ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 524 ใครว่าเชิญเทพพิรุณมาไม่ได้
บทที่ 524 ใครว่าเชิญเทพพิรุณมาไม่ได้
ตลอดทางที่มุ่งหน้าขึ้นสู่เบื้องบน ทางเดินระเบียงไม้และอุโมงค์ถ้ำสลับสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ผ่านถ้ำน้อยใหญ่มากมาย บ้างเป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ประดิษฐานพุทธปฏิมา บ้างเป็นกุฏิพำนักของเหล่าสมณะ
วิหารเหล่านั้นมีขนาดลดหลั่นกันไปตามแต่เทพปฏิมาที่ประดิษฐานอยู่ ส่วนที่พักของพระภิกษุมักจะคับแคบยิ่งนัก เล็กเสียจนวางเตียงไม้ได้ไม่กี่หลังกับคัมภีร์และข้าวของจุกจิกเพียงเล็กน้อย ทั้งหมดล้วนไร้ซึ่งบานประตู ผู้ที่เดินผ่านไปมาเพียงเหลียวมองก็เห็นไปถึงข้างในได้จนสิ้น บรรดาสมณะที่พำนักอยู่ภายในเองก็ดูเหมือนจะไม่ถือสาหาความ ทั้งไม่กังวลว่าทรัพย์สินจะสูญหาย และไม่ใส่ใจในความเป็นส่วนตัว
พระภิกษุหลายรูปกำลังสวดมนต์ศึกษาพระธรรม แม้แต่ยามที่เจ้าอาวาสเสวียนหวาพานักเดินทางเดินผ่านหน้าประตูไปก็ยังไม่รู้ตัว
“ยามนี้ท่านเจ้าเมืองกำลังพักเป็นแขกอยู่ที่วัดเสวียนปี้ อาตมาออกไปข้างนอกเสียสามวัน ไม่รู้ว่าท่านกลับไปแล้วหรือยัง” ปรมาจารย์เสวียนหวาโน้มกายผ่านถ้ำที่ต่ำแคบพลางเอ่ยขณะเดิน “หากท่านยังมิได้จากไป หลังจากท่านนักพรตเชิญเทพพิรุณมาแล้ว ก็น่าจะหารือกันได้สะดวกขึ้น”
“ท่านเจ้าเมืองมาที่นี่เพราะเรื่องภัยแล้งด้วยหรือ”
“ถูกต้องแล้ว”
ไม่รู้ตัวเลยว่าได้ขึ้นมาถึงกึ่งกลางเขาแล้ว แม่นางสามสีหยุดเดินเป็นพักๆ เมื่อหันมองออกไปข้างนอกก็พบว่าอยู่สูงจากพื้นดินมากโข
สูงเสียจนแม้แต่แมวอย่างนางยังรู้สึกถึงความอันตราย
เบื้องหน้าพลันปรากฏถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง
ถ้ำนี้มีความกว้างและลึกพอๆ กับพระอุโบสถของวัดทั่วไป และก็เป็นวิหารหลักของวัดเสวียนปี้แห่งนี้จริงๆ ภายในประดิษฐานเทพปฏิมามากมาย องค์ประธานตรงกลางคือองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเจ้าแห่งหมื่นพุทธะ ขนาบข้างด้วยพระพุทธเจ้าอีกหลายพระองค์ ถัดมาคือเหล่าพระโพธิสัตว์ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ส่วนริมขอบนอกสุดคือพระอรหันต์ และที่ด้านล่างของแท่นบูชายังมีธรรมบาลอีกสององค์ยืนตระหง่านอยู่
อย่าได้เห็นว่าวัดสร้างอยู่บนเขาแล้วจะดูทรุดโทรม อันที่จริงที่นี่ล้วนสลักเสลาลวดลายงดงาม หากมองจากภายนอกจะเห็นเป็นสีทอง แดง และน้ำเงินเข้มสลับกัน ส่วนองค์พระปฏิมาด้านในยิ่งส่องประกายทองเรืองรอง
มีกลุ่มบัณฑิตยืนอยู่ที่นั่นหลายคน
ดูเหมือนพวกเขาจะทราบล่วงหน้าแล้วว่าปรมาจารย์เสวียนหวากลับมา จึงจงใจมารอรับอยู่ที่นี่
“ท่านปรมาจารย์กลับมาแล้ว!”
บุรุษวัยกลางคนที่เป็นผู้นำรีบปราดเข้ามาหา เขามองปรมาจารย์เสวียนหวาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความกังวล ก่อนจะปรายตาไปมองเหล่านักรบที่อยู่ด้านหลัง “พบกวางภัยแล้งตัวนั้นและจับมันมาได้หรือไม่”
“เรียนท่านเจ้าเมือง พวกเราพบกวางภัยแล้งแล้ว ทว่ามิอาจนำตัวมันกลับมาได้” ปรมาจารย์เสวียนหวาประนมมือคารวะ ก่อนจะหันไปทางซ่งโหยวที่อยู่ข้างหลัง “แต่การไปครั้งนี้ใช่ว่าจะไร้ผลเสียทีเดียว ในขณะที่พบกวางภัยแล้ง พวกเราก็ได้พบกับยอดคนท่านหนึ่ง นั่นคือท่านนักพรตซ่งผู้นี้ ถือเป็นโชคลาภที่คาดไม่ถึงในการเดินทางครั้งนี้ทีเดียว”
กล่าวจบก็หันมาบอกกับซ่งโหยวว่า “ท่านผู้นี้คือผู้ที่อาตมากล่าวถึงก่อนหน้า ท่านเจ้าเมืองหลงโจว เว่ยอู๋ชี ที่มาพักอยู่ที่วัดแห่งนี้”
“ข้าแซ่ซ่ง นามโหยว ท่านเจ้าเมืองเว่ย ยินดีที่ได้พบ”
“ที่แท้ก็คือท่านนักพรตซ่ง ข้าเว่ยอู๋ชี ยินดีที่ได้พบ” เจ้าเมืองเว่ยดูว้าวุ่นใจและเหม่อลอยอย่างเห็นได้ชัด เขาเพียงคำนับตอบซ่งโหยวตามมารยาท ก่อนจะหันไปถามปรมาจารย์เสวียนหวาอย่างร้อนรน “เหตุใดกัน เหตุใดเมื่อพบกวางภัยแล้งแล้วจึงมิอาจนำกลับมาได้ ท่านปรมาจารย์มีพุทธาคมแก่กล้า ทั้งยังรับปากกับข้าไว้แล้วว่า หากหาพบ ย่อมต้องนำกลับมาได้แน่ไม่ใช่หรือ”
“…”
ปรมาจารย์เสวียนหวาประณมมือ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
ยามนี้ถึงคราวที่ซ่งโหยวต้องออกโรงพูดบ้างแล้ว
ซ่งโหยวจึงก้าวออกมาข้างหน้า แล้วเอ่ยคำพูดเหล่านั้นซ้ำอีกครา เพื่อช่วยปลดเปลื้องภาระความรับผิดชอบออกจากตัวปรมาจารย์เสวียนหวา
เมื่อเจ้าเมืองเว่ยฟังจบก็ขมวดคิ้วมุ่น เขามองซ่งโหยวสลับกับปรมาจารย์เสวียนหวา มิได้ด่วนสรุปตัดสินใจ เพียงถามซ่งโหยวด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า “ที่ท่านกล่าวมานั้นก็มีเหตุผล เพียงแต่ท่านจะให้พวกเราเชื่อได้อย่างไรว่านั่นมิใช่กวางภัยแล้งแต่เป็นโหยวหลี และภัยแล้งมิได้เกี่ยวข้องกับมัน อีกทั้งท่านมีวิธีใดที่จะแก้ไขภัยแล้งนี้ได้”
“ได้ยินมาว่าที่หลงโจวและซาโจว เดิมทีเคยมีการกราบไหว้เทพพิรุณนามว่า ‘ท่านเซียนหูมู่’ ข้ายินดีที่จะเชิญท่านมา ในเมื่อท่านหูมู่เป็นเทพพิรุณ เพียงลองสอบถามดู ท่านเจ้าเมืองย่อมจะกระจ่างแจ้งเองว่าเหตุใดจึงเกิดภัยแล้ง และจะทราบเองว่ากวางที่ถูกเรียกว่ากวางภัยแล้งนั้น เกี่ยวข้องกับภัยแล้งหรือไม่” ซ่งโหยวชะงักไปเล็กน้อย “หากเป็นไปได้ ข้าก็ยินดีจะโน้มน้าวให้ท่านเทพสำแดงฤทธิ์เดช การจะแก้ปัญหาภัยแล้งให้สิ้นซากนั้นเป็นไปไม่ได้เลย ทว่าหากอาศัยพลังเทพประสานกับความร่วมมือของมนุษย์ ก็พอจะช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งให้เหลือน้อยที่สุดได้”
“ใช่ว่าเราจะไม่เคยทำพิธีเชิญท่านหูมู่ เพียงแต่เทพเซียนนั้นสูงส่ง มักไม่ค่อยสำแดงปาฏิหาริย์ให้เห็นนัก”
“ในเมื่อเคยมีปรากฏบ้าง แม้จะไม่บ่อยนัก ข้าก็เบาใจ” ซ่งโหยวเพียงเกรงว่าที่หลงโจวและซาโจวมิได้กราบไหว้บูชาท่านหูมู่มานาน จนทำให้ท่านอดตายไปเสียก่อน “ข้าขอลองดูสักครา”
“เช่นนั้นท่านตั้งใจจะเชิญเทพเมื่อใด”
“เรื่องภัยแล้งนั้น ท่านเจ้าเมืองร้อนใจ ราษฎรชาวหลงโจวยิ่งร้อนใจกว่า เรื่องนี้มิควรล่าช้า ยิ่งเร็วยิ่งดี” ซ่งโหยวเอ่ย “ข้าต้องการโต๊ะหมู่บูชาและกระถางธูป ในยามคับขันเช่นนี้ทุกอย่างสามารถจัดเตรียมอย่างเรียบง่ายได้ ทว่ารูปเคารพหรือป้ายสถิตวิญญาณของท่านหูมู่นั้นย่อมขาดเสียมิได้”
“ท่านต้องการสิ่งใดอีกหรือไม่”
“อย่างอื่นมิต้องการแล้ว”
“หากการนี้สำเร็จผล…”
“ข้ามิได้ทำเพื่อสิ่งตอบแทนเหล่านั้น”
“…”
เจ้าเมืองเว่ยลอบพิจารณาสีหน้าและถ้อยคำของเขา รู้สึกว่าคนผู้นี้มีความมั่นใจในตัวเองอย่างยิ่ง และปรารถนาจะทำเพื่อความสุขสวัสดิ์ของราษฎรชาวหลงโจวอย่างแท้จริง จึงมิได้กล่าววาจาไร้สาระอีก เขาหันไปสั่งคนข้างหลังอย่างเด็ดขาด “เรื่องโต๊ะหมู่บูชาและรูปเคารพ ฝากให้ใต้เท้าหลี่รีบไปดำเนินการจัดเตรียมโดยเร็ว…”
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”
ขุนนางแซ่หลี่รีบคำนับรับคำอย่างรวดเร็ว เขาเรียกผู้ติดตามคนหนึ่งแล้วเดินออกไปทันที
“รูปเคารพของท่านหูมู่ในหลงโจวมีเหลืออยู่ไม่มากนัก ปีนี้ดูเหมือนจะเริ่มมีมากขึ้น ทว่าที่ใกล้ที่สุดก็ยังห่างออกไปหลายสิบลี้ ถึงแม้ใต้เท้าหลี่จะให้เร่งให้คนควบม้าไปรับมา ก็คงส่งมาไม่ถึงในเวลาอันสั้นนี้” ปรมาจารย์เสวียนหวากล่าวกับทุกคน “ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เชิญทุกท่านทานอาหารมังสวิรัติที่วัดก่อนเถิด”
“ขอบพระคุณ”
ซ่งโหยวเอ่ยขอบคุณด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ส่วนเจ้าเมืองเว่ยนั้นไม่มีกะจิตกะใจจะกินอาหาร เขาเพียงแต่ลอบมองซ่งโหยวพลางขมวดคิ้ว ในใจยังคงเปี่ยมไปด้วยความฉงนสงสัย อยากจะอ้าปากถามหลายคราแต่ก็ข่มใจไว้ได้ทุกครั้ง
ไม่นานอาหารมังสวิรัติก็ถูกยกออกมา
ยามหลงโจวประสบภัยแล้งสาหัส อาหารมังสวิรัติของวัดเสวียนปี้ที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของหลงโจวก็เรียบง่ายยิ่งนัก มีเพียงแป้งกวนหนึ่งชาม กับแตงโมชิ้นใหญ่คนละหนึ่งชิ้น ชามหนึ่งช่วยให้อิ่มท้อง อีกชิ้นช่วยดับกระหาย
ที่เมืองฉางจิงก็มีแตงโมขาย ทว่าซ่งโหยวกลับไม่ค่อยได้กินนัก
แตงโมในยุคสมัยนี้มีเนื้อสีเหลือง สีสันไม่ถือว่าสวยงาม ทั้งยังไม่มีรสหวานเท่าใดนัก ทว่าน้ำนั้นฉ่ำเปี่ยมล้น ถือเป็นเสบียงน้ำสำรองชั้นยอด ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าวานิชที่เดินทางข้ามทิศตะวันออกตะวันตก กองทัพของบางแคว้น หรือแม้แต่เรือที่ล่องอยู่ในทะเล ล้วนโปรดปรานการพกแตงโมติดตัวไปกินแทนการดื่มน้ำ
เดินไปกินไป แล้วก็คายเมล็ดไปตลอดทาง
แตงโมจึงแพร่พันธุ์ต่อๆ กันมาด้วยประการฉะนี้
ยามพระภิกษุฉันย่อมไร้วาจา ซ่งโหยวเองก็มิได้เอ่ยคำใด แม้แต่แม่นางสามสีก็ยังก้มหน้าก้มตาเลียแป้งกวนกินอย่างตั้งอกตั้งใจ พลางคิดคำนวณในใจว่าคืนนี้จะจับหนูสักกี่ตัวในวัดแห่งนี้เพื่อไปแอบกินเนื้อเพิ่ม
พวกเขากินแป้งกวนพลางกัดแตงโมตาม
ดังบทกวีที่ว่าไว้ ‘ผลอิงเถาแดงนับพัน ผลึกแก้วสีเหลืองนวล งามพิลาสทว่าอ่อนนุ่มราวหยาดน้ำ’
รสชาติหวานเบาบาง
ช่างแตกต่างจากแตงโมในความทรงจำของซ่งโหยวอย่างยิ่ง
ซ้ำร้ายแตงโมลูกนี้ดูเหมือนจะถูกทิ้งไว้นานเกินไป เนื้อจึงนิ่มเละและมีรสแปร่งๆ เจือมาด้วย
หากกล่าวเพียงเรื่องการดับกระหาย รสชาติของมันย่อมมิอาจเทียบเทียมน้ำพุใสเย็นที่เพิ่งตักขึ้นมาได้ ทว่ายามเดินทางในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ น้ำที่พกติดตัวไว้นานวันเข้าย่อมมีกลิ่นรสเปลี่ยนไป รสชาติจึงมิได้ดีไปกว่าแตงโมนี้เท่าใดนัก เมื่อบวกกับคุณสมบัติที่ช่วยให้อิ่มท้องและมีสารอาหารอยู่บ้าง แตงโมจึงนับเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสำหรับการเดินทางไกล
ซ่งโหยวบิแตงโมชิ้นหนึ่งส่งให้เจ้าแมว
นางใช้ฟันข้างหนึ่งเคี้ยวจนเกิดเสียงดัง แจ๊บๆ
ราตรีคืบคลานเข้ามาอย่างสมบูรณ์
ใต้เท้าหลี่ควบม้าห่อตะบึง คาดว่าคงมิได้หยุดพักระหว่างทางแม้เพียงชั่วอึดใจ จึงสามารถอัญเชิญรูปเคารพของท่านเซียนหูมู่กลับมาได้ภายในหนึ่งชั่วยาม ทางวัดเองก็จัดเตรียมโต๊ะหมู่บูชาไว้พร้อมสรรพ ณ ลานกว้างกึ่งกลางเขา
ลานแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่นัก เสาและพื้นล้วนทาสีแดงชาด ยื่นออกมาจากชะง่อนผา เป็นจุดที่สามารถชมจันทร์และหมู่ดาวได้อย่างชัดเจน
โต๊ะบูชาก็จัดอย่างเรียบง่าย
เป็นเพียงโต๊ะสูงทาสีแดง บนนั้นวางจานข้าวสาร จานแป้ง และจานแตงโมอย่างละหนึ่ง สองข้างวางก้อนดินสี่เหลี่ยม ตรงกลางมีกระถางธูปเล็กๆ ธูปเทียนวางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ โดยมีรูปเคารพของท่านเซียนหูมู่วางเด่นอยู่ด้านหน้า
นักพรตหนุ่มมิได้อาบน้ำผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ยังคงสวมชุดตัวเดิมที่เปรอะเปื้อนฝุ่นจากการเดินทาง การมาทำพิธีอัญเชิญเทพฝ่ายเต๋าในวัดพุทธเช่นนี้ ดูไปก็น่าประหลาดอยู่บ้าง
ทว่าผู้คนที่เฝ้ามองอยู่เบื้องหลัง กลับหามีใครรู้สึกติดใจไม่
“แม่นางสามสีช่วยจุดธูปเทียนให้ข้าด้วย”
“พรึ่บ…”
เสียงแผ่วเบาดังขึ้นท่ามกลางสายตาฝูงชน
แมวสามสีที่ติดตามนักพรตมาตลอดพลันคืนร่างเป็นมนุษย์ กลายเป็นเด็กหญิงในชุดสามสี หน้าตาสะสวยราวกับดรุณีน้อยผู้มาจากแดนเซียน
บรรดาขุนนางต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ
แม้แต่พระภิกษุแห่งวัดเสวียนปี้ที่มุงดูอยู่ บางรูปถึงกับเบิกตาโพลงด้วยปฏิกิริยาที่ต่างกันไป
ทว่าเด็กหญิงกลับมิได้สนใจคนเหล่านั้น นางมิแม้แต่จะชายหางตาแล เพียงทำหน้าเคร่งขรึมหยิบธูปเทียนขึ้นมา สวมบทบาทเป็นเด็กรับใช้นักพรต ทำภารกิจที่นักพรตของนางมอบหมายอย่างตั้งใจ
ฟิ้ว…
นางเป่าลมเบาๆ เปลวไฟขนาดเท่าเมล็ดถั่วก็ผุดขึ้นบนยอดเทียนทั้งสองเล่ม
แม้เปลวไฟจะเล็กจ้อย แต่นั่นกลับเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวบนปฐพีที่ส่องโต้ตอบกับดวงดาราบนสรวงสวรรค์ หากใช้คำพูดของแม่นางสามสี ก็คือดวงไฟสองดวงท่ามกลางราตรีอันมืดมิด
นางส่งเทียนให้นักพรต จากนั้นจึงถือธูปไว้ในมือ
นางเป่าลมอีกครา ธูปในมือก็เริ่มติดไฟเป็นควันกรุ่น
นักพรตหนุ่มปักเทียนลงไป ก่อนจะรับธูปมาถือไว้
มิต้องมีพิธีกรรมหรือถ้อยคำเยิ่นเย้อ เขาเพียงหลับตาลงเล็กน้อย ก่อนจะถือธูปเอ่ยขึ้นว่า
“ซ่งโหยวแห่งอารามฝูหลง ขอเชิญท่านเซียนหูมู่สำแดงปาฏิหาริย์ ปรากฏกายให้พบเห็น…”
ราตรีเงียบสงัด มีเพียงแสงเทียนวูบไหว
ทางช้างเผือกพาดผ่านขอบฟ้า แสงอาทิตย์อัสดงที่ยังหลงเหลืออยู่รำไรสะท้อนเส้นขอบฟ้า เป็นความงามตระการตาที่เป็นเอกลักษณ์ของแดนตะวันตกเฉียงเหนือ
เจ้าเมืองเว่ยยืนมองอยู่ด้านหลัง ในใจยังคงเปี่ยมด้วยความฉงน
นับแต่เกิดภัยแล้งในปีนี้ เขาประกอบพิธีเชิญเทพพิรุณมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งเชิญด้วยตนเอง หรือเชิญนักพรตผู้มีชื่อเสียงและหมอผีชาวบ้านมาทำพิธี แม้ขั้นตอนจะซับซ้อนกว่านักพรตผู้นี้มาก ทว่าโดยรวมแล้วก็มิได้ต่างกันนัก เขาจำได้ว่าถ้อยคำอัญเชิญเช่นนี้ ปกติแล้วต้องท่องถึงสามจบ
หากท่องน้อยไปก็ดูขาดความจริงใจ หากมากไปก็เกรงจะรบกวนทิพยโสตของเทพเจ้า
ทว่ากลับมีน้อยครั้งนักที่ท่านเซียนหูมู่จะยอมปรากฏกายตามคำเชิญ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาติดค้างในใจมิใช่เรื่องนั้น
แต่เป็นความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างที่รบกวนจิตใจเขามาตั้งแต่ต้น ราวกับว่าชื่อของนักพรตผู้นี้หรืออะไรบางอย่างช่างฟังดูคุ้นหูยิ่งนัก ทว่าชั่วขณะนั้นกลับนึกไม่ออก
ความรู้สึกที่เหมือนจะนึกออกแต่นึกไม่ออกเช่นนี้ช่างทรมานนัก มันทำให้รู้สึกอึดอัดแน่นในอก
ยิ่งอึดอัดก็ยิ่งกระวนกระวาย ยิ่งกระวนกระวายก็ยิ่งนึกไม่ออก
จนกระทั่งลมราตรีพัดมาวูบหนึ่ง แสงเทียนสั่นไหว ภาพของนักพรตหนุ่มที่ถือธูปยืนเด่นหน้าโต๊ะบูชา โดยมีเด็กหญิงที่แปลงกายจากแมวสามสียืนอยู่เคียงข้างในท่าทางขรึมขลัง ภาพนั้นช่างเปี่ยมด้วยกลิ่นอายแห่งเซียน จนทำให้เขาสะท้านขึ้นมาทันที ตำนานบทหนึ่งที่เขาเคยได้ยินจากต่างถิ่นพลันแจ่มชัดขึ้นในความคิด ภาพในหัวซ้อนทับเข้ากับภาพเบื้องหน้าอย่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
“…”
เจ้าเมืองเว่ยเบิกตาโตด้วยความตกตะลึง
ยามนี้เขามิมีข้อสงสัยใดๆ อีกแล้วว่านั่นคือกวางภัยแล้งหรือโหยวหลี และมันเป็นผู้นำภัยแล้งมาหรือไม่ ในใจเขามีเพียงความคาดหวังที่เปี่ยมล้น
“ซ่งโหยวแห่งอารามฝูหลง…”
ยังมิทันสิ้นคำอัญเชิญจบที่สอง พลันบังเกิดลมพัดแรงไปทั่วทั้งฟ้าดิน
ฟิ้ว…
ลมราตรีพัดชายเสื้อของทุกคนจนปลิวไสว แม้จะอยู่บนที่สูง ทว่าลมกลับพัดเอาทรายและฝุ่นบนภูเขาลงมาด้วย จนผู้คนต้องหรี่ตาลง
ทว่าลมแรงนี้กลับมิมาระคายต่อธูปเทียนบนโต๊ะบูชา ทั้งมิได้พัดผ่านตัวนักพรตและเด็กหญิงผู้นั้นเลย
ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือเหล่าภิกษุ ต่างก็ต้องใช้แขนเสื้อบดบังใบหน้า ยกเว้นเพียงปรมาจารย์เสวียนหวาที่ยังคงสำรวมนิ่ง คนอื่นๆ ต่างพยายามเบิกตาที่พร่ามัวมองไปเบื้องหน้า
ท่ามกลางแสงเทียน พลันปรากฏจุดแสงสีแดงชาดสว่างจ้าขึ้นมาสามจุด ธูปในกระถางมอดไหม้จนหมดสิ้นในพริบตา กลายเป็นควันสีมรกตหนาทึบ ควันเหล่านั้นมิได้ปลิวหายไปตามลม แต่กลับพุ่งตรงไปยังรูปเคารพบนโต๊ะบูชา
ทุกครั้งที่ควันธูปซึมลึกเข้าไปในรูปเคารพ แสงรัศมีบนรูปนั้นก็ยิ่งเจิดจ้าขึ้น เพียงชั่วพริบตาก็สว่างไสวจนบาดตา
ลายเส้นและสีสันที่แข็งกระด้างของรูปปั้นค่อยๆ อ่อนละมุนลง ร่างกายและหน้าตาเริ่มดูมีชีวิตชีวา ภายใต้แสงเทพถั่งโถม ราวกับรูปปั้นนั้นกลับมีลมหายใจขึ้นมาจริงๆ
และเพียงอึดใจต่อมา มันก็มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ
รูปเคารพดินเผาความสูงสองฉื่อมิเพียงลุกขึ้นยืน แต่ยังเดินเหินท่ามกลางแสงเทียน ก่อนจะกระโดดลงมาจากแท่นบูชา
ทันทีที่เท้าแตะพื้น รูปปั้นดินสูงสองฉื่อก็ขยายร่างจนมีขนาดเท่าคนจริง
กลายเป็นเทพชราในอาภรณ์ห้าสี ท่าทางดูผ่อนคลายสบายใจ เสื้อผ้าคลุมกายอย่างลุ่มล่าม เผยแผ่นอกที่เปลือยเปล่า ศีรษะล้านเลี่ยนทว่ามีเคราขาวโพลน ในมือถือไม้เท้าไม้พุ่มที่แขวนน้ำเต้าไว้ลูกหนึ่ง นับเป็นรูปลักษณ์เทพเจ้าในอุดมคติที่ชาวบ้านแคว้นต้าเยี่ยนคุ้นเคยเป็นอย่างดี
เทพเจ้าก้าวลงมาบนลานกว้าง มิได้เหลียวมองผู้อื่น ทว่ากลับมุ่งตรงไปทำความเคารพนักพรตหนุ่มด้วยท่าทีนอบน้อมยิ่ง
“ท่านผู้สูงส่งเรียกข้ามาด้วยธุระอันใดหรือ”
เจ้าเมืองเว่ยซึ่งถูกห้อมล้อมด้วยขุนนางและผู้ติดตาม มองภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกอัศจรรย์ใจ ทว่าในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึกว่าเรื่องราวเช่นนี้…มันช่างสมควรจะเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
ทว่าสีหน้าของเขากลับฉายแววซับซ้อนจนยากจะพรรณนา
ส่วนคนอื่นๆ นั้นหามีใครรักษาความสำรวมได้เท่าเขาไม่
ท่านเซียนหูมู่ผู้ที่เหล่าขุนนางและราษฎรชาวหลงโจวเพียรอัญเชิญเท่าใดก็มิยอมมา แต่นักพรตหนุ่มผู้นี้ยังมิทันได้เอ่ยเรียกจบคำที่สอง ท่านกลับรีบร้อนเสด็จมาถึงเพียงนี้ มิใช่แค่เพียงสำแดงปาฏิหาริย์ แต่ถึงขั้นปรากฏกายลงสัมผัสพื้นดินก่อนจึงค่อยสนทนา
ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกเหลือเชื่อจนแทบไม่กล้าหายใจ
“มิกล้า มิกล้า”
ซ่งโหยวคำนับตอบด้วยความสุภาพยิ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “ท่านเทพคือเทพพิรุณประจำท้องถิ่นนี้ใช่หรือไม่”
“อาศัยบารมีที่เหล่าราษฎรให้ความเคารพ ยกย่องให้ข้าผู้นี้เป็นเซียนหูมู่ หวังให้ช่วยดลบันดาลให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล เมื่อหลายปีก่อนยามตำหนักสวรรค์แบ่งมอบหน้าที่ ก็ได้บัญชาให้ข้าดูแลเรื่องลมฝนในเขตหลงโจวและซาโจวแห่งนี้”
“เช่นนั้นก็ถูกต้องแล้ว” ซ่งโหยวผู้วางตัวนอบน้อมเสมอต้นเสมอปลายเอ่ยต่อ “ข้าจาริกไปทั่วแผ่นดิน จนมาถึงแดนตะวันตกเฉียงเหนือ เห็นที่นี่ประสบภัยแล้งสาหัส ราษฎรทุกข์ยากลำบากเข็ญ จึงได้เชิญท่านมาเพื่อไต่ถามว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่”
“เรียนท่านผู้สูงส่ง นี่คือวิถีแห่งฟ้าดิน เป็นกงล้อแห่งสภาพอากาศตามธรรมชาติ” ต้าเซียนหูมู่ประสานมือกล่าวด้วยท่าทีและน้ำเสียงที่ดูประหม่าเล็กน้อย “โลกหล้าเดิมทีก็เป็นเช่นนี้ พลิกผันเปลี่ยนแปรมิเคยหยุดนิ่ง บางคราวดินแดนที่เคยร้อนชื้นก็กลับกลายเป็นแห้งแล้งหนาวเหน็บ บางคราวดินแดนที่หนาวเหน็บก็กลับกลายเป็นชุ่มชื้น ต่อให้เทพเซียนจะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เพียงใด ก็มิอาจต้านทานกระแสความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าผู้นี้ก็แก่ชราลงมาก หลายปีมานี้ธูปเทียนเครื่องสักการะในหลงโจวและซาโจวก็น้อยถอยลง ตบะบารมีจึงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ยามนี้ช่างลำบากใจยิ่งนัก”
ซ่งโหยวหันกลับไปมองเจ้าเมืองเว่ยปราดหนึ่ง
เพื่อให้เขาประจักษ์แจ้งว่า ภัยแล้งในครานี้เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติอย่างแท้จริง มิได้เกี่ยวข้องกับกวางภัยแล้งหรือสัตว์ประหลาดตัวใดทั้งสิ้น
เหล่าผู้คนที่ยืนอยู่เบื้องหลังในยามนี้ หามีใครกล้าปริปากเอ่ยคำใดออกมาแม้แต่คำเดียว
ง