ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 532 ยืมพิรุณจากพสุธา
บทที่ 532 ยืมพิรุณจากพสุธา
………………..
“ช่วยข้าด้วย…”
“ขอบพระคุณท่านเซียน…”
“ท่านเซียน ขอผู้น้อยดื่มสักอึกเถิด”
“ท่านเซียน พวกเราเพิ่งมาจากแดนตะวันตก หิวน้ำจะตายอยู่แล้ว ที่จุดพักม้าไม่ยอมให้พวกข้าเติมน้ำ เกรงว่าจะไปไม่ถึงเมืองซาโจวคงต้องแห้งตายอยู่กลางทางก่อน โปรดเมตตาให้พวกเราเถิด”
“ให้ลูกชายข้าดื่มเถิด…”
“ข้าขออึกเดียวเท่านั้น…”
“น้องชายข้าจะกระหายตายอยู่แล้ว…”
“ขออีก…”
เสียงวอนขอระงมไปทั่วผืนทรายกว้าง สายลมพัดพามวลทรายปลิวว่อนไปทั่วชั้นฟ้า
“เฮ้อ…”
นักพรตหนุ่มกวาดสายตามองดูสีหน้าของพวกเขา เงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ทอดถอนใจพลางชูน้ำเต้าที่ว่างเปล่าขึ้นแล้วกล่าวว่า “ให้ดื่มได้เพียงคนละสิบอึกเท่านั้น”
“ขอบพระคุณท่านเซียน!”
“ท่านเซียนช่างเมตตายิ่งนัก…”
ผู้คนต่างรีบกล่าวขอบคุณเสียงดังและเบียดเสียดกันเข้ามา
นักพรตหนุ่มเพียงเอียงน้ำเต้า น้ำพลันไหลรินออกมาอีกครั้ง
ทุกคนได้ดื่มคนละสิบอึก และดื่มได้เพียงสิบอึกเท่านั้น
ทว่าบางคนดื่มตามปกติ บางคนกลับเร่งกลืน
ในไม่ช้าก็มีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ
น้ำเต้าใบนี้มีขนาดเพียงเท่านี้ ต่อให้บรรจุน้ำไว้จนเต็ม ก็มิอาจรองรับคนจำนวนมากให้ดื่มคนละสิบอึกได้ ทว่าก่อนหน้านี้นักพรตหนุ่มเพิ่งจะป้อนน้ำให้ผู้ที่สลบไสลไปตั้งมากมาย ยามนี้ยังแจกจ่ายน้ำให้พวกเขาทุกคนดื่มจนอิ่มหนำ ทว่าคนแล้วคนเล่าผ่านไป ในน้ำเต้ากลับยังมีน้ำอยู่เช่นเดิม
“เป็นท่านเซียนจริงๆ ด้วย…”
“ท่านเซียนอยู่เหนือเกล้า ผู้น้อยขอคารวะ!”
“ไม่ทราบว่าท่านเซียนมีนามว่าอะไร…”
“ผู้น้อยกลับไปจะตั้งป้ายบูชาท่านเซียน!”
“…”
แต่นักพรตหนุ่มกลับส่ายหน้ามิยอมโต้ตอบ เพียงกล่าวว่าตนเป็นแค่นักพรตพเนจรที่มีวิชาติดตัวเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
ขณะเดียวกันเขาก็แจกจ่ายน้ำอย่างเข้มงวดนัก แม้แต่คนที่กระหายจนหมดสติไป เขาก็ป้อนน้ำให้มากที่สุดเพียงสิบอึก
หลังผ่านไปสิบอึก บางคนฟื้นคืนสติได้ในทันทีและรีบขอบคุณเขา แม้คนที่ยังไม่ฟื้นก็พ้นขีดอันตรายแล้ว เพียงพักอีกครู่หนึ่งก็จะตื่นขึ้นมา หากได้ทานแตงโมอีกสักคำสองคำเพื่อเพิ่มพลังงาน ก็เพียงพอที่จะประคับประคองไปจนถึงเมืองซาโจว
ทว่าแตงโมนั้นมีขนาดจำกัด แต่ผู้คนที่นอนล้มระเนระนาดอยู่ข้างจุดพักม้าเย่าเฉวียนกลับมีมากมาย ทั้งผู้ที่อ่อนแรง ผู้ที่หมดสติ และผู้ที่ยังคงหลั่งไหลมายังจุดพักม้าด้วยความหวังสุดท้ายที่จะได้เติมน้ำจากแอ่งน้ำอันเลื่องชื่อบนเส้นทางสายไหม การเดินมาถึงที่นี่นับว่าใช้แรงเฮือกสุดท้ายไปหมดแล้ว ต่อให้แบ่งแตงโมให้ทานคนละคำสองคำ ย่อมไม่พอแน่นอน
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวจำต้องหยิบเมล็ดแตงโมออกมาเมล็ดหนึ่ง ฝังลงไปในผืนทราย
เขาหยดน้ำลงไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งถูกทรายอันแห้งผากดูดซับไปในทันที
ทว่าพอนักพรตหนุ่มชี้นิ้วลงไป โปรยปรายแสงอาคมลงมาเพียงนิด ผืนทรายที่จับตัวเป็นก้อนพลันปริแตก ปรากฏยอดอ่อนสีเขียวขจีผุดขึ้นมา
ยอดอ่อนนั้นเติบโตไวปานลมพัด ยอดอ่อนที่สั่นไหวไปตามแรงลมค่อยๆ ยืดตัวยาวออกราวกับอสรพิษที่เลื้อยไปตามพื้น เพียงชั่วอึดใจก็ถักทอเป็นเถาวัลย์ยาวเหยียด ใบไม้คลี่ขยายจากสีเขียวอ่อนกลายเป็นเขียวมรกต แล้วเข้มขึ้นจนเป็นสีเขียวเข้ม ดอกไม้สีเหลืองอร่ามพลันเบ่งบาน
เพียงเพิ่งจะคลี่กลีบดอกให้ผู้คนได้เห็น มันก็เหี่ยวเฉาและหลุดร่วงลงไป แทนที่ด้วยผลอ่อนเล็กๆ เท่าเม็ดถั่ว
มิทันได้มองให้ชัด เม็ดถั่วก็กลายเป็นลูกกลมเล็กเท่าไข่นกกระทา สีเขียวสดมีลวดลายปรากฏชัดเป็นรูปแตงโม เพียงพริบตาเดียวมันก็ใหญ่เท่าไข่ไก่ และอีกพริบตาก็ใหญ่กว่ากำปั้น
และนี่มิใช่เพียงลูกเดียว
บนเถาวัลย์นั้นติดผลรวมกันถึงสามลูก
เพียงไม่นาน บนเถาก็มีแตงโมขนาดเท่าศีรษะคนอยู่สามลูก แต่ละลูกสีเขียวสดเป็นมันวาว ลวดลายสีเข้มชัดเจน ชวนให้ผู้คนที่หิวโหยน้ำลายสอไปตามๆ กัน
ขณะเดียวกันทุกคนต่างก็ตื่นตะลึงยิ่งนัก
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ พวกเขาคล้ายกับได้เห็นกระบวนการเติบโตของแตงโมที่ปกติกินเวลาหลายเดือนผ่านไปในพริบตา
ซ่งโหยวเดินเข้าไปก้มเก็บแตงโมเหล่านั้น ผ่าออกจนเห็นเนื้อในสีแดงระเรื่อราวกับสีอิงเถา สลับกับเม็ดสีเหลืองอำพัน แล้วนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ที่หมดสติเพราะแสงแดดแรงจัดและขาดน้ำ ในยามนี้ต่อให้พวกเขามีเสบียงแห้งติดตัวก็คงกลืนไม่ลง แตงโมเพียงไม่กี่คำนั้นช่างประจวบเหมาะ ทั้งเติมน้ำ เติมน้ำตาล กลืนง่าย และย่อยไว
แตงโมที่เพิ่งออกผลท่ามกลางแดดจ้า ทว่ากลับยังมิทันถูกแดดเผาจนร้อน จึงเปี่ยมไปด้วยความเย็นชุ่มฉ่ำช่วยคลายร้อน
เพียงกลืนลงคอ เพลิงระอุก็พลันมอดดับ เมื่อฟันกระทบเนื้อ ก็รู้สึกเย็นเยียบดุจเกล็ดหิมะ
เสียงซดน้ำแตงโมดังไปทั่วบริเวณ
เหล่านักเดินทางและขบวนค้าคนอื่นๆ ต่างมองด้วยความกระหายทว่าไม่มีใครกล้าเข้าไปแย่งชิง อาจเป็นเพราะผู้ที่สัญจรบนเส้นทางนี้ส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเขลาไร้สติ จนกระทั่งมีคนหนึ่งละสายตามามองซ่งโหยวอย่างลองเชิง แล้วทรุดตัวลงเด็ดใบแตงโมมาเคี้ยวทาน จนเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา
จริงด้วย
ไม่มีแตงโมให้กิน ทว่าเถาวัลย์นี้ก็มิได้สั้นเลยแม้แต่น้อย บนนั้นมีใบไม้สีเขียวสดมากมาย ซึ่งเปี่ยมไปด้วยน้ำและยังเป็นใบไม้เขียวขจีที่หาได้ยากยิ่งในแถบตะวันตกเฉียงเหนือ นับเป็นของล้ำค่าเช่นกัน
ผู้คนต่างพากันรุมเข้าไปเด็ดใบมาทาน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตนเองไม่ได้ทานผักใบเขียวมานานเกินไป หรือเพราะกระหายน้ำจนเกินเยียวยา หรือเป็นเพราะแตงโมที่ท่านเซียนปลูกนั้นไม่ธรรมดา แม้จะเป็นเพียงใบไม้ที่ทานเข้าไป ทว่ากลับให้ความรู้สึกเย็นชุ่มฉ่ำคลายร้อนอย่างน่าอัศจรรย์ ความเย็นนั้นแล่นผ่านลำคอลงไปอย่างลื่นไหลและแผ่ซ่านไปทั่วทรวงอก ก่อนจะกระจายไปสู่ทั่วสรรพางค์กาย
มันคือสายลมเย็นท่ามกลางความร้อนระอุที่จวนจะลมจับ คือหยาดแอ่งน้ำใสสะอาดท่ามกลางความกระหายที่จวนจะหมดสติ ความรู้สึกนี้ช่างแสนสบายนัก ต่อให้เป็นพ่อค้าที่เห็นแก่ผลกำไรเป็นที่ตั้ง ในใจยามนี้กลับรู้สึกว่าความรู้สึกนี้มีค่าควรเมืองยิ่งกว่าทองพันชั่ง
เมื่อเห็นคนเหล่านั้นดูมีความสุขยิ่งนัก ผู้คนจำนวนมากก็ยิ่งกรูกันเข้ามา แย่งชิงใบไม้เหล่านั้นไปทานจนสิ้น
ใบไม้สีเขียวบนเถาแตงถูกรุมทึ้งจนหมดสิ้นในพริบตา มิหนำซ้ำสุดท้ายกระทั่งเถาแตงก็ยังถูกฉีกมาเคี้ยวกันจนได้
ทุกคนยังคงรู้สึกไม่เต็มอิ่ม
แต่ก็มิอาจรู้ได้ว่าเนื้อแตงโมนั้นจะมีรสชาติเลิศล้ำเพียงใด
สายตาฝูงชนต่างจับจ้องไปยังกลุ่มคนที่ได้ลิ้มรสแตงโมเหล่านั้น
ในที่สุด พวกพ่อค้าที่มีหัวไวก็เริ่มได้สติ พวกเขาใจหายวาบด้วยความกังวลว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นเหมาะสมหรือไม่ จะเป็นการขัดขวางกิจของเซียนหรือทำลายอาคมของท่านไปหรือเปล่า และจะถูกท่านเซียนตำหนิโทษเอาได้หรือไม่ ต่างคนจึงเริ่มลอบมองปฏิกิริยาของนักพรตหนุ่มเป็นระยะ
ทว่ากลับเห็นเพียงใบหน้าที่สงบนิ่ง สงบจนดูเปี่ยมด้วยความเมตตา ราวกับเทพเซียนที่เดินลงมาจากแท่นบูชาในศาลเจ้าไม่มีผิดเพี้ยน เพียงโบกมือให้พวกเขาพลางกล่าวว่า
“ทุกท่าน หากไม่มีน้ำให้เติมแล้วก็จงกลับเมืองซาโจวเถิด หรือมิเช่นนั้นก็มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเสีย ดึงดันไปข้างหน้าต่อย่อมมีแต่ความตายรออยู่ เงินทองนั้นมีค่าก็จริงอยู่ แต่ชีวิตคนเรานั้นมีค่าเหนือยิ่งกว่าสิ่งใด”
ที่เมืองซาโจวยังพอมีน้ำเหลืออยู่
เพียงแต่หายากยิ่ง และราคานั้นสูงค่าประดุจเงินทอง
“ขอบพระคุณท่านเซียน…”
“มิทราบว่าท่านคือเทพเซียนจากที่ใด…”
“ท่านเซียนโปรดทิ้งนามไว้ให้พวกเราบูชาด้วย!”
“ข้าหาใช่เทพเซียน เป็นเพียงนักพรตธรรมดาเท่านั้น” ซ่งโหยวไม่ได้อยู่รอฟังคำขอบคุณ และไม่ปรารถนาจะรับการกราบไหว้จากใคร เพียงก้าวเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ม้าสีแดงก่ำเดินเยื้องย่างตามไป เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งเป็นจังหวะ
แมวสามสีเหลียวมองเหล่าพ่อค้าและนักเดินทางแวบหนึ่ง ก่อนจะมองดูซากเถาแตงโมบนพื้น แล้วรีบวิ่งเหยาะๆ ตามนักพรตหนุ่มไปในทันที
สิ่งที่ทิ้งไว้เบื้องหลังมีเพียงเงาหลังของกลุ่มคนอาภรณ์พลิ้ว
เบื้องหน้ายังมีพ่อค้าหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย
เบื้องหลังก็ยังมีขบวนค้าจากประจิมทิศเดินทางเข้ามาเช่นกัน
“เฮ้อ…”
นักพรตหนุ่มอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ
ไม่นานนักเขาก็เดินมาถึงริมแอ่งน้ำจันทร์เสี้ยว
ที่นั่นยังมีทหารสองนายนิ่งถือทวนเฝ้ายามอยู่ ทว่าสีหน้าของพวกเขากลับดูลนลานชอบกล
หากจะกล่าวว่าเมืองซาโตวคือมุกประดับชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรต้าเยี่ยน สระเย่าเฉวียนแห่งนี้ก็คือตาน้ำแห่งชีวิตของซาโจว ยามก่อนที่เมืองจะถูกสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าที่สัญจรไปมา คนท้องถิ่น หรือแม้แต่สัตว์ป่าและภูตผีปีศาจในทะเลทราย ต่างก็มาอาศัยดื่มน้ำที่นี่ เมื่อซาโจวรุ่งเรืองขึ้น ความหมายของสระเย่าเฉวียนก็เปลี่ยนไป มิใช่เพียงที่พักเติมน้ำของนักเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เหล่านักปราชญ์ ขุนศึก หรือชาวต่างชาติต่างเมืองต้องมาเยือนสักครั้งหากได้ผ่านมา
นับเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของเมืองซาโจวไปแล้ว
ต่อมาถึงขั้นมีข่าวลือว่าแอ่งน้ำแห่งนี้ศักดิ์สิทธิ์ ดื่มแล้วรักษาโรคได้ กระทั่งพรรณไม้รายรอบก็กลายเป็นยาสมุนไพรชั้นยอด แม้แต่ปลาในน้ำหากใครได้กินจะมีอายุยืนยาวหมื่นปี
ด้วยเหตุนี้จึงถูกขนานนามว่าเป็นแอ่งน้ำโอสถ
เดิมทีหน้าที่ของทหารทั้งสองคือการปกป้องแอ่งน้ำแห่งนี้ เพราะทั้งเจ้าเมืองและชาวบ้านต่างเชื่อว่าแอ่งน้ำกลางทะเลทรายนี้กำเนิดขึ้นด้วยปาฏิหาริย์ จะปล่อยให้แห้งขอดมิได้เด็ดขาด เพราะเกรงว่าหากแห้งไปแล้วมันจะไม่มีวันกลับมาเปี่ยมล้นได้ดังเดิม
ทว่าเมื่อครู่นี้เอง ระดับน้ำกลับลดวูบลงไปดื้อๆ น้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดหายไปเกือบหนึ่งในสาม
ทหารทั้งสองต่างตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก
จากการตรวจสอบดู จึงได้ความว่ามีนักพรตผู้หนึ่งกำลังใช้น้ำเต้าแจกจ่ายน้ำให้แก่เหล่านักเดินทางที่จวนจะแห้งตายอยู่ริมทาง น้ำเต้าใบเล็กจ้อยแต่กลับมีน้ำเทออกมาไม่รู้จักหมด
ฟังดูเหมือนกลเม็ดหลอกเด็กของพวกนักต้มตุ๋นในยุทธภพ
ทหารกล้าแดนตะวันตกนั้นฝีมือมิได้ด้อยไปกว่าทหารชายแดนเหนือ หากเป็นยามปกติคงถือทวนคว้ากระบี่พุ่งเข้าใส่ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นยอดคนจากสำนักใดหรือมีวิชาอาคมอาลัย ก็ต้องลองดูว่าคมดาบจะฟันเข้าหรือไม่ ทว่าพวกเขากลับจำได้ว่านี่คือยอดคนที่เคยพบเมื่อหลายวันก่อน เมื่อกลับไปแล้วยังเคยได้ยินนายกองเล่าเรื่องราวที่ชายแดนเหนือให้ฟังอีกเล็กน้อย จึงมิกล้าขัดขวาง ได้แต่ยืนกระสับกระส่ายอยู่ในใจ
ใจหนึ่งก็คิดว่าในเมื่อยอดคนผู้นี้เป็นคนตักน้ำไป เบื้องบนคงไม่เอาความพวกตน แต่อีกใจก็กลัวว่าหากแอ่งน้ำแห้งแล้วไม่ไหลกลับมา เบื้องบนไม่มีที่ให้ระบายโทสะ ย่อมต้องมาลงโทษที่พวกเขาเป็นแน่
ยามที่นักพรตเดินเข้ามาหา พวกเขายังคงกระวนกระวายใจ
ทว่ากลับเห็นนักพรตหนุ่มแสดงกิริยานอบน้อมมีมารยาท พร้อมกล่าวกับพวกเขาว่า “วันนี้ข้าเดินผ่านทางนี้ เห็นผู้คนมากมายจวนจะสิ้นใจด้วยความกระหายน้ำจนมิอาจนิ่งดูดาย จึงได้ตักน้ำจากแอ่งน้ำไปบ้าง โปรดแจ้งต่อนายกองและท่านแม่ทัพด้วยว่า เป็นซ่งโหยวแห่งอารามฝูหลงที่ตักไป ภายในหนึ่งร้อยวัน ข้าจะนำน้ำมาคืนให้สระเย่าเฉวียนสิบเท่าร้อยเท่า เพื่อมิให้ท่านทั้งสองต้องเดือดร้อน ข้าจะไปชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ประจำจุดพักม้าด้วยตนเองเช่นกัน”
“ขอรับ…”
“หากพวกท่านยังถูกตำหนิโทษ ก็โปรดไปแจ้งข้าที่นั่น” ซ่งโหย่วกล่าวพลางหันหลังไปชี้มือไปยังภูเขาทรายที่อยู่ถัดไป “อีกหลายวันนับจากนี้ ข้าจะอยู่บนเขาลูกนั้น”
ทหารทั้งสองหันมองตามมือที่ชี้ไป
นั่นคือยอดภูเขาทรายที่สูงที่สุดในบริเวณนั้น และสูงที่สุดในบรรดาสันเขาที่ล้อมรอบเมืองซาโจว
ภายใต้แสงสุริยา มันดูโอ่อ่าตระการตาประดุจหอทองคำ
นักพรตหนุ่มคำนับลาพวกเขา แล้วมุ่งหน้าไปยังจุดพักม้าเพื่อไหว้วานให้เจ้าหน้าที่ส่งคนไปคอยแจ้งเหล่านักเดินทางตามรายทางว่า ไม่อาจตักน้ำในสระเย่าเฉวียนได้แล้ว เพื่อไม่ให้พวกเขาเห็นที่นี่เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ต้องใช้แรงเฮือกสุดท้ายเดินมาถึงแต่กลับต้องมาล้มตายอยู่ที่นี่ จากนั้นเขาก็ขอหยิบยืมโต๊ะสักตัวเพื่อใช้จัดตั้งแท่นบูชา
ครั้นเสร็จสิ้นธุระ เขาก็เริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าสู่ยอดภูเขาทราย
ในเมื่อท่านเซียนหูมู่มิอาจรวบรวมไอความชื้นที่นี่ได้ เขาก็จะรวบรวมด้วยตนเอง หากไอความชื้นและพลังวิญญาณในใต้หล้านี้มีไม่เพียงพอ เขาก็จะสละตบะบารมีของตนเติมเต็มลงไปให้ครบถ้วน…เขาไม่เชื่อหรอกว่า ฝนห่าใหญ่นี้จะไม่มีวันตกลงมา!
………………..