ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 528 อัญเชิญเทพ ณ ซาโจวอีกครา
บทที่ 528 อัญเชิญเทพ ณ ซาโจวอีกครา
“แม่นางสามสี ส้วมแมวของเจ้า”
“หือ”
เจ้าแมวน้อยหันมองเขาแวบหนึ่ง คล้ายคร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับเขา นางส่ายหัวโอนเอนไปมาสองสามที แล้วจึงปีนป่ายขึ้นไป
ภูเขาทรายแต่ละลูกทั้งสูงใหญ่และองอาจเกินกว่าจะจินตนาการ ไม่ว่าจะเป็นคน แมว หรือม้า ต่างก็ดูเล็กจ้อยเมื่ออยู่ต่อหน้ามัน การจะปีนขึ้นสู่ยอดเขาทรายนั้นมิใช่เรื่องง่ายเลย
เป็นเพราะเม็ดทรายเคลื่อนตัวไม่หยุดนิ่ง
อีกทั้งความลาดชันของมันยังล้ำหน้าภูเขาทั่วไปอยู่มากโข
ยามก้าวขึ้นไป ก็พลันลื่นไถลลงมา ภูเขาทรายนั้นเดิมทีก็ทั้งสูงและชันอยู่แล้ว ซ้ำร้ายทุกครั้งที่ก้าวออกไปสามก้าว กลับต้องลื่นถอยหลังมาเสียสองก้าว เหลือระยะทางจริงเพียงก้าวเดียว ระยะทางที่ต้องเดินจึงเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสามเท่าโดยปริยาย
นักพรตหนุ่มเป็นเช่นนี้ แมวตัวน้อยก็เป็นเช่นนี้
ราวกับกำลังเดินถอยหลังอยู่บนผืนทราย
ส่วนม้านั้นยิ่งเดินลำบากหนักหนา ทำได้เพียงเดินสลับฟันปลาต่อไปเท่านั้น
แม่นางสามสีเดินไปพลันเอ่ยปากฟ้องนักพรตว่า ทรายพวกนี้ไม่ยอมให้นางเดินขึ้นไป บ้างก็แบ่งปันความรู้สึกว่าอุ้งเท้าของนางช่างอุ่นนัก แล้วถามนักพรตว่าท่านเป็นเหมือนกันหรือไม่
ทว่าเมื่อปีนถึงยอดเขา ทุกอย่างก็ดีขึ้นมาก
ไม่เพียงแต่ทัศนียภาพจะกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา มองเห็นฟ้าดินอันแจ่มใสและพายุทรายที่พัดห่างออกไปอยู่เบื้องหน้า แต่ทางลงเขาก็อยู่ใกล้เพียงเอื้อมเช่นกัน
แมวน้อยยืนอยู่บนจุดสูงสุด ทอดสายตามองขบวนวานิชที่อยู่ไกลออกไป ก่อนจะหันมากล่าวกับนักพรตของตนว่า
“พวกเขาไม่เห็นจะเดินบนเขากันเลย!”
“แต่ละคนย่อมมีเส้นทางที่ต่างกัน”
“แป้งย่างหมดแล้วนะ”
“ข้างหน้าก็ถึงเมืองซาตูแล้ว”
“แตงโมก็หมดแล้วด้วย”
“ยังพออดทนได้อีกนิด”
“เจ้านี่นะ…”
แมวน้อยส่ายหัวไปมา คร้านจะเสวนากับเขาต่อ เพียงหันกลับมายืนยันเส้นทางกับนักพรตอีกครั้ง พอเห็นทิศทางแล้วก็ซอยเท้าวิ่งนำดิ่งลงจากเขาไปทันที
ขุนเขาทรายเบื้องหน้าทอดตัวยาวเหยียด คลื่นทรายพัดปลิวมิหยุดหย่อน
ทว่าซ่งโหยวกลับเฝ้ามองเพียงยอดเขาที่อยู่ถัดไป
ไม่รู้ว่าทิวทัศน์บนยอดเขาทางโน้นจะเป็นเช่นไร
จากนั้นเขาก็ยันไม้เท้าก้าวตามแม่นางสามสีไป
ยามขึ้นเขานั้นชัน ยามลงเขาก็ชันไม่ต่างกัน
ทว่ายามลงเขานั้นรื่นรมย์กว่ามาก
นักพรตก้าวขาเพียงคราเดียวก็ไถลไปไกลอีกสามก้าว แมวน้อยเองก็เช่นกัน ถึงขั้นที่ว่าวิ่งไวเกินไป ทรายนั้นก็ลื่นจัด จนเสียหลักล้มคว่ำกลิ้งขลุกๆ ลงไปตามความโค้งชันของภูเขาทราย เม็ดทรายเกาะเต็มตัวขณะที่นางกลิ้งไปได้ไกลลิบในคราวเดียว
ยามที่ทรายเคลื่อนตัวก็พลันเกิดเสียงแทรกขึ้นมา
แผ่วเบาดุจเสียงเครื่องสังคีต หนักหน่วงดุจเสียงกัมปนาท
ทางขึ้นเขาที่ต้องลำบากเดินอยู่ครึ่งค่อนวันจนหอบเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย กลับใช้เวลาเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็ลงมาถึงตีนเขาเสียแล้ว
เบื้องล่างเต็มไปด้วยรอยเท้าอูฐและพ่อค้าจนกลายเป็นเส้นทางสายหนึ่งที่พร้อมจะถูกลมทรายถมทับได้ทุกเมื่อ
“ขออภัย ไม่ทราบว่าซาตูอยู่ทางไหนหรือ”
ซ่งโหยวหันไปถามพ่อค้าที่เดินผ่านมาขณะยืนพักข้างทาง ตัวเขาเองก็รู้สึกกระหายน้ำจนยากจะทานทนเช่นกัน
ทว่าพ่อค้าส่วนใหญ่ต่างก้มหน้าก้มตาเดินทางด้วยความเงียบงันไม่ยอมปริปาก ด้วยยามนี้ประสบภัยแล้ง การหาแหล่งน้ำตามรายทางนั้นยากลำบาก ยิ่งทำให้พวกเขาไม่อยากสูญเสียพลังงานในการพูด หลายคนเพียงปรายตามองเขาแล้วเมินเฉย มีเพียงพ่อค้าคนหนึ่งที่ยื่นมือชี้ไปทางทิศทางที่พวกเขาเพิ่งจากมา
“ขอบคุณมาก”
ซ่งโหยวเอ่ยขอบคุณพลันเงยหน้ามองไปทางนั้น ทว่าเขามิได้มองทางที่เดินมา แต่กลับทอดสายตาไปยังภูเขาทรายเบื้องหน้า
ใต้ภูเขามีพ่อค้านับไม่ถ้วน อูฐดาษดื่นเป็นโขลง ต่างพากันเดินไปตามทางสายวานิชที่โคนเขา ท่ามกลางการเดินทางอันแสนเบื่อหน่าย ทุกคนต่างเหลียวมองหรือแหงนหน้าขึ้นมองกลุ่มคนกลุ่มนี้ที่เดินขึ้นลงภูเขาทรายอย่างไม่หยุดหย่อน บ้างก็เดินเลียบไปตามสันเขาทรายคมกริบดุจใบมีดภายใต้แสงอัสดง บางคราวเดินท่ามกลางแสงตะวัน บางคราเดินในเงามืด และบางคราวเดินอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างแสงและเงา ช่างโดดเดี่ยวทว่าเสรี เล็กจ้อยทว่ามั่นคง
ไม่รู้ว่าข้ามผ่านขุนเขากี่ลูก เดินมาไกลกี่ลี้ ในที่สุดเทือกเขาทรายก็มาถึงจุดสิ้นสุด ปรากฏสิ่งปลูกสร้างแห่งอารยธรรมอยู่เบื้องหน้า
แอ่งน้ำใสโค้งมนดั่งจันทร์เสี้ยว รายล้อมด้วยทรายสี่ทิศสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง
นั่นคือตาน้ำใสรูปจันทร์เสี้ยว ข้างตาน้ำมีหอสูงตั้งอยู่ พร้อมหอสังเกตการณ์ที่มีทหารประจำการอยู่
ซ่งโหยวเดินไต่ลงมาตามสันเขา
เมื่อถึงตีนเขา ตาน้ำนั้นยังคงเป็นรูปจันทร์เสี้ยว อาจเพราะภูเขาทรายถูกลมพัดพาจนเกิดเหลี่ยมมุมและส่วนโค้ง และตาน้ำนี้ก็ซุกตัวอยู่ใจกลางหุบเขาทราย จึงมีรูปร่างเช่นนี้โดยธรรมชาติ เพียงแต่ยามนี้มันเหลือเพียงแอ่งน้ำเล็กๆ ยาวไม่ถึงสองจั้ง มองเห็นก้นบึ้งได้อย่างง่ายดาย ดูจากรอยโคลน คราบน้ำที่แห้งขอด กอไม้อ้อและพืชน้ำที่เหี่ยวเฉา รวมถึงระยะห่างจากสิ่งปลูกสร้าง ก็พอจะเดาได้ว่าเดิมทีมันควรจะกว้างใหญ่และลึกกว่านี้มากนัก
ซ่งโหยวจินตนาการถึงยามที่มันยังเขียวขจีใสกระจ่าง
คงเป็นสิ่งอัศจรรย์กลางทะเลทรายโดยแท้
“ช่างน่าเสียดายนัก…”
ซ่งโหยวพึมพำกับตนเองยามมาถึงหน้าสระน้ำ
มีขบวนพ่อค้าเดินผ่านทางนี้และปรารถนาจะเติมน้ำจากสระจันทร์เสี้ยว ทว่ากลับถูกทหารที่เฝ้าอยู่ปฏิเสธ
“ทำไมกันเล่า”
“พวกข้ากำลังจะคอแห้งตายกันหมดแล้ว”
“ท่านโปรดเมตตาเถิด”
“พวกข้าคอแห้งจะตายอยู่ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าแตะต้องน้ำในสระวิเศษนี้ได้แม้เพียงหยดเดียว” ทหารผู้นั้นริมฝีปากแห้งผากจนแทบปริแตก ทว่าแววตากลับแน่วแน่ “ใต้เท้าสั่งไว้ว่าสระวิเศษนี้มีพลังวิญญาณ ยามนี้แห้งขอดจนเหลือเพียงเท่านี้แล้ว ต้องเหลือน้ำไว้เป็นต้นน้ำ หากแห้งเหือดไปจนหมดสิ้น ต่อไปจะไม่มีสระวิเศษอีกแล้ว”
“เฮ้อ…”
เหล่าพ่อค้าเมื่อไร้หนทางอื่นก็ได้แต่จากไป
อย่างน้อยก็เพื่อประหยัดแรงและน้ำลายเอาไว้เดินทางต่อ
ขณะเดียวกัน พ่อค้าและฝูงอูฐอีกไม่น้อยกำลังมุ่งหน้ามายังทิศทางนี้ เดินสวนทางกับกลุ่มคนที่เพิ่งจากไป ดูเหมือนพวกเขาจะเริ่มระแคะระคายบางอย่าง แต่ก็ยังไม่สิ้นหวัง ขอเข้ามาดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย
การมุ่งหน้าสู่แดนตะวันตกครานี้ ยิ่งเดินก็ยิ่งแห้งแล้ง แหล่งน้ำเหือดหายจนยากจะหามาประทัง ไม่รู้ว่าจะมีผู้ใดบ้างที่ต้องทิ้งร่างไว้ในทะเลทรายแห่งนี้ มิอาจก้าวพ้นออกไปได้
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวตบลำคอของเจ้าม้าแดงเบาๆ พลางถอนหายใจและกล่าวกับมันว่า “ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสน้ำจากสระวิเศษนี้ให้จงได้…”
กล่าวจบเขาก็จำต้องหันหลังลาจากสถานที่แห่งนี้ไป
ทว่าทหารสองนายที่ถือทวนเฝ้าอยู่เบื้องหลังกลับขมวดคิ้วมองตามเขาด้วยสีหน้าฉงนสงสัยยิ่งนัก ทั้งคู่สบตากันครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาเดินห่างออกไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็อดรนทนไม่ไหวตะโกนเรียก “ท่านผู้นั้น โปรดหยุดก่อน!”
ม้าขนแดงหยุดชะงักทันที
ซ่งโหยวกับแมวน้อยหยุดเดินเช่นกันแล้วหันกลับไปมอง
เห็นทหารนายหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตรงเข้ามา
ด้วยอากาศที่ร้อนระอุเกินทานทน ซ้ำชุดเกราะยังหนักอึ้ง เพียงไม่กี่ก้าวเขาก็เหงื่อไหลโชกไปทั้งตัว
“คุณชายมีแซ่ซ่งใช่หรือไม่”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
“เมื่อสองวันก่อนมีคำสั่งลงมาจากซาตูกำชับให้คอยสังเกตนักพรตผู้หนึ่งที่พาม้ามาและแมวมาด้วย หากพบแล้วให้รีบรายงานขึ้นไปทันที และขอเชิญท่านเดินทางไปยังซาตูด้วยขิรับ”
“เป็นเช่นนี้เองรึ…”
ซ่งโหยวหยุดยืนอยู่กับที่พลางพยักหน้า
เพียงตรองดูครู่เดียวเขาก็เข้าใจ
คงเป็นเพราะคราวที่เขาเชิญเทพพิรุณมายังหล่งโวเพื่อควบคุมลมฝ้าอากาศ เจ้าเมืองหล่งโจวคงจะมีความปรารถนาดีหรืออาจจะเป็นเพราะเหตุผลอื่น จึงได้ส่งจดหมายไปยังซาโจวที่อยู่ติดกัน เพื่อขอให้ขุนนางท้องถิ่นคอยอำนวยความสะดวกให้
ณ สุดชายขอบดินแดนแว่นแคว้นต้าเยี่ยนแห่งนี้ เขากลับรู้สึกถึงความหมายของคำว่า ‘ใต้หล้านี้มีผู้ใดบ้างที่ไม่รู้จักท่าน’ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เช่นนั้นก็ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวไม่โอ้เอ้พลางกล่าวกับทหารนายนั้น
“พวกข้าต้องไปแจ้งให้เบื้องบนทราบก่อน ขอเชิญท่านตามข้ามาพักหลบแดดบนหอสูงสักครู่ก่อน”
“ตกลง”
ซ่งโหยวเดินตามเขาไป
ดูเหมือนที่นี่จะเป็นจุดพักม้าของทางการ ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งน้ำสำคัญกลางทะเลทราย จึงมีทหารประจำการอยู่เพื่อคอยระวังโจรทราย และคอยตรวจสอบเหล่าพ่อค้าวานิชที่สัญจรไปมา รวมถึงจัดเก็บค่าธรรมเนียมตักน้ำด้วย
หอสูงกรำลมทรายมาเนิ่นนานจนดูเก่าคร่ำคร่า
ซ่งโหยวรออยู่ในหอสูงไม่นานนัก ขุนนางและเสมียนหลายนายก็วิ่งหน้าตั้งมาคำนับทักทาย จากนั้นทหารม้าเร็วหนึ่งนายก็รีบควบม้าออกจากจุดพักม้ากลางทะเลทรายมุ่งหน้าสู่ซาตูเพื่อแจ้งข่าวแก่เจ้าเมือง แล้วสถานีม้าจึงจัดขุนนางนายหนึ่งนำทางกลุ่มของซ่งโหยวเดินทางสู่ซาตูต่อไป
ซาตูคือศูนย์กลางการปกครองของซาโจว เป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญที่แคว้นต้าเยี่ยนใช้ติดต่อกับดินแดนตะวันตก และยังเป็นเมืองที่อยู่สุดขอบของต้าเยี่ยนก่อนจะเข้าสู่แดนตะวันตก
ขบวนคารวานบนเส้นทางสายไหมสัญจรผ่านไม่ขาดสาย นำมาซึ่งความมั่งคั่งมหาศาล ทำให้ซาโจวรุ่งเรืองถึงขีดสุด วัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกหลอมรวมกันที่นี่ ทั้งศาสนา การเมือง การทหาร และศิลปะ ต่างปะทะสังสรรค์กันอย่างรุนแรง ส่งผลให้ที่นี่เคยรุ่งโรจน์ทางวัฒนธรรมจนเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าที่ประดับอยู่บนแผ่นดินตะวันตกเฉียงเหนือ
ทว่าในยามนี้ มันกลับถูกภัยแล้งทำลายล้างจนบอบช้ำ
ระหว่างทางที่ซ่งโหยวเดินทางออกจากทะเลทรายมุ่งสู่ซาตู เขาไม่เห็นพื้นที่เกษตรกรรมแม้แต่ผืนเดียว แผ่นดินแตกระแหงเพราะถูกแดดเผา เมื่อเข้าสู่ตัวเมืองก็พบเห็นผู้คนหิวโหยนอนตายเกลื่อนถนน ราษฎรส่วนใหญ่มีใบหน้าและมุมปากแห้งแตก ร่างกายอยู่ในสภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง บางคนถึงขั้นปางตายอยู่ริมขอบเหวแห่งชีวิต
แม่น้ำซาตูที่ไหลพาดผ่านเมืองบัดนี้แห้งขอดจนคนเดินข้ามได้ เหลือเพียงเลนตมเล็กน้อยที่จวนจะแห้งสนิทเช่นกัน ในเมืองไม่มีต้นไม้สีเขียวให้เห็นแม้แต่ต้นเดียว แม้แต่ต้นหลิวริมน้ำก็ยืนต้นตายกันหมดแล้ว
เสียงโอดครวญดังระงมไปทั่ว
ซ่งโหยวสัมผัสถึงไอแห่งฟ้าดิน ทว่ากลับไม่พบละอองน้ำแม้เพียงน้อย
นี่ทำให้เขารู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง
เพียงกึ่งกลางทาง เจ้าเมืองก็พาลูกน้องขุนนางออกมาต้อนรับด้วยตนเอง
“ข้าจางซาน นามรอง วั่งชวน เจ้าเมืองซาโจว พร้อมด้วยขุนนางประจำเมือง ขอคารวะคุณชาย”
“คารวะคุณชาย”
“คารวะท่านเจ้าเมืองและใต้เท้าทุกท่าน” ซ่งโหยวขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางคำนับตอบ สายตายังคงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองราษฎรตามริมทาง
“เมื่อไม่กี่วันก่อนได้รับจดหมายจากเจ้าเมืองหล่งโจว ข้าจึงสั่งคนไปรอต้อนรับท่านตามด่านและสถานีม้าต่างๆ นับว่ารอคอยท่านมานานแล้ว” เจ้าเมืองจางกล่าวพลางคำนับอีกครั้ง
“ทำท่านเจ้าเมืองต้องรอนานแล้ว”
“ท่านเซียน! เชิญด้านในเถิด!”
“ข้าแซ่ซ่ง จะเรียกว่านักพรตหรือคุณชายก็ได้ทั้งสิ้น” ซ่งโหยวกล่าวขณะเดินไปด้วยกัน “ภัยแล้งที่นี่ดูจะรุนแรงกว่าทางหล่งโจวมากนัก”
“จะไม่เป็นเช่นนั้นได้อย่างไร สระจันทร์เสี้ยวที่สะสมน้ำไว้กลางทะเลทราย ไม่เคยแห้งเหือดมานับพันปี ปีนี้กลับเห็นก้นสระ หากข้ามิสั่งห้ามไว้ ป่านนี้คงแห้งสนิทไปแล้ว” เจ้าเมืองจางกล่าวขณะนำทางซ่งโหยวไปยังที่ว่าการ “ข้าได้ฟังเรื่องราวของท่านที่หล่งโจวแล้ว ข้าเองก็ยินดีจะสร้างศาลเจ้าและรูปเคารพท่านเซียนหูมู่ตามหมู่บ้านและริมทางค้าขายต่างๆ ทั่วซาโจว ขอเพียงคุณชายช่วยร่ายมนตร์เชิญท่านเทพหูมู่มาโปรดราษฎรและเส้นทางสายวานิชของซาโจวด้วยเถิด”
“ย่อมต้องทำให้เต็มกำลัง”
“เช่นนั้นก็ขอบพระคุณคุณชายนัก” เจ้าเมืองจางทอดถอนใจ “ภัยแล้งในซาโจวหนักหนากว่าหล่งโจวนัก ราษฎรก็และเส้นทางค้าขายล้วนลำบาก ราชวงศ์เราให้ความสำคัญกับการค้า นี่เป็นเส้นทางสำคัญสู่ทิศตะวันตก หากแล้งแค้นเช่นนี้ พ่อค้าวานิชก็หาแหล่งน้ำประทังยากจนแทบจะเดินพ้นทะเลทรายไปไม่ได้ ครึ่งปีแรกยังพอทน หลายขบวนมาถึงนี่เห็นว่าแล้งจัดก็จำต้องไปต่อ ไม่ถอยกลับ แต่ครึ่งปีหลังพอข่าวลือเรื่องภัยแล้งแพร่ออกไป พ่อค้าถ้าไม่ตายกลางทางก็ไม่กล้ามากันแล้ว ราชสำนักส่งจดหมายมากระตุ้นหลายฉบับ ข้าคิดจนหัวแทบระเบิดก็ไร้หนทางแก้ไข คงต้องฝากขุนนางเหล่านี้ไว้กับคุณชายแล้ว”
“ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”
ซ่งโหยวยังคงยืนยันคำเดิม
“หากท่านต้องการสิ่งใดก็แจ้งข้าได้ทุกเมื่อ” เจ้าเมืองจางคำนับอีกครา
“ทางดินแดนตะวันตก ภัยแล้งรุนแรงกว่านี้อีกหรือ”
“พ่อค้าที่สัญจรไปมากล่าวกันว่าเป็นเช่นนั้น” เจ้าเมืองจางตอบ “หากจะกล่าวว่าหล่งโจวแห้งแล้งเพียงบางจุด พืชพรรณยังพอรักษาได้ แต่ซาโจวนั้นเหลือแหล่งน้ำไม่กี่แห่งที่ยังไม่แห้งขอด อย่าถามเลยว่าพืชไร่จะเหลือเท่าใด แม้แต่แพะที่เลี้ยงตามทุ่งก็ล้มตายเพราะความหิวไปนับไม่ถ้วน ยิ่งหากลึกเข้าไปในดินแดนตะวันตก ได้ยินว่าบางแห่งไร้ผู้คนซากศพเกลื่อนกลาดจนกลายเป็นศพแห้ง แม้แต่หญ้าที่ทนแล้งที่สุดยังมิอาจรอดชีวิต”
“รุนแรงถึงเพียงนี้เชียวรึ…”
“ใครจะรู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด” เจ้าเมืองจางกลัดกลุ้มใจยิ่งนัก “หรือว่าจะมีภูตผีปีศาจมาสร้างความวุ่นวายจริงๆ”
“ได้ยินว่าในแดนตะวันตก มีอาณาจักรเพลิงพิภพอยู่ใช่หรือไม่”
“มีอาณาจักรเพลิงพิภพอยู่จริงขอรับ อยู่ถัดจากซาโจวไปทางทิศตะวันตก แต่อยู่ลึกเข้าไปในทะเลทรายอันไพศาล ห่างจากที่นี่ไปอีกราวสองร้อยลี้ ต้องให้คนชำนาญทางในพื้นที่นำไป” เจ้าเมืองจางกล่าวพลางลดเสียงต่ำลง “มีข่าวลือหนาหูว่า แท่นบูชาไฟของอาณาจักรเพลิงพิภพแตกสลาย ทำให้ไออัคคีรั่วไหลออกมา จึงเป็นเหตุให้เกิดภัยแล้งในปีนี้”
กล่าวจบเขาก็ลอบสังเกตท่าทีของซ่งโหยว
เหล่าขุนนางเบื้องหลังต่างก็พากันจับจ้องมาที่ซ่งโหยวเป็นตาเดียว
“ควรค่าแก่การไปตรวจสอบดูสักครา”
“คุณชายจะไปที่นั่นหรือ”
“ข้าได้สอบถามท่านเซียนหูมู่มาแล้ว ภัยแล้งในหล่งโจวและซาโจวน่าจะเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินและธรรมชาติ อย่างน้อยที่สุดในพื้นที่หล่งโจวและซาโจวก็ไม่น่าจะมีต้นตอผิดปกติใดที่ก่อให้เกิดความแห้งแล้งนี้ ถึงกระนั้น ข้าก็ยังอยากจะไปสำรวจที่อาณาจักรเพลิงพิภพดูสักหน่อย เพื่อค้นหาความจริงและถือเป็นการเปิดหูเปิดตาด้วย” ซ่งโหยวเอ่ย “ทว่ายามนี้ยังมิต้องรีบร้อนไป”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” เจ้าเมืองจางพยักหน้ารับ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความร้อนใจ “แล้วคุณชายจะเริ่มพิธีเชิญเทพได้เมื่อใดหรือ”
“ยิ่งเร็วยิ่งดี”
“ข้าได้เตรียมโต๊ะหมู่และแท่นบูชาไว้ให้ท่านแล้ว ทั้งยังจัดเตรียมมื้อค่ำและสุราเมรัยไว้ต้อนรับท่านด้วยเช่นกัน คุณชายตรากตรำเดินทางมาไกล ทั้งตัวเต็มไปด้วยฝุ่นผง เชิญรับประทานมื้อค่ำก่อนเถิดครับ”
“เรื่องราวมีหนักเบาช้าเร็วตามความสำคัญ ควรอัญเชิญท่านเซียนหูมู่มาสอบถามดูก่อน”
นักพรตหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ ทว่าในใจกลับมิได้เปี่ยมด้วยความหวังเท่าใดนัก
เขาก้าวเดินเข้าไปในที่ว่าการซาตู
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสลัวลงแล้ว ภายในที่ว่าการเริ่มจุดโคมไฟโชติช่วง
ณ ลานกว้างของที่ว่าการ มีการจัดตั้งแท่นบูชาไว้จริงดังว่า
หากเทียบกับโต๊ะบูชาที่จัดเตรียมอย่างเร่งด่วน ณ วัดเสวียนปี้คราวก่อน แท่นเทพในที่ว่าการซาตูแห่งนี้ดูวิจิตรตระการตากว่ามาก ถือเป็นการให้เกียรติและสร้างบารมีแก่ทวยเทพอย่างเต็มที่ จะมีก็เพียงรูปปั้นดินเท่านั้นที่ยังคงดูเรียบง่ายอยู่เช่นเดิม
“ขอรบกวนท่านเจ้าเมืองช่วยดูแลม้าของข้าด้วย มันแบกสัมภาระเดินทางมาหนักอึ้ง ลำบากที่สุด ทว่าตลอดทางกลับมิได้กินหญ้าดีๆ แม้น้ำก็ยังมิได้ดื่มจนอิ่มหนำ รบกวนท่านเจ้าเมืองจัดหาหญ้าและน้ำให้มันได้กินจนอิ่มหน่ำสำราญด้วยเถิด”
นักพรตหนุ่มผู้นี้แลดูฝุ่นเขรอะไปทั้งตัว ตามเสื้อผ้า รองเท้า และเส้นผมล้วนมีแต่เม็ดทรายสีเหลือง เขาเพียงดื่มน้ำที่เสมียนยกมาส่งให้เพียงจอกเดียว ซ้ำยังแบ่งน้ำส่วนหนึ่งให้กับแมวน้อยและนกนางแอ่น จากนั้นจึงก้าวไปยืนเบื้องหน้าแท่นบูชา
เขายังคงขอให้แม่นางสามสีคืนร่างเป็นมนุษย์เพื่อช่วยจุดเทียนและธูป ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของเหล่าขุนนางเมืองซาจู
ควันธูปพวยพุ่งเป็นสายกรุ่นกลิ่นหอมขจรขจาย
“ขออัญเชิญท่านเซียนหูมู่ปรากฏกาย…”
สิ้นคำกล่าว ลมพลันพัดกรรโชกไปทั่วทั้งฟ้าดิน
พายุหมุนพัดเอาแขนเสื้อและเส้นผมของทุกคนปลิวไสว หอบเอาเม็ดทรายทั่วลานม้วนตัวขึ้นมาจนทุกคนต้องหยีตาลง ทว่ากลับมิอาจระคายเคืองเปลวเทียนและควันธูปได้เลย ในทางกลับกัน ธูปนั้นมอดไหม้อย่างรวดเร็ว บังเกิดกลุ่มควันสีเขียวครามพุ่งดิ่งเข้าไปในรูปปั้นดินบนแท่นบูชา ส่งผลให้รูปปั้นนั้นดูราวกับมีชีวิตและเปล่งรัศมีเทพออกมา
ท่านเซียนหูมู่มาปรากฏกายตามคำเชิญ ลงมาจากแท่นเทพ
ท่านเซียนหูมู่ยังคงสงวนท่าทีนอบน้อมเช่นเดิม เพียงแต่ในแววตานั้นแฝงไปด้วยร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้า และเมื่อตระหนักได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด แววตานั้นก็พลันฉายแววจนใจขึ้นอีกหลายส่วน
ง