ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 527 ทะเลสาบกำมะถันและซาโจว
บทที่ 527 ทะเลสาบกำมะถันและซาโจว
“ท่านเจ้าอาวาส ท่านจะไปไม่ได้นะ!”
“อาจารย์จะทอดทิ้งพี่น้องร่วมวัดไปง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร!”
“หากท่านไปแล้ว พวกเราจะทำอย่างไร”
“ศิษย์ขอติดตามปรนนิบัติอาจารย์ไปด้วย!”
เหล่าภิกษุเบื้องหลังต่างพากันตะลึงลานเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะพากันเอ่ยปากทัดทานระงม มีเพียงผู้เดียวที่เอ่ยปากขอติดตามไป
“มิต้องห้ามปรามแล้ว อาตมาตัดสินใจแล้ว” ปรมาจารย์เสวียนหวาค่อยๆ หันกายกลับมา มองไปยังเหล่าสมณะเบื้องหลัง “ปีนี้ภัยแล้งสาหัส สิ่งชั่วร้ายอุบัติขึ้นไม่ว่างเว้น พวกเจ้าหารู้ไม่ว่าในหลงโจวมีนักพรตลงเขามาช่วยโลกมากเท่าใด แล้วในช่วงไม่กี่เดือนมานี้ มีภิกษุผู้บำเพ็ญตบะเดินผ่านหน้าวัดเราไปกี่รูปแล้ว พวกเจ้าเพียรศึกษาพุทธธรรม ย่อมต้องยึดมั่นในวิถีของตน และควรใช้พุทธธรรมสงเคราะห์โลกตามแต่ทางของตน ทว่าอย่าได้ลืมเลือนคำกล่าวที่ว่า”
“จักเป็นมังกรคชสารแห่งพุทธจักร ต้องยอมตัวเป็นวัวควายรับใช้มวลประชาเสียก่อน”
สายตาของปรมาจารย์เสวียนหวากวาดมองภิกษุทุกรูปทีละคน
เหล่าภิกษุได้ฟังดังนั้นประหนึ่งได้รับการชำระโสตประสาท ต่างพากันสำรวมกิริยา ไม่เอ่ยคำทัดทานอีก ทำเพียงประนมมือรับคำเสียงต่ำ
“อาจารย์! ศิษย์ขอร่วมทางไปกับท่านด้วย!”
ยังคงมีเพียงศิษย์รูปเดิมที่ยืนหยัดคำเดิม
“เพราะเหตุใด”
“วันนี้ศิษย์เพิ่งจะอภิปรายธรรมกับศิษย์พี่เสร็จสิ้น หัวข้อที่ถกกันก็คือเรื่องการสงเคราะห์โลก ศิษย์ได้ฟังการสนทนาของอาจารย์กับท่านนักพรตเมื่อคืน และสะเทือนใจกับเรื่องราวของท่านปรมาจารย์อี้ตู้ยิ่งนัก จึงยึดถือทัศนะที่ว่าควรเดินออกจากวัด และโชคดีที่ชนะศิษย์พี่จู่อิ้นมาได้ บัดนี้อาจารย์กำลังจะจากไป หากศิษย์มิร่วมทางไปด้วย พี่น้องร่วมวัดย่อมจะมองว่าศิษย์ดีแต่พูดแต่ไม่กล้าปฏิบัติจริง ใจกับธรรมมิได้รวมเป็นหนึ่ง และคงจะดูหมิ่นศิษย์ได้ ตัวศิษย์เองก็มีความคิดเช่นเดียวกับอาจารย์ หากมิไปเสียตอนนี้ ใจตนเองย่อมมิอาจข้ามพ่านความรู้สึกผิดไปได้”
“…”
ปรมาจารย์เสวียนหวานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “เช่นนั้นก็ตามมาเถิด”
กล่าวจบเขาก็หันไปมองทะเลทรายอันไกลโพ้นอีกครั้ง พยักหน้าประนมมือให้เจ้าเมืองเว่ย แล้วจึงค่อยๆ ก้าวเดินเข้าสู่ซุ้มประตูวัดเสวียนปี้ บนสะพานไม้ขึงปรากฏร่างในชุดจีวรสีเหลืองที่ดูแน่วแน่มั่นคงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งร่าง
เพียงราวหนึ่งชั่วยามให้หลัง ก็มีร่างในจีวรสีน้ำตาลเหลืองสองร่างเดินลงมาจากวัดเสวียนปี้ มุ่งหน้าเข้าสู่ม่านทรายสีเหลืองจัดเช่นเดียวกับคณะของนักพรตหนุ่มก่อนหน้านี้
หลายวันต่อมา
แมวสามสีหยุดชะงักอยู่บนถนน อดไม่ได้ที่จะสะบัดเท้าเล็กๆ ของนางไปมา
พื้นดินถูกแสงแดดแผดเผาจนร้อนระอุ หากตอกไข่นกลงบนพื้น ไม่นานนักก็คงสุกจนกินได้
ยามนี้แม่นางสามสีมีตบะแก่กล้า ทั้งยังเน้นบำเพ็ญวิชาธาตุไฟ หากนางเดินเครื่องวิชาอาคม แม้แต่หนูที่เพิ่งเผาสุกนางก็ยังหยิบออกมาจากกองไฟได้ด้วยมือเปล่า ย่อมไม่มีทางที่ฝ่าเท้าจะถูกลวกจนบาดเจ็บ แต่ถึงอย่างไรนี่ก็คือเนื้อนุ่มๆ ที่อุ้งเท้า การเดินบนพื้นเช่นนี้โดยไม่สวมรองเท้า ย่อมทำให้รู้สึกไม่สบายตัว
นางจึงต้องคอยสะบัดเท้าเล็กๆ อยู่บ่อยครั้ง
“พื้นร้อนจังเลย!”
“เดินให้เร็วหน่อยก็ไม่ร้อนแล้ว”
“มันร้อนมากนะ!”
“ยิ่งเดินก็ยิ่งมีลม”
“อื้อ…”
แมวสามสีจ้องเขาเขม็งอยู่ครู่หนึ่ง แต่ฝีเท้าเล็กๆ ก็ยังก้าวไม่หยุด
แสงแดดแผดเผาจนนางแทบจะทนไม่ไหว
ทว่าในวันที่ร้อนระอุเช่นนี้ นางก็ไม่ใจดำพอที่จะปล่อยให้ท่านนักพรตเดินคนเดียวข้างนอก และไม่กล้าปล่อยให้ม้าที่แบกสัมภาระพะรุงพะรังอยู่แล้วต้องมาแบกแมวเพิ่มอีกตัว จึงได้แต่จำใจอดทนเอา
แม่นางสามสีเป็นแมวที่รู้จักอดทนยิ่งนัก
“แม่นางสามสี หากไม่ไหวจริงๆ ก็คืนร่างเป็นมนุษย์เสียเถิด เสกรองเท้าขึ้นมาจะได้ไม่ร้อนเท้า คนเราไม่มีขนหนาเตอะย่อมไม่กลัวร้อนกลัวแดดเท่าแมว” ซ่งโหยวเอ่ยกับนางหลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง
“เป็นคนไม่มีขน! ไม่สวย!”
“แต่ถ้ามีสิ่งนี้เล่า”
ซ่งโหยวหยิบกังหันลมเล็กๆ ออกมาจากที่ใดมิอาจทราบ
กังหันทำจากกระดาษพับ ใช้กระดาษธรรมดาที่เขาใช้เขียนบันทึกการเดินทางหรือวาดยันต์ซึ่งเนื้อค่อนข้างแข็ง จึงเหมาะแก่การทำกังหันลม ประกอบกับกิ่งไม้แห้งที่เด็ดเอาข้างทางกิ่งสองกิ่ง แท้จริงแล้วทำได้ง่ายดายยิ่งนัก ซ่งโหยวเพียงใช้เวลาว่างระหว่างเดินทำมันขึ้นมา
อย่าเห็นว่าแดดจ้าอากาศร้อนจัดเช่นนี้ ทว่ากลับมีลมพัดมาเป็นระยะและแรงไม่น้อย เพียงแต่เป็นลมร้อนเท่านั้นเอง
ยามลมพัด กังหันลมก็หมุนวนส่งเสียง ฟู่ๆ
“เมี๊ยว”
แมวหยุดนิ่งอยู่กับที่
“เอาไปเล่นสิ”
ซ่งโหยวโน้มตัวส่งกังหันลมให้นาง
พรึ่บ…
เจ้าแมวพลันกลายร่างเป็นมนุษย์ทันที มือเล็กๆ เรียวบางรับกังหันลมไป ดวงตาใสกระจ่างเบิกกว้าง นางชูกังหันลมให้ปะทะทิศทางลม เฝ้ามองมันหมุนวนไม่หยุด
“ไปกันเถิด”
นักพรตหนุ่มกล่าวขึ้นลอยๆ
เด็กหญิงได้ยินแต่ก็มิได้ขานรับ เพียงชูกังหันลมไว้ในมือแล้วก้าวยาวๆ ตามไป
หากลมสงบนางก็จะวิ่ง
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…
กังหันลมหมุนติ้วไม่หยุดหย่อน
แดนตะวันตกเฉียงเหนือช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก ฟ้าดินล้วนไร้ขอบเขต เด็กหญิงที่วิ่งเล่นอยู่บนทะเลทรายเกอปี้[1]ช่วยแต่งแต้มสีสันแห่งเสรีภาพและความเบิกบานใจให้เพิ่มพูนขึ้น
ท่ามกลางทะเลทรายเกอปี้มีเส้นทางสายหนึ่ง เป็นทางดินที่เกิดจากการเหยียบย่ำของกองคาราวานและนักเดินทาง มุ่งตรงสู่ที่ไกลโพ้นอันไร้จุดสิ้นสุด ยามนี้ล่วงเข้าฤดูสารทมานานแล้ว ซ้ำร้ายยังมีภัยแล้ง แผ่นดินจึงกลายเป็นสีเหลืองซีดดุจซากศพ
สองข้างทางมีทะเลสาบขนาบอยู่ ดูราวกับทะเลสาบผืนเดียวกันที่ถูกถนนตัดขาดออกจากกันเป็นซ้ายขวา นับเป็นแหลงน้ำเพียงแห่งเดียวที่คณะเดินทางได้พบเห็นนับตั้งแต่เริ่มเดินมา ทว่าระดับน้ำก็ลดฮวบลงไปมาก
ขณะเดียวกัน น้ำในทะเลสาบนั้นกลับเป็นสีเหลืองทองอร่ามตาโดดเด่นยิ่งนัก
เด็กหญิงตัวน้อยอดใจไม่ไหวจนต้องหยุดก้าว นางขยับพาร่างเล็กๆ ไปยังริมทะเลสาบ เบิ่งตากว้างพลางชะโงกหน้าลงไปพินิจดูในน้ำ
ครั้นนักพรตหนุ่มเดินมาสมทบ นางจึงหันมาเอ่ยว่า “พวกเรามาถึง ‘ทะเลสาบทองคำ’ ที่พวกพ่อค้าพูดถึงกันแล้ว!”
“เห็นแล้ว”
“ทำไมน้ำในนี้ถึงเป็นสีเหลืองล่ะ”
“มันคือทะเลสาบกำมะถัน”
“ทะเลสาบกำมะถัน!”
เด็กหญิงจ้องเขาเขม็ง
“กำมะถันคือแร่ชนิดหนึ่ง เมื่อในทะเลสาบมีแร่กำมะถันละลายอยู่ น้ำก็จะกลายเป็นสีเหลืองนวลที่เป็นเอกลักษณ์แบบนี้” ซ่งโหยวอธิบายให้นางฟัง “นี่คือความอัศจรรย์ทางธรรมชาติของแผ่นดินแถบนี้”
“ฟังไม่รู้เรื่องเลย”
“…” ซ่งโหยวนิ่งไปอึดใจ “เพราะมันชื่อทะเลสาบทองคำอย่างไรเล่า”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง…”
เด็กหญิงยอมรับคำอธิบายนั้นทันควันพลางพยักหน้าหงึกๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า “น่าเสียดายที่น้ำในนี้กินไม่ได้…”
“ใช่แล้ว”
“แล้วที่พวกพ่อค้าบอกว่า ถ้าเอาเงินไปแช่ในน้ำทิ้งไว้สามวันสามคืน เงินจะกลายเป็นทอง…เป็นเรื่องจริงหรือไม่” เด็กหญิงถือกังหันลมพลางเบิกตากว้างจ้องมองเขา
“เรื่องโกหก” ซ่งโหยวตอบ
“จริงหรือ” เด็กหญิงยังไม่ยอมตัดใจ
“จริงสิ” ซ่งโหยวตอบซ้ำ
“จริงหรือ!” ดวงตาเด็กหญิงเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง
“ที่ข้าบอกน่ะเรื่องจริง แต่ที่ว่าเงินจะกลายเป็นทองน่ะเรื่องโกหก” ซ่งโหยวมองนางอย่างจนใจ แต่ก็ยังคงรักษาความใจเย็นไว้ได้ “แม่นางสามสีอย่าเอาแต่ฝันหวานถึงสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย”
“อื้อ…”
เด็กหญิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นพวกเราพักผ่อนที่นี่สักประเดี๋ยวเถอะ!”
“…”
“พักเดี๋ยวเดียวเอง!”
“ก็ตามใจแม่นางสามสีเถิด”
ซ่งโหยวจึงหยุดพัก ณ ที่แห่งนี้
เพียงแต่เขาเดินมาค่อนวันแล้วยังไม่เห็นต้นไม้สักต้น เมื่อมองไปรอบกายก็ไร้ซึ่งร่มเงาให้กำบังแดด อย่างมากก็มีเพียงพุ่มไม้เตี้ยสูงระดับเอว ทว่ายามนี้เป็นเวลาเที่ยงวันพอดี แสงแดดแผดเผาลงมาตรงหัวพอดีจนไม่อาจมุดลงไปใต้พุ่มไม้เพื่อหลบแดดได้ นอกเสียจากจะมีทะเลสาบสีทองสองผืนนี้แล้ว ที่นี่ก็มิใช่สถานที่ที่เหมาะแก่การพักผ่อนเลยสักนิด
ทว่าในเมื่อแม่นางสามสีเป็นผู้เอ่ยปาก
ย่อมต้องตามใจนาง
ซ่งโหยวจึงจำต้องสวมหมวกสาน ปัดกวาดหน้าดินที่ร้อนระอุออก แล้วนั่งลงบนพื้น รับลมที่พัดผ่านทะเลทรายเกอปี้พลางทอดสายตามองทัศนียภาพอันไกลโพ้น
แม้น้ำในทะเลสาบกำมะถันจะไม่เหมาะแก่การดื่มกิน ทว่ามันก็เป็นแหลงน้ำเพียงไม่กี่แห่งในรัศมีร้อยลี้ที่ยังไม่เหือดแห้งไป จึงมีสัตว์ป่านานาชนิดแวะเวียนมาดื่มน้ำไม่ขาดสาย ทั้งลา อูฐ หมาป่าและสุนัขจิ้งจอก ยามพวกมันมาดื่มน้ำต่างก็พยายามรักษาระยะห่างจากคณะของซ่งโหยวพลางจ้องมองอย่างระแวดระวัง สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าทะเลทรายเกอปี้ที่ดูเหมือนจะไร้สิ่งมีชีวิตแห่งนี้ แท้จริงแล้วกลับเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตมากกว่าที่คิด
นับเป็นทัศนียภาพที่ซ่งโหยวมิเคยพานพบมาก่อนเช่นกัน
ท่ามกลางสายลมมีเสียงกระเพื่อมของน้ำแว่วมา
พร้อมกับเสียงพึมพำแผ่วเบา
แม้พวกเขาจะหยุดพักเพียงชั่วครู่ มิได้อยู่นานถึงสามวันสามคืน ทว่าแม่นางสามสีก็ยังคงมีความหวังลมๆ แล้งๆ และความคาดหวังเล็กๆ อยู่ นางจึงวางกังหันลมลง แล้วหยิบถุงเงินตรงไปยังริมทะเลสาบ ตอนจะไปนางยังบอกซ่งโหยวว่านางจะไปล้างมือ โดยแอบซ่อนถุงเงินไว้ที่สีข้างอย่างมิดชิด
เด็กน้อยก็มักจะเป็นเช่นนี้
มักจะคิดว่าเหตุผลของตนนั้นดีเยี่ยม การพรางตัวของตนนั้นแนบเนียน และคิดว่าผู้ใหญ่นั้นช่างเขลาจนมองตนไม่ออก ทั้งที่ความจริงแล้วมันดูออกง่ายดายเหลือเกิน
ทว่าซ่งโหยวมิได้เปิดโปงนาง ทำเป็นมิรู้มิเห็นไปเสีย
“เงินจ๋าเงิน…”
“รีบเปลี่ยน…”
“เป็นทองเร็วเข้า…”
“เร็วเข้าๆ…”
คาดว่ายามนี้เงินทั้งหมดคงลงไปนอนแช่อยู่ในน้ำเรียบร้อยแล้ว
ซ่งโหยวเม้มริมฝีปากเบาๆ เขายังคงชมทิวทัศน์ต่อไป
เสียงพึมพำของเด็กหญิงยังคงแว่วมาไม่ขาดสาย ราวกับกำลังร่ายมนต์คาถา หรือไม่ก็กำลังเร่งรัดให้ทันใจ
“แม่นางสามสี”
“อื้อ”
“ล้างมือเสร็จหรือยัง”
“ยังเลย! รออีกประเดี๋ยว!”
“ล้างนานขนาดนั้นเชียว”
“ต้องล้างให้สะอาดสิ!”
“ถ้าอย่างนั้นแม่นางสามสีสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวไกลๆ นั่นหรือไม่”
“ความเคลื่อนไหว?”
เด็กหญิงที่กำลังโน้มตัวล้างเงินอยู่ในทะเลสาบพลันยืดตัวขึ้น ชูคอขึ้นสูงพลางหันมองซ้ายมองขวา
มีเสียงดังแว่วมาเบาๆ จากทะเลทรายเกอปี้
เด็กหญิงมองตามเสียงไปทันที
เห็นเพียงฝูงแกะเขาใหญ่พากันวิ่งเตลิดมา ฝุ่นทรายตลบอบอวลเป็นทางยาวประหนึ่งมังกรทรายพุ่งทะยาน ยิ่งใกล้เข้ามาเสียงฝีเท้าก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้น
แม่นางสามสีพลันตื่นตัวระแวดระวังทันที
โชคดีที่ฝูงแกะกลุ่มนี้มิได้พุ่งตรงมาทางนาง เพียงแต่วิ่งผ่านหน้าไปเท่านั้น
เด็กหญิงหันมองตามพวกมันไปจนสุดสายตา
ก่อนจะหันไปมองทิศทางที่พวกมันวิ่งจากมา
ทั้งที่ตรงนี้แดดยังจ้าจนเหงื่อไหลไคลย้อย ทว่าที่เส้นขอบฟ้าไกลโพ้น กลับมีเมฆดำทมิฬก่อตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใดมิอาจทราบได้ เมฆดำนั้นมืดมิดและหนักอึ้ง ประหนึ่งเส้นแบ่งระหว่างฟ้าดินที่เชื่อมต่อสวรรค์สู่ปฐพี ทอดยาวออกไปทั้งซ้ายและขวาจนสุดลูกหูลูกตา
หมู่เมฆดำมืดกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาพวกเขาอย่างช้าๆ
เด็กหญิงเบิ่งตากว้างด้วยความประหลาดใจทว่าคุ้นตา นางเร่งรวบรวมความคิดในสมองอย่างรวดเร็ว
เนิ่นนานผ่านไป นางจึงค้นพบคำศัพท์ที่ต้องการสื่อจากส่วนลึกของความจำ นางจึงผุดลุกขึ้นนิ้วชี้ไปยังทิศนั้น พลางหันไปมองนักพรตหนุ่มแล้วตะโกนเรียกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“พายุหิมะ!”
“มันคือพายุทรายน่ะ”
“พายุทราย!”
“ใช่แล้ว”
“พวกเราต้องไปหาที่หลบหรือไม่”
“แม่นางสามสีเก็บเงินขึ้นมาเถิด”
ซ่งโหยวกลับเผยรอยยิ้มออกมา เขาหยัดกายขึ้นพลางคว้าไม้เท้าไผ่ “เมืองซาโจวอยู่ไม่ไกลแล้ว พวกเราควรรวบรวมกำลังเดินรวดเดียวให้ถึงที่หมาย”
“เมี๊ยว”
“รีบหน่อยเถิด”
พายุทรายใกล้เข้ามาทุกที
ใกล้จนมองเห็นลมทรายที่ปลิวว่อนเต็มพิกัดฟ้าประหนึ่งกำแพงสวรรค์ หรือมิเช่นนั้นก็ประหนึ่งฝีมือของเทพเซียนหรือปีศาจร้ายที่กำลังม้วนกลืนแผ่นดินและกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ภายในนั้นมืดมิดจนแสงสว่างส่องไม่ถึง นำมาซึ่งความกดดันที่ชวนให้หายใจไม่ออก
ทว่านักพรตหนุ่มกลับไร้ซึ่งความขยาดกลัว เขาชูไม้เท้าไม้ไผ่ไปข้างหน้า
เด็กหญิงรีบอุ้มถุงเงินที่ยังเปียกโชกวิ่งกลับมา วางถุงเงินคืนลงบนหลังม้า ก่อนจะคว้ากังหันลมแล้วเร่งก้าวตามเขาไป
ฟิ้ว…
ลมคลั่งพัดปะทะเข้าที่ใบหน้า
กังหันลมถูกลมพัดจนหมุนติ้วอย่างบ้าคลั่ง
สัตว์ป่าน้อยใหญ่นับไม่ถ้วนต่างพากันวิ่งหนีมาจากที่ไกลๆ
แม้แต่นกนางแอ่นก็ยังต้องร่อนลงมาหมอบต่ำ
นักพรตหนุ่มถือไม้เท้าไม้ไผ่ นำพาเด็กหญิงข้างกายและม้าสีแดงหม่นที่แบกสัมภาระเต็มหลัง ก้าวเดินสวนทางกับเหล่าสัตว์ที่พากันวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง มุ่งหน้าเข้าหาพายุทรายที่ม้วนตัวบดบังท้องนภาอย่างมั่นคงและแน่วแน่
เงาร่างไม่กี่สายยิ่งเดินยิ่งไกลออกไป เข้าใกล้พายุทรายเข้าไปทุกที เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว พายุทรายดูจะยิ่งใหญ่โหมกระหน่ำขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เงาร่างเหล่านั้นกลับดูเล็กลงไปทุกขณะ ทว่าพวกเขากลับไร้ซึ่งความขยาดกลัว
ภาพตรงหน้าประหนึ่งม้วนภาพวาดอันตระการตาที่คลี่ตัวออกระว่างฟ้าดิน
เม็ดทรายพัดเข้าปะทะใบหน้า
นักพรตหนุ่มก้าวไปข้างหน้า พายุทรายก็ม้วนตัวเข้าหา
ครืน…
เพียงชั่วพริบตา พวกเขาก็หลุดเข้าสู่โลกแห่งลมทราย
โลกใบนี้มืดมิดไร้แสงตะวัน ข้างหูมีแต่เสียงหวีดหวิวของลมคลั่ง ลมพายุฉีกทุ้งทุกสรรพสิ่ง ทั้งยังม้วนเอาฝุ่นทรายมาซัดสาดใส่เสื้อผ้าและใบหน้าของคณะเดินทางอย่างบ้าคลั่ง หมายจะมุดลอดเข้าไปในทุกซอกทุกมุม
ทั้งซ่งโหยวและเด็กหญิงต่างใช้ผ้าคลุมปิดป้องจมูกและปากไว้ ทว่าเมื่อปิดปากปิดจมูก ดวงตาก็แทบจะลืมไม่ขึ้น ในหูเต็มไปด้วยเสียงพายุที่ดังกึกก้อง เป็นเสียงคำรามที่มิเคยหยุดหย่อน ร่างกายถูกเม็ดทรายสาดซัดไม่ขาดสาย นี่จึงกลายเป็นโลกที่ประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกปิดกั้นและถูกบดขยี้อย่างสิ้นเชิง
ร่างของนักพรตหนุ่มถูกลมพัดจนเอนเอียง
ร่างของเด็กหญิงก็ถูกพัดจนโอนเอนเช่นกัน
ทว่าฝีเท้าของนักพรตหนุ่มกลับมิเคยหยุดนิ่ง
อานุภาพแห่งธรรมชาติยากจะต้านทาน ทว่าก็มิอาจสั่นคลอนถึงแก่ชีวิต พวกเขาจึงสามารถวางใจให้สุขุมขึ้น เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์อันแปลกใหม่และรับรู้ถึงความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติ
จะดีหรือร้าย ล้วนคือการได้สัมผัสรับรู้
จะแดดจ้าหรือฝนพรำ ล้วนคือประสบการณ์
เช่นนี้จึงจะเรียกว่าการบำเพ็ญเพียร
เดินฝ่าความยากลำบากมาเนิ่นนานเท่าใดมิอาจทราบ จนกระทั่งลมทรายเริ่มเบาบางลง พลันบังเกิดความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งตา เสียงลมข้างหูเลือนหายไป เม็ดทรายมิได้สาดซัดทั่วกายอีก แต่ละย่างก้าวเริ่มคล่องตัวขึ้น แสงตะวันสาดส่องลงมาจนทำให้รู้สึกพร่ามัวไปชั่วขณะ ต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
ยามนี้โลกทั้งใบกลับมาแจ่มใสอีกครั้ง
พายุทรายเบื้องหลังค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไป
คณะเดินทางมาถึงทุ่งทะเลทรายแห่งหนึ่ง
เบื้องหน้าคือดวงตะวันรอน ผืนทรายเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา ภูเขาทรายสูงใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก ผิวทรายเรียบเนียนละเอียด ด้านหนึ่งต้องแสงตะวันจนกลายเป็นสีทองสุกปลั่ง อีกด้านหนึ่งมีเงาทึบทะมึนทอดผ่าน ซ่งโหยวปีนขึ้นสู่ยอดเขาทรายลูกหนึ่ง เห็นกองคาราวานอูฐเรียงแถวจากซ้ายไปขวายาวเป็นสายอยู่ไกลๆ เหล่าพ่อค้าวานิชต่างโพกผ้าคลุมกายมิดชิด เดินทางไปในทะเลทรายอย่างเงียบเชียบ
สมเป็นบรรยากาศแห่งดินแดนประจิมทิศ
[1] ทะเลทรายโกบี
ง