทายาทคนเดียว ถ้ามันตายไปก็คงสิ้นตระกูลพอดี”
ผู้ที่รอดชีวิตมาได้ในการพเนจรครั้งนี้ ส่วนใหญ่ล้วนพึ่งพาวาสนาทั้งสิ้น
เมื่อคุยกันไปเรื่อยๆ หัวข้อสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนทิศทาง
“เขาว่ากันว่าภัยแล้งที่หลงโจวกับซาโจวครั้งนี้ เป็นฝีมือของพวกปีศาจ จริงหรือไม่”
“ได้ยินว่าทางตะวันตกยิ่งแล้งหนักกว่านี้อีกนะ!”
“ฝีมือปีศาจรึ ข้ากลับได้ยินมาว่าเตาไฟในเมืองใต้ดินกลางทะเลทรายซาโจวมันแตก ไอความร้อนเลยรั่วไหลออกมา ทำให้หลงโจวกับซาโจวแล้งหนักขนาดนี้”
“ข้าได้ยินมาว่าเทพอัคคีที่ภูหั่วเยียนในดินแดนตะวันตกพิโรธ บอกว่าเดี๋ยวนี้ผู้คนนับถือแต่พระพุทธเจ้า ไม่นับถือเทพอัคคี ท่านเลยร่ายมนต์ให้ตะวันตกเฉียงเหนือแล้งตายกันไปข้าง!”
“คนแถวไป๋จวิ้นเขาพูดกันว่า เป็นเพราะคนแถวนี้เริ่มหันไปบูชาแต่พระพุทธองค์ เชื่อถือแต่พุทธศาสนา ไม่เคารพลัทธิเต๋า ไม่บูชาสวรรค์ เลยทำให้องค์จักรพรรดิสวรรค์ทรงกริ้ว สั่งเทพพิรุณห้ามประทานฝนลงมาที่ตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงได้แห้งแล้งจนแทบไม่มีทางรอดอยู่นี่ไง”
ต่างคนต่างออกความเห็นด้วยสำเนียงที่หลากหลาย แต่พอจะฟังความได้ใจความ ยามที่แลกเปลี่ยนความเห็นกัน พวกเขามักจะลดเสียงลงต่ำ ดวงตาเบิกกว้างราวกับกำลังคุยเรื่องลับสุดยอดที่คอขาดบาดตาย เพราะเกรงว่าทวยเทพบนฟ้าหรือปีศาจร้ายในยามค่ำคืนจะมาได้ยินเข้าแล้วนำภัยมาสู่ตัว
แม่นางสามสีที่เดิมทีวิ่งไล่จับกิ้งก่าอยู่ในทะเลทราย พอได้ยินหัวข้อที่นางสนใจก็นิ่งวิ่งกลับมา นั่งลงข้างกายนักพรตอย่างเป็นระเบียบ จ้องมองเหล่าแขกเกี่ยวข้าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ท่ามกลางความมืดมิด ยังมีดวงตาอีกคู่หนึ่งที่ดำขลับเป็นประกายไม่แพ้กัน
นั่นคือลูกชายของแขกเกี่ยวข้าววัยกลางคนคนนั้น อายุอานามราวสิบขวบเห็นจะได้ ทว่ากลับต้องติดตามบิดาออกท่องโลกเสียแล้ว แม้แต่ตามเนื้อตัวยังมีร่องรอยจากการทำงานหนัก
เรื่องราวของเทพเซียนและปีศาจมักดึงดูดใจเด็กเสมอ ต่อให้จะเป็นเด็กที่ลำบากยากเข็ญเพียงใดสุดท้ายเขาก็ยังเป็นเด็ก ยามนี้เขาขดตัวอยู่ข้างบิดา ดวงตาเบิกกว้างในความมืด พลางลอบมองนักพรตในชุดยาวกับแมวสามสีข้างกาย พร้อมกับตั้งอกตั้งใจฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่องอภินิหารอย่างเป็นตุเป็นเบา
“ตั้งแต่ปีที่แล้วมานี่ โลกเราดูไม่สงบสุขเอาเสียเลย คนเดินทางกลางคืนเจอผี คนเดินป่าเจอปีศาจก็ไม่ใช่น้อยๆ ไม่แน่หรอก ไม่แน่จริงๆ”
“สวรรค์ไม่มีตา!”
ท่ามกลางการถกเถียงด้วยเสียงกระซิบกระซาบ พลันมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาอย่างไม่เข้าพวก “ไม่ทราบว่าเรื่องเมืองใต้ดินกับภูเขาไฟนั้น มีความเป็นมาอย่างไรหรือ”
ทุกคนหันไปตามเสียง
อาศัยแสงสุดท้ายจากเส้นขอบฟ้า จึงพอมองเห็นเลือนรางว่าตรงนั้นมีนักพรตผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาเพิ่งจะลุกขึ้นนั่งตรงๆ และทุกคนก็จำได้ว่าเมื่อช่วงบ่ายมีนักพรตหนุ่มคนหนึ่งมาสมทบกับพวกเขา เป็นเพียงคนเดียวในที่โล่งแห่งนี้ที่มีม้าและสัมภาระกองโต พร้อมกับแมวอีกหนึ่งตัว พักผ่อนอยู่ ณ จุดนั้น
“อะไรนะ…”
“อ้อ ข้าเคยได้ยินชื่อของภูเขาหั่วเยี่ยนและเมืองใต้ดินมาบ้างแต่ไม่ละเอียดนัก เมื่อได้ยินพวกท่านกล่าวว่ามีความเกี่ยวข้องกับภัยแล้งในตะวันตกเฉียงเหนือปีนี้ จึงเกิดความใคร่รู้ อยากจะขอคำชี้แนะจากทุกท่านสักหน่อยว่า ภูเขาไฟและเมืองใต้ดินนั้นตั้งอยู่ที่ใด และมีความโดดเด่นอย่างไรบ้าง” ซ่งโหยวมิได้ใส่ใจว่าคนเหล่านั้นจะมองเห็นเขาชัดหรือไม่ เขานั่งประคองมือทำความเคารพท่ามกลางความมืด ดวงตาของเขาสะท้อนเงาแสงสายัณห์ที่พาดผ่านขอบฟ้าทิศตะวันตก
ทุกคนต่างหันมองหน้ากันด้วยความประหม่าและเกรงขาม
ความประหม่านี้มิได้เกิดจากฐานะของนักพรต แต่เป็นเพราะพวกเขารู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยหยาบกระด้าง จึงไม่ค่อยกล้าเอ่ยปากออกมาในตอนแรก
“เรียน…เรียนคุณชาย หากเดินทางไปทางทิศตะวันตก ออกจากหลงโจวไปถึงซาโจว ทางทิศตะวันตกของซาโจว ลึกเข้าไปในทะเลทรายคือเมืองใต้ดิน เล่าขานกันว่าใต้ดินเมืองนั้นมีเตาไฟวิเศษเป็นของล้ำค่า เปลวเพลิงพ่นออกมาจากรอยแยกของพื้นดินจนถึงบนดิน ไม่มีวันดับตลอดทั้งปี คนแถวนั้นก็อาศัยไฟนี้จุดไฟหุงหาอาหาร” ในที่สุดก็มีคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก “พะ…พอพ้นซาโจวไป เข้าสู่ดินแดนประจิมได้ไม่ไกลก็จะเจอภูเขาหั่วเยี่ยน บนเขามีแต่ไฟลุกท่วม ไม่มอดดับตลอดปีเหมือนกัน ทำเอาที่นั่นร้อนจัดจนคนแทบตายได้แม้ในตอนกลางวัน บนภูเขาไฟมีเทพแห่งไฟสถิตอยู่ ท่านเก่งกาจสามารถยิ่งนัก ผู้คนที่นั่นกราบไหว้บูชาท่านมานานหลายปีแล้ว”
พูดจบเขาก็ไม่ลืมที่จะเสริมอีกประโยคว่า “พวกเราก็แค่ได้ยินมา ไม่เคยเห็นกับตาหรอกขอรับ…”
“ภัยแล้งในตะวันตกเฉียงเหนือรุนแรงมากหรือ”
“รุนแรงขอรับ รุนแรงเหลือเกิน แถวนี้ยังนับว่าพอทนได้ ยิ่งไปทางตะวันตกก็ยิ่งหนักหนา ได้ยินว่าพอออกจากซาโจวไป บางแห่งในดินแดนประจิมกระทั่งหญ้าก็ยังไม่ขึ้นเลย” แขกเกี่ยวข้าวกระซิบตอบเขา “บางแห่งถึงกับทุบรูปเคารพราชันมังกรจนแตกละเอียด บางแห่งก็ส่งหลวงจีนผู้ทรงศีลออกไปตามจับปีศาจที่อัญเชิญความแห้งแล้งมาด้วย”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
ซ่งโหยวนิ่งพยักหน้าพลางประสานมือคารวะ
“ขอบคุณท่านมาก”
แขกเกี่ยวข้าวผู้นั้นมิได้ขานรับ เพียงแต่ก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน
หลังจากนั้นชั่วครู่ เหล่าแขกเกี่ยวข้าวต่างพากันลอบสังเกตเขา แต่ก็มิกล้าถามสิ่งใด และมิกล้าสนทนากันต่อหน้าเขา จวบจนเวลาผ่านไปพักหนึ่ง พวกเขาจึงค่อยๆ กลับมาคุยหัวข้อเดิมต่อ เรื่องราวของภูตผีปีศาจเริ่มถูกหยิบยกมาสนทนากันอีกครั้ง
ส่วนซ่งโหยวนั้นในใจกำลังครุ่นคิดถึงสถานที่ทั้งสองแห่งนั้น
ยามนี้ เขาเก็บรวบรวมดินห้าธาตุที่ใช้ในการหล่อหลอมนรกภูมิมาได้สามส่วนแล้ว อันได้แก่ ธาตุทอง ธาตุดินและธาตุน้ำ ยังขาดเพียงธาตุไฟและธาตุไม้ ซึ่งดินแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือนี้น่าจะเป็นตัวแทนของธาตุไฟ
ไม่รู้ว่าจะเป็นสถานที่ทั้งสองแห่งนี้หรือไม่
เมื่อแสงสายัณห์เลือนหาย แสงดาวก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้น
เบื้องบนพาดผ่านด้วยทางช้างเผือกที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เหล่าแขกเกี่ยวข้าวเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน คุยกันได้ไม่นานก็ต่างพากันกอดถุงเงินและห่อเสบียงอาหารน้ำดื่มของตนแล้วหลับไป ไม่นานนัก พื้นที่ว่างแห่งนี้ก็ระงมไปด้วยเสียงกรนที่ดังขึ้นสลับกันไปมา
นักพรตหนุ่มเองก็ค่อยๆ หลับตาลงเช่นกัน
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น ยามที่ฟ้ายังไม่สาง
มีเสียงสนทนาแว่วมาเข้าหู
เมื่อเริ่มสติแจ่มใสขึ้น เสียงนั้นก็ยิ่งชัดเจน
เป็นแม่นางสามสีที่กำลังสนทนาอยู่กับเด็กชายคนหนึ่ง ทว่าส่วนใหญ่จะได้ยินเพียงเสียงของแม่นางสามสี มีเพียงนานๆ ครั้งที่เด็กชายจะตอบกลับมาสักคำสองคำ ส่วนมากจะเป็นการถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น น้ำเสียงเจือไปด้วยความประหม่าหวาดกลัวอันเป็นเอกลักษณ์ของเด็กจากครอบครัวยากไร้ พอถามเสร็จก็รีบหุบปากฉับ ฟังเด็กหญิงเล่าเรื่องที่มาของตันเสียอย่างออกรสพลางอวดอ้างความรู้ความสามารถของตน
คนที่นอนตั้งแต่หัวค่ำย่อมยากที่จะหลับยาวไปจนถึงตอนสาย ดังนั้นแม้จะเป็นยามเช้ามืดที่ดาวเต็มฟ้า แต่ก็มีแขกเกี่ยวข้าวหลายคนตื่นขึ้นมาแล้ว ยามนี้ใครที่ไม่โหยหาบทสนทนาก็ล้วนแต่นอนฟังเด็กหญิงเจื้อยแจ้วด้วยความเพลิดเพลิน
แน่นอนว่า เนื้อหาเหล่านั้นย่อมเป็นเรื่องที่นางได้ยินมาเมื่อวานระหว่างเดินทางนั่นเอง
“ยา…ยาอายุวัฒนะมีหลายสีจริงๆ หรือ”
“แน่นอนสิ! ยามที่เทพเซียนปรุงยาอายุวัฒนะ ย่อมต้องใส่เมฆามงคลห้าสีจากบนฟ้าลงไปด้วย ปรุงออกมาแล้วย่อมต้องเป็นหลากสีแน่ๆ แถมยังเรืองแสงได้ด้วยนะ!”
“แล้ว…แล้วในก้อนเมฆมงคลกับแสงยามเย็นมีสีย้อมบรรจุอยู่จริงๆ หรือ”
เสียงของเด็กชายเบาหวิว ทั้งยังดูตื่นเต้นระคนกังวล
“มีสิ!”
เสียงของเด็กหญิงแม้จะไม่ดังนัก แต่กลับหนักแน่นมั่นคง ไม่ลังเลใจแม้แต่น้อย “สีย้อมนั้นมาจากดวงอาทิตย์ ทุกเช้าดวงอาทิตย์จะส่งสีย้อมมาให้ ในช่วงเวลาที่ต่างกันก็จะย้อมเมฆเป็นสีที่ต่างกันไป พอตกเย็นก็เก็บกลับคืนไป หากทำสีย้อมแตก สีที่หกลงมาก็จะย้อมภูเขาจนเป็นลวดลายอย่างที่เห็นนี่แหละ”
เด็กชายนอนเบียดข้างกายบิดา ฟังจนตาโตเท่าไข่ห่าน
เมื่อเห็นเช่นนั้นเด็กหญิงก็ดูจะพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนซ่งโหยวนั้นกลับตกอยู่ในความเงียบงัน
“เจ้าขี้โม้…”
“ไม่ได้โม้นะ!”
“แล้ว…แล้วเจ้ารู้ได้ยังไง”
“นักพรตบอกข้ามา! นักพรตของข้าเก่งกาจมากนะ เก่งกว่าเทพบนฟ้าเสียอีก ไม่เคยโกหกเลยสักครั้ง!”
“…”
ซ่งโหยวที่นอนอยู่ข้างๆ ยิ่งตกอยู่ในความเงียบงันหนักกว่าเดิม
เขาหลับตาที่เพิ่งลืมขึ้นลงตามเดิม กะว่านอนต่ออีกสักตื่นหนึ่งคงจะดีกว่า
ง