ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 523 ข้าอัญเชิญองค์เทพมาทั้งที ผู้ใดเล่าจะกล้าไม่ปรากฏตัว
บทที่ 523 ข้าอัญเชิญองค์เทพมาทั้งที ผู้ใดเล่าจะกล้าไม่ปรากฏตัว
โหยวหลีวิ่งโจนทะยานราวกับละมั่ง มันกระโดดได้สูงยิ่งนัก ท่ามกลางกอหญ้ารกชัฏในทะเลทรายดินเหลือง มันข้ามผ่านได้อย่างง่ายดาย ทุกย่างก้าวที่แตะลงพื้นล้วนพัดพาฝุ่นทรายให้ฟุ้งกระจาย
ทว่าผู้ไล่ล่าเบื้องหลังกลับกระชั้นชิดเข้ามาไม่ลดละ
บางครามีลูกธนูพุ่งแหวกอากาศมาปักลงบนพื้นดิน
มิล่วงรู้ว่าเป็นเพราะจวนตัวจนต้องพึ่งพาสิ่งใดก็ได้ หรือสัมผัสได้ถึงตบะบารมีของนักพรตหนุ่ม หรืออาจจะจำนกนางแอ่นบนฟากฟ้าได้ โหยวหลีจึงพาเหล่าผู้ไล่ล่าพุ่งตรงมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของนักพรต จากนั้นมันก็มุดเข้าไปแอบอยู่ด้านหลังของซ่งโหยวและม้าสีแดงเข้ม แล้วหยุดยืนอยู่อย่างนั้นไม่วิ่งต่อ
แมวสามสีเหลียวกลับไปจ้องมองมันด้วยความฉงน
ส่วนโหยวหลีที่ยืนอยู่หลังนักพรตนั้น ทำเพียงยืดคอชะโงกหน้าออกมาลอบสังเกตการณ์เบื้องหน้าอย่างเงียบเชียบ
ฮี้…
กลุ่มผู้ไล่ล่าเร่งรั้งบังเหียนม้าให้หยุดลง พวกเขานั่งอยู่บนหลังม้าพลางจ้องมองนักพรตและปีศาจเบื้องหลังด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวงระคนสงสัย ก่อนจะพากันหันไปมองนักบวชในจีวรสีเหลืองที่อยู่หน้าสุด
นักบวชผู้เป็นผู้นำพลิกตัวลงจากหลังม้า
คนอื่นๆ เห็นดังนั้นจึงรีบลงจากม้าตามทันที พร้อมกับจัดกระบวนท่าถืออาวุธล้อมรอบซ่งโหยวและคณะเอาไว้ แม้สายตาจะลอบมองซ่งโหยวอยู่บ้าง แต่อาวุธในมือนั้นหาได้เล็งมาที่เขาไม่ กลับเล็งตรงไปยังปีศาจที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังเขาแทน
“อมิตาพุทธ…”
นักบวชร่างท้วมผู้เป็นผู้นำจ้องมองคณะของซ่งโหยวพลางประสานมือคารวะ “อาตมามีนามว่า เสวียนหวา เป็นเจ้าอาวาสแห่งวัดเสวียนปี้ อำเภอซาหนาน เย่ว์จวิ้น แห่งหลงโจว ยินดีที่ได้พบโยม”
“ข้ามีนามว่าซ่งโหยว เป็นนักพรตพเนจร คารวะท่านเช่นกัน”
ซ่งโหยวประสานมือคารวะตอบ
นักบวชผู้นี้ดูมีอายุราวสามสิบถึงสี่สิบปี ใบหูยาวหนา แดนตะวันตกเฉียงเหนือนั้นกันดาร แดดจัด ทรายพัดรุนแรง ลมเหนือพัดโหม ทว่าผิวพรรณของเขากลับขาวผ่องราวกับหยกหอม แม้อวัยวะทั้งห้าจะมิได้หล่อเหลาโดดเด่นแต่กลับให้ความรู้สึกสบายตาแก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก จัดอยู่ในจำพวกเดียวกับแม่นางสามสีและนกนางแอ่นยามจำแลงกายเป็นมนุษย์ คือมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่ามิใช่คนธรรมดา
ตำแหน่งเจ้าอาวาสบ่งบอกว่าเขาคือประมุขแห่งอาราม ส่วนคำว่าฟางจ้าง (เจ้าสำนัก) ย่อมแสดงว่าเขามีบารมีสูงส่งในหมู่สงฆ์แถบนั้น
ซ่งโหยวนิ่งไปครู่หนึ่ง เหลียวมองนกนางแอ่นบนหัวม้าและปีศาจตัวนั้น ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ไม่ทราบว่าเหตุใดพวกท่านจึงต้องไล่ล่าปีศาจตนนี้ด้วยเล่า”
สิ้นคำถาม ทุกคนต่างรับรู้ได้จากท่าทางและน้ำเสียงของเขาว่า นักพรตผู้นี้มิใช่คนธรรมดาสามัญ
“ท่านนักพรตซ่งมิใช่คนแถวนี้หรือ”
“ข้าเป็นชาวอี้โจวที่พเนจรผ่านมาทางนี้”
“ท่านนักพรตซ่งอาจจะยังไม่ทราบ ตั้งแต่ต้นปีมานี้ทั้งหลงโจว ซาโจวและดินแดนทางตะวันตกต่างประสบภัยแล้งอย่างหนัก ซึ่งล้วนเป็นฝีมือของปีศาจตนนี้ทั้งสิ้น” ท่านปรมาจารย์เสวียนหวากล่าว “ตามคำเชิญของเจ้าเมืองหลงโจว พวกอาตมาได้ออกตามหามันมานาน จนกระทั่งพบร่องรอยในวันสองวันนี้เอง ขอท่านนักพรตซ่งโปรดหลีกทางให้พวกอาตมาจับมันกลับไปด้วยเถิด”
สิ้นเสียงของเขา ปีศาจที่หลบอยู่ข้างหลังพลันส่งเสียงครางแผ่วเบา เสียงของมันกังวานใสราวกับอยู่ในหุบเขาลึกและมีเสียงสะท้อนในตัวเอง
กลุ่มจอมยุทธ์ต่างพากันตระหนกและระแวดระวังยิ่งขึ้น
ทว่านักพรตหนุ่มที่อยู่ใกล้มันที่สุดกลับทำราวกับมิได้ยินเสียงนั้น เขาเพียงถามต่อว่า “ท่านปรมาจารย์ล่วงรู้ว่าภัยแล้งเป็นฝีมือของมันได้อย่างไรหรือ”
“ในบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่า ตะวันตกเฉียงเหนือเคยเกิดภัยแล้งรุนแรงหลายครั้ง และทุกครั้งก็มักจะมีร่องรอยของมันปรากฏอยู่เสมอ” ท่านปรมาจารย์เสวียนหวาเอ่ยอย่างสำรวม “ในตำราเล่มหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า มันคือนำพาซึ่งภัยแล้งมาสู่มวลมนุษย์”
“ตำราเล่มนั้นบันทึกไว้หรือไม่ว่ามันมีนามว่าอะไร”
“มันมีนามว่า กวางภัยแล้ง”
“กล่าวเช่นนั้นเห็นจะไม่ถูกต้องนัก”
ซ่งโหยวมีสีหน้าสงบนิ่ง ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ปีศาจตนนี้มีนามว่าโหยวหลี เป็นเพียงจิตวิญญาณที่จุติจากฟ้าดิน แม้จะมักปรากฏตัวพร้อมกับภัยพิบัติจริงๆ แต่แท้จริงแล้วมันอ่อนแอและบอบบางนัก มิได้มีอิทธิฤทธิ์ถึงขั้นทำให้แผ่นดินแห้งแล้งนับพันลี้ได้ และมิได้นำพาซึ่งภัยพิบัติมาด้วย หากผู้ใดมีปัญญาแจ่มแจ้งย่อมสามารถอาศัยมันเพื่อล่วงรู้ภัยล่วงหน้าเพื่อหลีกหนีภยันตรายได้ ทว่าหากเข้าใจผิดคิดว่ามันคือต้นเหตุของภัยแล้ง และคิดว่าการสังหารมันจะช่วยดับภัยได้ หรือฝากความหวังในการแก้ภัยแล้งไว้ที่สิ่งนี้ ก็นับว่าหลงผิดไปไกลแล้ว”
“นี่มัน…”
ปรมาจารย์เสวียนหวาคิดจะโต้แย้ง ทว่าเมื่อเห็นท่าทีที่จริงใจและน่าเลื่อมใสของอีกฝ่าย ประกอบกับตนเองก็มิได้มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรมจริงๆ จึงได้แต่ชะงักคำพูดไว้เพียงนั้น
ทว่านักบวชหนุ่มที่อยู่ด้านหลังกลับกระซิบขึ้นเบาๆ ว่า
“หรือว่าคนผู้นี้จะถูกปีศาจล่อลวงเสียแล้ว”
ปรมาจารย์เสวียนหวาได้ยินดังนั้นเพียงเบนหน้าไปโบกมือห้ามปราม ก่อนจะเอ่ยถามอย่างนอบน้อมว่า “แล้วเรื่องที่ท่านนักพรตซ่งกล่าวมานั้น ท่านไปได้ยินมาจากหนใดหรือ”
“บรรพอาจารย์ของข้าเคยพิสูจน์เรื่องนี้มาแล้ว”
“…”
ปรมาจารย์เสวียนหวาครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วประณตมือถาม “ท่านนักพรตซ่งต้องการจะโน้มน้าวให้พวกอาตมาปล่อยกวางภัยแล้งไปอย่างนั้นหรือ”
“เรื่องนี้ย่อมมิใช่เรื่องง่าย ความสัตย์จริงคือ ตลอดทางที่ข้าพเนจรมา ข้าเห็นแดนตะวันตกเฉียงเหนือแห้งแล้ง ราษฎรต้องทนทุกข์ทรมาน ในใจก็รู้สึกสลดใจยิ่งนัก ช่วงหลายวันมานี้ข้าจึงขบคิดถึงหนทางแก้ไขอยู่ตลอดเวลา”
น้ำเสียงของซ่งโหยวนุ่มนวลเปี่ยมด้วยมารยาทและจริงใจยิ่งนัก
กล่าวจบเขาก็เหลียวกลับไปมองปีศาจตัวนั้นอีกครั้ง
ปีศาจโหยวหลีมีขนาดตัวไล่เลี่ยกับแพะ ทว่ารูปโฉมบอบบางและสง่างามกว่ามาก ให้ความรู้สึกพลิ้วไหวและบริสุทธิ์ ดวงตาของมันใสกระจ่าง จ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
“ทว่าโหยวหลีมิใช่ตัวต้นเหตุของภัยแล้งจริงๆ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดทางที่ข้าเดินทางมาด้วยความหิวโหยและกระหายน้ำ ก็ได้อาศัยมันผู้นี้คอยนำทางไปสู่แหล่งน้ำ จึงประจักษ์ได้ว่ามันมีจิตใจเมตตา หากท่านปรมาจารย์จับมันกลับไปแล้วปลิดชีวิตมันลง ย่อมเป็นการสังหารชีวิตที่บริสุทธิ์ หากภายหลังท่านปรมาจารย์พบว่าต่อให้ฆ่ามันไปแล้วภัยแล้งก็หาได้สิ้นสุดลงไม่ กลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อนั้นเกรงว่าตบะที่เพียรบำเพ็ญมาทั้งชีวิตจะมลายหายไปกับความกังขาและกระวนกระวายใจในทุกเมื่อเชื่อวันเป็นแน่”
“…”
ปรมาจารย์เสวียนหวาได้ฟังก็ตกอยู่ในความเงียบงันเนิ่นนาน
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็ประสานมือคารวะซ่งโหยวก่อนจะเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นท่านนักพรตซ่งพอจะมีวิธีจัดการกับภัยแล้งครั้งนี้อย่างไรหรือ”
“หลายวันมานี้ข้าอดสงสัยมิได้ว่า ณ ดินแดนแห่งนี้ มิได้มีเทพผู้ดูแลลมฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลอยู่บ้างเลยหรือ”
“แต่เดิมก็เคยมีเทพพิรุณสถิตอยู่องค์หนึ่ง…”
“หมายความว่าอย่างไรหรือ”
“เพียงแต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งหลงโจวและซาโจวต่างก็มีฝนตกต้องตามฤดูกาลมาโดยตลอด บางแห่งถึงกับมีทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้ผู้ที่กราบไหว้บูชาเทพพิรุณจึงลดน้อยถอยลงไปมาก” ปรมาจารย์เสวียนหวาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “อีกทั้งเทพแห่งฝนเป็นเทพฝ่ายเต๋า ทว่าในช่วงปีหลังมานี้ แม้หลงโจวจะยังพอมีคนนับถืออยู่บ้าง แต่ที่ซาโจวผู้คนมากมายกลับหันมาเลื่อมใสในพระพุทธองค์แทน ยามนี้พอเกิดเรื่องขึ้นแล้วจะมาจุดธูปวิงวอนขอต่อเทพแห่งฝนอย่างกะทันหัน มีหรือที่เทพท่านจะทรงเหลียวแลพวกเราได้ง่ายๆ”
“ก็นับว่ามีเหตุผล…”
แม้เทพเซียนจะจุติขึ้นมาจากศรัทธาของมนุษย์และควรจะรับใช้มวลมนุษย์ ทว่าเทพเซียนเองก็ย่อมมีความคิดเป็นของตนเอง เมื่อมีความคิดย่อมมีนิสัย มีอารมณ์ และมีจุดยืน มิฉะนั้นคงไม่มีเทพที่ไร้คุณธรรมปรากฏให้เห็นมากมายนัก
ยามที่อุดมสมบูรณ์ก็ลืมเลือนที่จะกราบไหว้ ทั้งยังปันใจไปศรัทธาในพุทธศาสนาเสียสิ้น ครั้นเมื่อแผ่นดินประสบภัยพิบัติ กลับจะมาเชิญท่านออกไปทำงานรับใช้ มีหรือที่เรื่องมันจะง่ายดายถึงเพียงนั้น
ภัยแล้งผ่านพ้นไป ก็เขี่ยเขาทิ้งอย่างนั้นหรือ
จะมีเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไร
หากมิใช่เทพผู้มีมหาเมตตาบารมีจริงๆ หากเป็นเทพทั่วๆ ไป ก็คงเลือกที่จะยืนมองอยู่ห่างๆ รอให้ราษฎรทนทุกข์จนถึงที่สุด รอให้พวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของตน หรืออย่างน้อยก็ต้องอาศัยวิกฤตนี้สูบเอาแรงศรัทธาให้เต็มอิ่มเสียก่อน จึงจะค่อยพิจารณาออกมาปัดเป่าเภทภัย
ซ่งโหยวครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “หากสามารถจัดหาโต๊ะเครื่องบวงสรวงและแท่นบูชาเทพให้ข้าได้ ข้ายินดีที่จะช่วยเจรจากับท่านเทพดูสักครา”
“เรื่องนี้เกรงว่าจะมิใช่เรื่องง่ายนัก”
“…”
ปรมาจารย์เสวียนหวารู้สึกว่าคำกล่าวนี้มิได้เกินจริงเลย
ผู้บำเพ็ญในสายพุทธส่วนใหญ่มักมีดวงตาอันแจ่มใสหยั่งรู้เท่าทัน จากที่เขาสัมผัสได้ในยามนี้ นักพรตผู้นี้แม้จะมิใช่คนช่างเจรจาพาที แต่ทุกถ้อยคำกลับมีเหตุมีผล ประกอบกับน้ำเสียงที่จริงใจและกิริยาที่สุภาพ เมื่อสนทนาด้วยใจจริง ย่อมง่ายต่อการทำให้ผู้คนยอมรับ
“ทว่าได้ยินมาว่าท่านเจ้าเมืองเองก็เคยเชิญนักพรตมาตั้งโต๊ะบวงสรวงหมายจะเชิญเทพพิรุณมาช่วยเหลือ แต่กลับไม่มีผู้ใดอะญเชิญท่านมาได้เลยแม้แต่คนเดียว”
“ข้าเองก็ค่อนข้างถนัดเรื่องการอัญเชิญเทพเช่นกัน”
“ท่านนักพรตซ่งมั่นใจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ข้าพอนับได้ว่ามีชื่อเสียงในหมู่เทพบนวิมานสวรรค์อยู่บ้าง จึงอยากจะลองดูสักครั้ง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง…”
ปรมาจารย์เสวียนหวาลอบมองเขาพลางมองไปยังปีศาจโหยวหลีที่อยู่เบื้องหลัง ก่อนจะตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ทันใดนั้นเอง พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย
“เมล็ดพันธุ์ชั้นดีของเยี่ยนเซียนส่งมาถึงที่นี่แล้วหรือยัง”
เป็นเสียงของเด็กหนุ่มที่ดูอ่อนเยาว์และสะอาดสะอ้าน ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามิได้มาจากปากของนักพรตผู้นี้
ทุกคนหันไปมองตามเสียง ก่อนจะพบว่าต้นเสียงนั้นมาจากนกนางแอ่นที่เกาะอยู่บนหัวม้า จึงอดที่จะตื่นตะลึงมิได้
แม้แต่ภิกษุหนุ่มสองรูปที่อยู่ด้านหลังท่านปรมาจารย์เสวียนหวาก็ยังแสดงความประหลาดใจ จ้องมองนกนางแอ่นตัวนั้นอย่างระแวดระวัง
มีเพียงปรมาจารย์เสวียนหวาที่ยังคงความสงบไว้ได้ พลางตอบอย่างสำรวมว่า
“เมล็ดพันธุ์ชั้นดีของเยี่ยนเซียนถูกส่งมาถึงหลงโจวแล้ว”
“ข้าคือทายาทเยี่ยนเซียนแห่งอันชิง” นกนางแอ่นขยับจะงอยปากเอื้อนเอ่ยเป็นภาษามนุษย์ แม้เสียงจะค่อนข้างเล็กและสั่นเครือหากตั้งใจฟังก็ตาม “ขอเพียงให้คุณชายได้จุดธูปเชิญ เทพบนสวรรค์ที่กล้าปฏิเสธไม่มามีไม่ถึงสิบองค์ ส่วนที่กล้ามาแล้วไม่ตอบรับคำขอ ย่อมมีไม่เกินสามองค์แน่นอน”
ทุกคนที่ได้ยินต่างถูกข่มขวัญจนนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน
ปรมาจารย์เสวียนหวาเองก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพิจารณานกนางแอ่นตัวนี้อย่างละเอียด แล้วจึงเชื่อในคำกล่าวนั้น
เมื่อมีเทพคุ้มครองหนุนหลัง ทั้งยังเป็นเยี่ยนเซียนแห่งอันชิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงนี้ และได้สร้างคุณูปการอันเป็นรูปธรรมให้แก่ราษฎร ปรมาจารย์เสวียนหวาจึงมิกังขาอีกต่อไปและยอมเงียบไป
นักพรตหนุ่มค่อยๆ หันกายกลับไป ชี้ไปยังทิศทางหนึ่งพลางเอ่ยยิ้มๆ กับปีศาจน้อยเบื้องหลังว่า
“นี่ถือเป็นการตอบแทนคุณที่เจ้าช่วยนำทางไปหาแหล่งน้ำก็แล้วกัน”
“ภายภาคหน้าก็จงขัดเกลาปัญญาให้เฉลียวฉลาดขึ้น ในเมื่อรู้ว่าผู้คนสงสัยว่าเจ้าเป็นตัวกาลกิณีนำพาภัยแล้งมา ก็จงหนีไปให้ไกลห่างจากมนุษย์เสีย อย่าให้ถูกจับได้อีก” น้ำเสียงของซ่งโหยวยังคงนุ่มนวล “ไปเสียเถิด”
เจ้าปีศาจถีบสี่เท้าทะยานกายหนีไปในทันที
เหล่ายอดฝีมือที่ถือธนูเตรียมพร้อมเดิมทีล้อมมันไว้แน่นหนา ทว่าเมื่อถูกคำพูดของนักพรตข่มขวัญเข้า ยามนี้จึงไม่มีใครกล้าปล่อยธนูออกไปเลยแม้แต่คนเดียว ทุกคนต่างหันไปมองนักบวชผู้สง่างามเป็นตาเดียว เมื่อเห็นว่าท่านปรมาจารย์เพียงแต่ประณตมือหลับตาลงอย่างสงบ จึงค่อยๆ ลดคันธนูลง
ภาพของปีศาจตัวนั้นกระโดดโลดเต้นมุ่งหน้าสู่เส้นขอบฟ้า ท่าทางที่สง่างามและพลิ้วไหว ทุกจังหวะที่มันกระโจนขึ้นสูง ท่ามกลางฟ้าดินอันกว้างใหญ่ ดูราวกับจิตวิญญาณที่เป็นอิสระไร้กังวล
ไม่นานนักร่างของมันก็กลายเป็นเพียงจุดเล็กๆ กระทั่งฝุ่นควันที่เกิดจากกีบเท้าทั้งสี่ก็จางหายไปจากสายตา
“เชิญ…” ปรมาจารย์เสวียนหวาเอ่ยกับซ่งโหยว
“ตกลง”
ซ่งโหยวถือไม้เท้าเดินตามพวกเขาไปพลางยิ้มมองนกนางแอ่น
“เจ้าใจกล้าขึ้นนะ”
“ข้า…ข้าเพียงแต่คิดว่ามันช่วยนำทางพวกเราไปหาน้ำ แต่พวกเรายังไม่ได้ให้อะไรตอบแทนเลย…”
“ทำเช่นนี้แลดีแล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองปรมาจารย์เสวียนหวาข้างกาย หรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วถามขึ้นว่า “ท่านปรมาจารย์เองก็คงเคยคิดอยู่แล้วกระมังว่า ภัยแล้งครั้งนี้อาจมิเกี่ยวข้องกับมันเลย”
“สมณะถือความเมตตาเป็นที่ตั้ง ไม่ควรสร้างกรรมจากการเข่นฆ่าโดยมิจำเป็น อีกทั้งเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงตบะบารมีของอาตมา ย่อมต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ” ปรมาจารย์เสวียนหวาประนมมือ น้ำเสียงจริงใจไม่แพ้กัน “เพียงแต่ท่านเจ้าเมืองมาหาอาตมาด้วยตนเอง ทั้งยังเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของสิ่งมีชีวิตนับล้านในหลงโจวและซาโจว ตบะบารมีของอาตมาจึงมิใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนัก”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโหยวมิได้วิจารณ์สิ่งใดต่อ เพียงแต่จูงม้าเดินไปข้างหน้า
เหล่ายอดฝีมือต่างพากันลอบสังเกตเขาอย่างเงียบเชียบ
เมื่อข้ามผ่านทะเลทรายเหลืองไปแล้ว ซ่งโหยวก็มาถึงเชิงเขาดินเหลืองลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดเสวียนปี้
ทว่าเพียงเงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ
ภูเขาดินเหลืองลูกนี้คือภูเขาดินที่พบเห็นได้ทั่วไปในแถบนี้ มีขนาดใหญ่โตโอฬาร แม้จะมิได้ดูเพรียวบางหรือสูงเสียดฟ้าจนน่ากลัว แต่แท้จริงแล้วด้านข้างของมันเกือบจะตั้งฉาก เพียงแต่ยอดเขาที่ตั้งชันนั้นมิใช่ยอดแหลมเล็ก หากแต่เป็นพื้นที่ราบกว้างขวางด้านบน
วัดเสวียนปี้มิได้สร้างอยู่บนยอดเขา ทว่ากลับสร้างอยู่บนหน้าผาที่ตั้งฉากกับพื้นดินพอดี
ยามเงยหน้ามองขึ้นไป จะเห็นอาคารเสาสีแดงหลังคาเขียวเรียงรายอยู่บนหน้าผา หน้าต่างเป็นซี่กรง ราวระเบียงแต้มสีน้ำเงิน ทว่าอาคารแต่ละหลังกลับมีเพียงด้านหน้าด้านเดียวที่มีหลังคาชายคา หน้าต่างแกะสลัก เสาไม้แดงและราวระเบียง ซึ่งบ่งบอกว่าพวกมันมิใช่สิ่งปลูกสร้างที่สมบูรณ์บนหน้าผา แต่ตัวห้องหลักนั้นถูกขุดเจาะเข้าไปเป็นถ้ำในผนังผา
อาคารบนหน้าผาและถ้ำเหล่านี้รวมกันเป็นวัดเสวียนปี้
พวกมันมิได้กระจุกตัวอยู่รวมกัน แต่กลับกระจายตัวอยู่ทั่วทั้งหน้าผา มีทั้งสูงและต่ำ ใกล้และไกลต่างกันไป
จุดที่ต่ำที่สุดยังอยู่เหนือพื้นดินนับสิบจั้ง ส่วนจุดที่สูงที่สุดเกือบจะถึงยอดผา จุดที่อยู่ใกล้กันก็ห่างกันหลายจั้ง ส่วนจุดที่ไกลกันก็อยู่คนละฟากของหน้าผา ทั้งหมดเชื่อมต่อกันด้วยระเบียงไม้ที่แขวนอยู่ริมผาและอุโมงค์ถ้ำที่ขุดลึกเข้าไปข้างใน
ยามที่ซ่งโหยวทอดสายตามองไป เขารู้สึกราวกับเห็นสถาปัตยกรรมในตำนานเทพปกรณัม เมื่อผสานกับขุนเขาสีเหลืองนวลและท้องฟ้าอันกว้างไกล กลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันเก่าแก่และยิ่งใหญ่ก็พุ่งเข้าปะทะหน้าทันที
“เชิญ!” ปรมาจารย์เสวียนหวาผายมือเชื้อเชิญ
“…”
ซ่งโหยวก้มศีรษะลงเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ระเบียงไม้ทางเดิน
มันเป็นขั้นบันไดที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน ผ่านลมหนาวและหยาดฝนมาเนิ่นนานนับปีจนไม้เริ่มซีดขาว ทว่ายามก้าวเดินลงไปกลับมั่นคงยิ่งนัก
เดินไปได้สักพัก บันไดไม้ก็สิ้นสุดลง แทนที่ด้วยอุโมงค์หินภายในภูเขา
ปรมาจารย์เสวียนหวาเดินนำอยู่หน้าสุด นำเขาจากบันไดไม้เข้าสู่อุโมงค์หินภายในตัวเขา บางแห่งดูเหมือนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ บางแห่งมีร่องรอยการขุดเจาะด้วยฝีมือมนุษย์ ส่วนใหญ่มักจะแคบมาก ทั้งอุโมงค์และขั้นบันไดล้วนอยู่ภายในภูเขา มีเพียงโพรงถ้ำไม่กี่จุดที่แสงแดดสอดแทรกเข้ามา กระทบกับผนังถ้ำสีดินเหลือง
ในบางคราก็มีแสงพุ่งลงมาจากเหนือศีรษะ เป็นลำแสงชัดเจน อากาศที่นี่เดิมทีก็สะอาดสะอ้าน ทว่าเมื่อฝุ่นละอองในอุโมงค์ถูกพัดปลิว ลำแสงนั้นก็ปรากฏรูปร่างให้เห็นในทันที ส่องประกายเจิดจ้ากระจายตัวออกมา
ครู่ต่อมาก็เดินพ้นอุโมงค์หิน ออกมาเหยียบบนระเบียงไม้อีกครั้ง ยามนี้จึงเห็นได้ชัดว่าพวกเขาเดินสูงขึ้นมามากเพียงใด
ในอากาศเริ่มมีกลิ่นหอมของธูปโชยมา
และบางคราก็ได้ยินเสียงสวดมนต์แว่วมาเบาๆ
ซ่งโหยวเดินไปพลางพิจารณาไปพลางด้วยความอัศจรรย์ใจ “วัดแห่งนี้สร้างมานานกี่ปีแล้วหรือ”
“สองร้อยกว่าปีแล้ว”
“เหตุใดจึงเลือกสร้างบนหน้าผาเช่นนี้เล่า”
“ในแถบนี้มิใช่เรื่องแปลกนัก ได้ยินมาว่าที่ฉางจิงเองก็มีวัฒนธรรมการขุดเจาะถ้ำเช่นกัน แต่ที่ตะวันตกเฉียงเหนือกลับรุ่งเรืองที่สุด” ปรมาจารย์เสวียนหวากล่าวพลางก้าวเดิน “คนแถวนี้ชอบขุดถ้ำในภูเขาเพื่อบูชาทวยเทพ พวกอาตมาก็เพียงแต่นำถ้ำที่เคยใช้บูชาพระพุทธองค์และพระโพธิสัตว์มาปรับใช้เป็นที่บำเพ็ญภาวนาเท่านั้นเอง”
“ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก”
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความชื่นชม
การเดินทางมาถึงจุดนี้ นับว่าได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
ง