ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 522 ปีศาจโหยวหลี
บทที่ 522 ปีศาจโหยวหลี
ประกายสีขาวราวท้องปลาค่อยๆ ผุดขึ้นที่เส้นขอบฟ้า สะท้อนภาพผาหินเจ็ดสีอันเยือกเย็นและกว้างใหญ่ไพศาล กิ้งก่ายืนสงบนิ่งอยู่บนเนินดินเพื่อรอรับหยาดน้ำค้าง ม้าเล็มหญ้าที่มีรสชาติแตกต่างออกไปตามแบบฉบับตะวันตกเฉียงเหนือ ร้านพักม้าอันโดดเดี่ยวให้ความรู้สึกราวกับฉากในยุทธจักรที่มีผู้คนนอนระเกะระกะอยู่รายรอบ
หยาดน้ำค้างเริ่มซึมเปียกอาภรณ์
บทสนทนาของเด็กน้อยทั้งสองสิ้นสุดลงแล้ว ทว่าพวกผู้ใหญ่หลายคนกลับยังคงฟังด้วยความเพลิดเพลิน
ทั้งยาอายุวัฒนะที่ผสมเมฆามงคลห้าสี สีย้อมที่ส่งมาจากดวงอาทิตย์ รอยโหว่บนนภากาศ และศิลาเทพห้าสีที่ใช้ซ่อมแซมฟ้า…
ไม่นานนัก แสงสว่างจากทิศบูรพาก็สาดส่องออกมา
เริ่มจากริ้วสีแดงฉานพาดผ่านรอยแยกของหมู่เมฆ พุ่งทะยานจากเส้นขอบฟ้าสู่สรวงสวรรค์จนเห็นเป็นรูปร่างชัดเจน ย้อมหมู่เมฆริมขอบฟ้าจนเป็นสีชาด เมื่อสุริยาค่อยๆ เคลื่อนสูงขึ้น แสงสีแดงฝั่งที่ต่ำก็ยกตัวสูงขึ้น ฝั่งที่สูงก็ลดต่ำลง สาดกระทบลงสู่พื้นพสุธา
ผาหินเจ็ดสีท่ามกลางความมืดมิดถูกฉาบด้วยสีแดงก่ำ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เสียงสนทนาของเด็กทั้งสองเงียบหายไป
“เฮ้อ…”
มีเสียงทอดถอนใจแว่วมา
ดูเหมือนว่าวันใหม่สำหรับพวกเขาแล้ว มิได้หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่เปี่ยมด้วยหวัง แต่หมายถึงการวนเวียนกลับมาของความทุกข์ยากที่ดำเนินซ้ำซากมานานปีอย่างไร้สิ้นสุด
ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้น
ยังคงเป็นผืนนภาสีครามกระจ่างตาเช่นเดียวกับเมื่อวาน
เหล่าแขกเกี่ยวข้าวต่างลุกขึ้นมานั่งตัวตรง ลูบหน้าลูบตาเรียกสติ และยามนั้นเองที่มีคนเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงเหลียวมองไปรอบทิศ
“เด็กหญิงคนนั้นเล่า”
เมื่อสิ้นเสียงทัก ทุกคนต่างก็ตระหนักได้ในทันที
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ กลับไม่พบวี่แววของเด็กหญิงที่ไหนเลย
ยามนี้ทุกคนจึงเพิ่งระลึกได้ว่า เมื่อคืนไม่มีเด็กหญิงคนไหนมาพักค้างแรมที่นี่เลยสักคน
ผู้ที่นอนอยู่ตรงนี้ นอกจากนักพรตหนุ่มแล้ว ก็มีเพียงแขกเกี่ยวข้าวผู้ยากไร้หรือไม่ก็พ่อค้ารายย่อยที่ต้องการประหยัดเงิน อย่างมากที่สุดก็มีเพียงเด็กชายตัวน้อยที่ติดตามมาด้วย แล้วจะมีใครพาเด็กหญิงมาด้วยเล่า แม้แต่นักพรตผู้นั้นก็มีเพียงม้าขนแดง แมวสามสีและนกนางแอ่นเท่านั้น
“นั่นสิ! เด็กหญิงมาจากไหนกัน”
“แย่แล้ว! หรือว่าพวกเราจะเจอปีศาจเข้าให้!”
“ไอ้หนู! เมื่อครู่เจ้าคุยกับใคร”
ทุกคนต่างเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตระหนก
รวมถึงเด็กชายคนนั้นด้วย เมื่อถูกสายตาของเหล่าแขกเกี่ยวข้าวและบิดาจ้องเขม็งราวกับจะคาดคั้น เขาก็ได้แต่หดคอด้วยความหวาดกลัวพลางเหลียวมองไปรอบตัวตามสัญชาตญาณ
ที่นี่ไม่มีเด็กหญิงจริงๆ
ไม่มีสตรีแม้แต่คนเดียว
มีเพียงแมวสามสีตัวหนึ่ง นั่งสงบนิ่งอยู่ข้างกายนักพรต หางของมันแกว่งไกวไปมา ประเดี๋ยวก็มองดูเขา ประเดี๋ยวก็หันไปมองนักพรต
เด็กชายจำได้เลือนรางว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่เด็กหญิงพูด นางได้เอ่ยขึ้นมาว่า ‘นักพรตของข้า’ ด้วย
“เอ่อ…”
เด็กชายตื่นตระหนกจนพูดไม่ออก
“ทุกท่านโปรดอย่าได้ตื่นตกใจไปเลย” ซ่งโหยวจำต้องลืมตาขึ้นมาอย่างจนใจ เขาลุกขึ้นนั่งเพื่อจัดการปัญหาที่แม่นางสามสีก่อไว้ “เแมวของข้าบังเกิดจิตปัญญาแล้ว มีนิสัยร่าเริงซุกซน ตั้งแต่ร่วมเดินทางมาที่ตะวันตกเฉียงเหนือคงจะรู้สึกเบื่อหน่ายไปบ้าง เมื่อเห็นเด็กน้อยตื่นเช้าจึงอดใจไม่ไหว จำแลงกายเป็นมนุษย์ไปสนทนาด้วย แต่นางมิได้มีเจตนาร้ายอันใด”
“แมว?”
“แมวกลายเป็นคนรึ”
“นี่มัน…”
ทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน ผู้ที่กล้าหาญหน่อยก็จ้องมองแมวตัวนั้นเขม็ง ส่วนผู้ที่ขวัญอ่อนก็รีบขยับถอยห่างจากนักพรตทันที
“ขอทุกท่านโปรดวางใจ ข้ามาจากอี้โจว เป็นผู้บำเพ็ญพรตตามวิถีที่ถูกต้อง ชั่วชีวิตมิเคยทำกรรมชั่ว ส่วนแม่นางสามสีก็มีความประพฤติดีงาม สนใจใฝ่เรียนรู้ นางเพียงแต่ช่วยคนกำจัดปีศาจและหนูเท่านั้น ไม่เคยคิดทำร้ายผู้ใด ทุกท่านมิจำเป็นต้องหวาดกลัวจริงๆ”
เมื่อแมวสามสีได้ยินเช่นนั้น แม้นางจะมิได้เอ่ยสิ่งใด แต่นางก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปชิดข้างกายนักพรตมากขึ้นอีกนิด และห่างจากคนอื่นๆ ออกไปอีกหน่อย ก่อนจะนั่งลงจ้องมองเด็กชายคนเดิมต่อไป
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ในที่สุดความกลัวก็ค่อยๆ มลายหายไป
อย่างไรเสียชีวิตพวกเขาก็มิได้มีค่าอันใดอยู่แล้ว จึงไม่มีอะไรให้ต้องกลัวนัก
คนที่มีเสบียงติดตัวจึงเริ่มนำออกมาแบ่งกันกินอย่างมัธยัสถ์ คนที่ไม่มีก็ทำได้เพียงดื่มน้ำลูบท้อง ส่วนคนที่แม้แต่น้ำก็ไม่มี ก็ได้แต่นั่งนิ่งอยู่กับที่อย่างเงียบงัน
ผู้คนเริ่มทยอยลุกขึ้นออกเดินทางต่อ และเริ่มมีคนพากันเข้าไปล้อมวงหานักพรต เมื่อคนรุมล้อมมากขึ้น พวกเขาก็เริ่มทิ้งท่าทีสำรวมสงวนคำ ต่างคนต่างแย่งกันถามคำถามนานัปการต่อหน้าเหล่านักพรตผู้มีฤทธิ์เดชจริงแท้ที่หาพบได้ยากยิ่ง
“ชาติที่แล้วกับชาติหน้ามีจริงหรือไม่”
“ชาตินี้ทนทุกข์ทรมานแล้ว ชาติหน้ายังต้องลำบากอีกหรือไม่”
“คนเราตายแล้วจะไปอยู่ที่ไหน”
ซ่งโหยวนั่งอยู่กับที่ พลางบิแผ่นแป้งย่างกินไปพลางตอบคำถามอย่างอดทนตามความจริง ทั้งยังแบ่งปันขนมปังให้แก่ผู้ที่ไม่มีเสบียงด้วย
ทว่าคำถามของพวกเขามักจะผสมปนเปไปด้วยความทุกข์ระทมและความหวังตลอดชั่วชีวิต มันจึงกลายเป็นคำถามที่หนักอึ้งยิ่งนัก บางเรื่องนักพรตก็มิอาจล่วงรู้คำตอบ บางเรื่องรู้คำตอบแต่ก็มิอาจบอกกล่าวได้ เช่นเดียวกับที่เขามองเห็นความทุกข์ยากของพวกเขา แต่ในยามนี้กลับมิอาจช่วยเหลืออะไรได้มากมายนัก
ทำได้เพียงเตือนพวกเขาว่า ยามนี้ราชสำนักมีนโยบายอพยพผู้คนไปทางแดนเหนือ หากใครสมัครใจไปก็จะได้รับมอบที่ดินและเสบียงอาหาร อย่างน้อยก็นับว่าเป็นทางรอดสายหนึ่ง
ดวงตะวันยิ่งลอยสูงขึ้น ผู้คนก็ทยอยจากไป
เหล่าพ่อค้าที่พักในร้านพักม้าต่างก็ออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่ ขบวนม้า ล่อและอูฐยาวเหยียดราวกับมังกร มุ่งหน้าไปตามทิศทางที่ต่างกันไป ทั่วทั้งฟ้าดินระงมไปด้วยเสียงกระดิ่ง
ซ่งโหยวดื่มน้ำเพียงน้อยนิด ก่อนจะเทน้ำใส่อุ้งมือเพื่อป้อนให้แม่นางสามสีและนกนางแอ่น จากนั้นจึงลุกขึ้นเก็บสัมภาระเพื่อออกเดินทางต่อ
เขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ผ่านป่าหินตันเสียที่งดงามราวกับภาพวาด
ตลอดเส้นทางมีแต่ทางสายวานิช ขบวนอูฐและม้าสัญจรผ่านไปมาไม่ขาดสาย
อย่าได้ดูแคลนดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือเป็นอันขาด
เส้นทางสายไหมนับเป็นเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน สินค้าและทรัพย์สินเงินทองจากทั้งตะวันออกและตะวันตกต่างแลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันบนถนนสายนี้ วัฒนธรรมก็หลอมรวมผสมผสานกัน ทั้งยังเป็นระเบียบทางเดินสำคัญจากต้าเยี่ยนมุ่งสู่ดินแดนตะวันตก ในแต่ละวันมีทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลไหลเวียนผ่านเส้นทางนี้ ความรุ่งเรืองของที่นี่มิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าอี้โจวหรือหยางโจวเลยแม้แต่น้อย
ซ่งโหยวมองเห็นพ่อค้ามากมายที่เร่งเดินทางอย่างเงียบงัน ทั้งยังได้เห็นใบหน้าของผู้คนจากต่างบ้านต่างเมือง การได้สนทนากับคนเหล่านั้นตลอดทางทำให้เขารู้แจ้งไม่น้อยเลย
ทว่าในขณะเดียวกัน ตลอดเส้นทางกลับแห้งแล้งจนราษฎรทุกข์ยากเกินบรรยาย ยิ่งมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกมากเท่าใด ภัยแล้งก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ น้ำได้กลายเป็นทรัพยากรชีวิตที่ล้ำค่าเหนือสิ่งอื่นใด การขอน้ำดื่มตามทางกลายเป็นเรื่องยากลำบาก โดยเฉพาะเมื่อยิ่งไปทางตะวันตก ผู้ที่นับถือลัทธิเต๋าก็ยิ่งน้อยลง ผู้ที่ศรัทธาในพุทธศาสนากลับเพิ่มมากขึ้น ต่อให้เป็นคนในพื้นที่ที่มีใจเมตตาหรือเหล่าวานิชผู้สัญจรไปมา อย่างมากที่สุดก็แบ่งน้ำให้เขาได้เพียงอึกสองอึกเท่านั้น
การเสาะหาน้ำก็ยิ่งมายิ่งยากเย็น
ไม่ว่าจะให้นกนางแอ่นบินขึ้นไปหา หรือจะสอบถามจากเหล่าลาและอูฐข้างทาง ก็ไม่ง่ายเลยที่จะพบแหล่งน้ำในระยะใกล้ บางคราครั้นหาจนพบ แหล่งน้ำนั้นก็เหือดแห้งไปเสียแล้ว
“ใกล้จะพ้นเขตหลงโจวแล้วกระมัง”
ซ่งโหยวสวมหมวกโต่วลี่พลางเอ่ยถามแมวสามสี
ที่นี่แม้จะมิใช่ทะเลทราย แต่บนพื้นดินก็เต็มไปด้วยหญ้าแห้งเหี่ยว ทรายเหลืองเริ่มหนาตาขึ้น ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงไปบนพื้นย่อมพัดพาเอาฝุ่นทรายฟุ้งกระจายขึ้นมา หากมีลมพัดผ่าน ผืนทรายบนพื้นก็จะวาดวอนทิศทางและรูปร่างของสายลมให้เหล่านักเดินทางได้ประจักษ์
“แม่นางสามสีไม่รู้เมี๊ยว” เสียงของแมวเหมียวตอบกลับมาอย่างซื่อตรง
“เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้วแท้ๆ แต่ยังร้อนถึงเพียงนี้…”
“ใช่แล้วเมี๊ยว!”
“แม่นางสามสีหิวน้ำหรือไม่”
“แม่นางสามสีร้อนมาก อยากกินน้ำเมี๊ยว” แมวเหมียวก้าวเท้าสั้นๆ พลางหยุดชะงัก เงยหน้ามองดวงตะวันบนฟ้า แล้วจึงมองไปยังขอบฟ้าไกล “เยี่ยนอันยังไม่กลับมาเลย”
“แถวนี้หาแหล่งน้ำยากนัก”
“ลำบากเขาแล้ว!”
“ต้องขอบใจเขาจริงๆ”
“ขอบใจเขาจริงๆ!”
“แม่นางสามสีกลับเข้าไปอยู่ในย่ามเถิด อย่าเดินบนพื้นเลย ข้างนอกทั้งร้อนทั้งเหนื่อย ฝุ่นทรายก็หนานัก”
“อืม…”
แมวเหมียวเพียงแต่เหลียวมามองเขาแวบหนึ่ง ทว่าฝีเท้ากลับมิได้หยุดลงเลย “แม่นางสามสีจะเดินบนพื้น!”
ทันใดนั้นเอง ปรากฏจุดเล็กๆ ขึ้นบนท้องฟ้า จุดนั้นขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มชัดเจนขึ้น จนปรากฏเป็นร่างของนกนางแอ่นตัวหนึ่งที่กางปีกร่อนลงมา
พรึ่บ…
นกนางแอ่นร่อนลงบนศีรษะของม้าขนแดงอย่างแผ่วเบา แมวสามสีเงยหน้าขึ้นมองเขาทันที “เจอน้ำหรือไม่”
“เจอแล้ว” นกนางแอ่นก้มมองแมวครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าสบตานักพรต “ข้าเจอปีศาจตนหนึ่งระหว่างทาง เลยลองถามมันดูว่าที่ไหนมีน้ำ มันจึงนำทางข้าไปขอรับ”
“…”
ซ่งโหยวได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มออกมามิได้ ดูท่าการหาน้ำในแถบนี้จะยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ กระทั่งนกนางแอ่นผู้ไม่ชอบข้องแวะกับใคร ยังต้องถูกบีบให้เป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนากับปีศาจแปลกถิ่นเพื่อถามหาแหล่งน้ำ
อันที่จริงสำหรับซ่งโหยวนั้นยังพอทนได้ แม่นางสามสีเองก็พอไหว น้ำที่ขอแบ่งมาได้แม้จะน้อยนิดแต่ก็เพียงพอให้พวกเขาประทังไปได้ ทว่าเจ้าม้านั้นตัวใหญ่ ย่อมต้องการน้ำมากกว่า อีกทั้งยังต้องแบกสัมภาระหนักอึ้งท่ามกลางแดดจ้า หากไม่มีน้ำเพียงพอก็นับว่าเป็นการทรมานมันเกินไปนัก
“ลำบากเจ้าแล้ว”
“ข้าจะนำทางไปเดี๋ยวนี้”
“ตกลง”
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
นกนางแอ่นโผบินขึ้นอีกครั้ง นักพรตหนุ่มถือไม้เท้าไม้ไผ่ จูงม้าสีแดงเข้มเดินตามนกนางแอ่นข้ามผ่านภูเขาดินเหลืองไปกว่าสิบลี้ ในที่สุดก็พบแหล่งน้ำ
แหล่งน้ำแห่งนี้ซ่อนเร้นอย่างมิดชิด มองจากภายนอกเห็นเพียงเนินดินเล็กๆ ทว่าเมื่อเข้าไปใกล้จึงพบว่าภายในกลวงโบ๋ บางทีอาจเชื่อมต่อกับสายน้ำใต้ดิน จึงมีร่องน้ำเล็กๆ ไหลซึมออกมาเหนือพื้นผิว แหล่งน้ำเช่นนี้นกนางแอ่นมองจากบนฟ้าคงมิอาจเห็นได้เป็นแน่
ซ่งโหยวเดินเข้าไปวักน้ำขึ้นมาจิบ ช่างเย็นฉ่ำชื่นใจนัก ช่วยคลายทั้งความกระหายและความร้อนระอุลงได้สิ้น
จากนั้นเขาจึงให้แม่นางสามสีและนกนางแอ่นดื่มจนอิ่มหนำ พร้อมกับเติมน้ำใส่ถุงจนเต็ม แล้วจึงให้เจ้าม้าเข้ามาดื่มกินอย่างสำราญใจ
เมื่อจัดการเรื่องน้ำเรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทางต่อ โดยมีนกนางแอ่นคอยประคองทิศทางมิให้หลงไปไกลจากเส้นทางนัก
ทว่าขณะที่เดินอยู่นั้น ท่ามกลางทะเลทรายดินเหลืองอันไกลโพ้นพลันปรากฏกลุ่มควันธุลีฟุ้งกระจาย แว่วเสียงคนไล่กวดกันมาจากทางขวาเฉียงไปทางซ้ายของขบวนนักพรต สายลมพัดพาเอาฝุ่นทรายปลิวว่อนเข้ามา
มิล่วงรู้ว่าสิ่งนั้นสัมผัสถึงสิ่งใดได้ กลุ่มควันธุลีนั้นพลันเปลี่ยนทิศทาง มุ่งตรงมายังเหล่านักพรตทันที ซ่งโยวหรี่ตาเพ่งมอง
ผู้ที่วิ่งนำหน้ามิใช่คน มิใช่ลาป่าหรืออูฐป่า แต่เป็นปีศาจตนหนึ่ง ลำตัวละม้ายคล้ายแพะ ศีรษะคล้ายจิ้งจอก มีเขากวางงอกงาม ดุจสวมหน้ากากไว้ ส่วนด้านหลังนั้นคือกลุ่มจอมยุทธ์ขี่ม้าถือธนูและเหล่านักบวชในจีวรเหลือง
ฟึ่บ…
นกนางแอ่นบินร่อนลงมาอีกครั้ง มองไปเบื้องหน้าพลางกล่าวกับซ่งโหยวว่า “คุณชาย ปีศาจที่ถูกไล่ตามอยู่ข้างหน้านั้น คือตัวที่นำทางข้าไปหาน้ำเมื่อครู่ขอรับ!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวพอจะจำจำพวกของปีศาจตนนี้ได้เลือนลาง
ปีศาจตนนี้เป็นปีศษจจำพวกเดียวกับจิ้งจอกวายุ เป็นสิ่งรังสรรค์จากฟ้าดิน มีนามว่า ‘โหยวหลี’ ปีศาจโหยวหลีรอบรู้เรื่องราวบนแผ่นดินอย่างถ่องแท้ มักปรากฏตัวยามเกิดภัยพิบัติ สามารถพยากรณ์อาเพศและนำทางผู้คนให้แคล้วคลาดจากภัยได้
ครุ่นคิดเพียงครู่เดียว เขาก็ล่วงรู้ได้ทันทีว่าเหตุใดคนเหล่านั้นจึงไล่ตามมัน
ปีศาจตนนี้รูปร่างปราดเปรียว ฝีเท้าเร็วยิ่งนัก มันกำลังพุ่งตรงเข้ามาใกล้ขบวนของนักพรตหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ง