ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 531 เรื่องราวในอาณาจักรเพลิงพิภพ
บทที่ 531 เรื่องราวในอาณาจักรเพลิงพิภพ
………………..
เบื้องหน้าคือผืนดินที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง
มันต่างจากป่าชิงถงในค่ำคืนนภาแดงฉานนั่น เปลวไฟตรงหน้านี้มิได้แผ่ขยายกว้างไกลเท่า และมิได้ลุกโชนรุนแรงเท่า ทั้งยังมิได้มีอำนาจบาตรใหญ่ดั่งเพลิงวิหคเทพ มันเป็นเพียงไฟธรรมดาสามัญที่ปกคลุมพื้นที่รัศมีหลายสิบลี้ ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ บนผืนดินไม่มีเชื้อไฟใดๆ ให้เผาไหม้เลย เปลวเพลิงเหล่านั้นราวกับอุบัติขึ้นมาจากความว่างเปล่า ผุดขึ้นมาจากพื้นดินเสียดื้อๆ
หากพินิจให้ดีจะพบว่า บนพื้นดินมักจะมีรอยแยกหรือไม่ก็รูโหว่
เปลวเพลิงพ่นออกมาจากรอยแยกและรูเหล่านั้น
ดูราวกับมันมาจากใต้พิภพจริงๆ
ท่ามกลางม่านหมอกแห่งไฟ เห็นสิ่งปลูกสร้างที่เป็นบ้านเรือนหินและกำแพงเมืองอยู่รำไร
“ไม่มีฟืนเลย” แมวสามสีจ้องมองไปข้างหน้าก่อนจะหันมามองนักพรตหนุ่ม “ดินผืนนี้พ่นไฟได้เหมือนแม่นางสามสีเลยเมี๊ยว”
“…”
ซ่งโหยวมิได้เอ่ยคำใด เพียงแต่สะบัดไม้เท้าในมือหนึ่งครา
ฟู่!
เปลวเพลิงเบื้องหน้าพลันแยกออกประหนึ่งหลีกทางให้เขา
นักพรตหนุ่มก้าวเดินเข้าไปในทันที
ม้าขนแดงเดินโอนเอนตามเขาไป เสียงกระดิ่งดัง กรุ๊งกริ๊ง ไปตามทาง
คลื่นความร้อนปะทะหน้า ราวกับจะย่างพวกเขาให้สุก
นักพรตหนุ่มเป่าลมปากออกมาอีกครา อุณหภูมิพลันมลายหายไปถึงเก้าในสิบส่วน
แมวสามสีเดินตามติดอยู่ที่ข้างเท้าของเขา นางมองซ้ายทีขวาที พยายามมองหาว่าเปลวไฟเหล่านี้มาจากที่ใด
อานิสงส์จากการฝึกฝนอาคมธาตุไฟมาหลายปี ทำให้นางมีความเข้าใจในไออวลแห่งเปลวเพลิงได้ไม่เลว และอานิสงส์จากการช่วยนักพรตเก็บฟืนก่อไฟมานานปี ทำให้นางมีประสบการณ์ก่อไฟโชกโชน แม้แต่สมองแมวเล็กๆ ของนางก็ดูออกว่าไฟนี้มาจากที่ใด เพียงแต่ยังไม่เข้าใจเหตุผลนัก นางจึงทำหน้าครุ่นคิดและคอยหันไปมองนักพรตเป็นระยะ ราวกับว่าบนใบหน้าของเขามีคำตอบเขียนเอาไว้
ซ่งโหยวยังคงก้าวเดินต่อไป
เบื้องหน้ามีบ้านเรือนและกำแพงหินจริงๆ สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนภูเขา ดูคล้ายกับเมืองที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาและมีป้อมปราการประดับอยู่ ยามที่นักพรตเดินเข้าไปใกล้ ภาพเหตุการณ์ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือ ‘อาณาจักรเพลิงพิภพ’ เมื่อครั้นอดีตกาล
แม้จะเรียกว่าเป็นอาณาจักร ทว่าความจริงกลับเล็กจ้อยนัก เกรงว่าอาจจะเล็กกว่าเมืองทั่วไปสักเมืองทางตอนใต้ของอาณาจักรต้าเยี่ยนเสียด้วยซ้ำ ประชากรยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แน่นอนว่าในยามนี้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่แล้ว
ทว่าเมื่อมองไปไกลๆ ดูเหมือนจะมีพวกภูตผีปีศาจที่ไม่เกรงกลัวไฟแอบซ่อนอยู่ด้านใน พวกมันโผล่หัวออกมาจากช่องหน้าต่างหิน แอบมองผู้มาเยือนอย่างเงียบเชียบ เมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนดูมีฤทธิ์เดชไม่เบา ก็รีบหดหัวกลับเข้าไปอย่างรวดเร็วและหายตัวไปที่ใดไม่ทราบได้
ซ่งโหยวหาได้สนใจพวกมัน
ตามคำบอกเล่าของเจ้าเมืองจาง เดิมทีอาณาจักรเพลิงพิภพเป็นอาณาจักรเร่ร่อนที่สร้างขึ้นใจกลางทะเลทรายลึก เนื่องจากสร้างอยู่บนหลุมไฟใต้ดิน ทุกรอยแยกหรือรูโหว่ในเมืองจึงมีไอความร้อนที่ติดไฟได้พวยพุ่งออกมา เปลวเพลิงในหลายแห่งลุกโชนต่อเนื่องทั้งปีไม่มีดับ แม้ฝนตกก็ไม่มอดลง คนท้องถิ่นใช้มันปรุงอาหารและย่างเนื้อ เมื่อเวลาผ่านไปผู้คนก็หลั่งไหลมามากขึ้น คนภายนอกที่เดินทางมาถึงต่างก็รู้สึกประหลาดใจ จึงพากันเรียกว่าอาณาจักรเพลิงพิภพ
อาณาจักรเพลิงพิภพเคยรุ่งเรืองอยู่ยุคหนึ่ง
ทว่าเมื่อร้อยกว่าปีก่อน มีแคว้นหนึ่งในดินแดนตะวันตก มิเพียงไม่เคารพยำเกรงต้าเยี่ยน ไม่ส่งเครื่องราชบรรณาการ แต่ยังสังหารทูตของต้าเยี่ยนด้วย ต้าเยี่ยนพิโรธหนักจึงส่งกองทัพออกปราบปรามและเดินทัพผ่านทางนี้
ตามธรรมเนียมแล้ว เมื่อกองทัพหลวงเคลื่อนผ่าน บรรดาแคว้นบริวารตามรายทางมีหน้าที่ต้องจัดหาเสบียงและกำลังบำรุง ทว่าอาณาจักรเพลิงพิภพเห็นว่าแดนตะวันตกนั้นไกลปืนเที่ยง ทั้งต้าเยี่ยนยังส่งทหารมาเพียงหมื่นกว่านาย ประกอบกับที่ผ่านมาต้าเยี่ยนมักจะพ่ายแพ้มากกว่าชนะศึกนอกบ้าน อาณาจักรเพลิงพิภพจึงไม่เชื่อน้ำยา ไม่ยอมล่วงเกินแดนตะวันตกนั้น ทั้งยังถือดีว่ามีสภาพแวดล้อมพิเศษ สามารถนำไอไฟใต้ดินมาใช้ในการตั้งรับศึกได้ จึงปฏิเสธที่จะมอบเสบียงให้
ทว่ากองทัพต้าเยี่ยนมีกุนซือที่หยั่งรู้ฟ้าดิน
ครานั้นแถบนี้ยังไม่แห้งแล้งเท่าปัจจุบัน ใจกลางมหาทะเลทรายมักจะมีพายุฝนถล่มลงมาอย่างกะทันหัน
พายุฝนสะกดเพลิงพิภพไว้ได้ กองทัพหลวงจึงตีอาณาจักรเพลิงพิภพจนแตกพ่ายและสั่งฆ่าล้างเมือง นับแต่นั้นมาอาณาจักรเพลิงพิภพก็เสื่อมสลายลง จนกระทั่งเมื่อไม่กี่สิบปีก่อนจึงเริ่มมีคนกลับเข้ามาอยู่อาศัยใหม่
ในอดีตนั้นแม้จะมีเพลิงพิภพแต่ก็มิได้มากมายเท่านี้ มิได้ปกคลุมไปทั่วแผ่นดินเช่นปัจจุบัน ไฟจะผุดขึ้นมาเพียงบางแห่งที่มนุษย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เท่านั้น
ทว่าตั้งแต่ต้นปีนี้มา ไม่ทราบว่าเป็นเพราะสภาพอากาศอันแห้งแล้งหรือไม่ ผืนดินพลันปริแตกเป็นรอยแยกนับไม่ถ้วน ไอไฟพ่นออกมาทุกหย่อมหญ้าแผ่กระจายไปทั่วอาณาจักร ทันทีที่มีประกายไฟเพียงนิดเชื่อมต่อพวกมันเข้าด้วยกัน อาณาจักรเพลิงพิภพทั้งมวลก็กลายเป็นทะเลเพลิง
ไม่รู้ว่ามีกี่ชีวิตที่หนีรอดออกมาได้
ซ่งโหยวมุ่งหน้าเดินเข้าไปในตัวเมือง
สิ่งปลูกสร้างที่เป็นไม้ล้วนมอดไหม้ไปสิ้น เหลือเพียงซากหิน นักพรตหนุ่มเดินไปที่ใด เปลวไฟที่นั่นก็มอดดับลง และจะผุดขึ้นมาใหม่หลังจากที่เขาเดินผ่านไปแล้วเท่านั้น
ที่นี่ดูเหมือนจะนับถือศาสนาพุทธเช่นกัน
ซ่งโหยวมองเห็นพระพุทธรูปหิน สถูปเจดีย์หิน รวมถึงภาพสลักพระโพธิสัตว์บนผนัง ตลอดจนลวดลายทางพุทธศาสนา นามของพระพุทธองค์ และบทสวดมนต์
เห็นได้ชัดว่าครานั้นมีคนจำนวนมากหนีออกมาไม่ทัน
ผู้ที่อยู่ใกล้จุดพ่นไฟถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านทิ้งร่องรอยไว้บนพื้น ส่วนผู้ที่อยู่ห่างออกมาหน่อยแต่หนีไม่พ้น ก็ถูกย่างสดจนกลายเป็นศพแห้งในท่าทางบิดเบี้ยวซุกตัวอยู่ตามซอกกำแพง บนร่างมักจะมีสิ่งของห่อหุ้มไว้ ซึ่งนั่นคือการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของพวกเขา
เจ้าเมืองจางเล่าว่า ครานั้นมีพระโพธิสัตว์แปลงกายเป็นมนุษย์ ปลอมเป็นสมณะมายังอาณาจักรเพลิงพิภพเพื่อเตือนให้ทุกคนอพยพออกไป บางคนเชื่อและจากไป แต่บางคนก็ไม่เชื่อ
พระโพธิสัตว์องค์นี้ยังพอมีค่าควรแก่การได้รับธูปเทียนบูชาบ้าง
ทว่าในหมู่พระพุทธเจ้าแห่งดินแดนตะวันตกนั้น ก็มีพวกที่เหมือนกับเทพยดาบนสวรรค์ คือรับเอาเพียงเครื่องเซ่นสรวงแต่เกียจคร้านที่จะทำงานอยู่ไม่น้อย
เพียงแต่พวกเขาเล่นได้แนบเนียนกว่าเทพเจ้าบนสวรรค์
อย่างเช่นเทพสายฟ้า หรือท่านเซียนหูมู่ หน้าที่ของเทพเหล่านี้ชัดเจนมาก การจะรับธูปเทียนหรือความศรัทธาจากราษฎรมีข้อแลกเปลี่ยนที่ชัดแจ้งว่า ‘หากเจ้าศรัทธาข้า ข้าจะบันดาลสรรพสิ่งทั้งปวงให้’ ซึ่งถือเป็นข้อตกลง
หากทำไม่ได้ ย่อมเห็นผลชัดเจน
ทว่าบรรดาองค์พระโพธิสัตว์ส่วนใหญ่รวมถึงมหาเทพบนสวรรค์ กลับไม่มีหน้าที่หรือข้อตกลงที่ชัดเจน พวกเขาเล่นกับจิตใจมนุษย์ได้เหนือชั้นกว่ามาก ดังนั้นต่อให้รับแรงศรัทธาไปเปล่าๆ โดยไม่ทำงาน ย่อมหาหลักฐานความผิดของได้ยาก แม้จะทำหน้าที่บกพร่องไปบ้างและมีคนไปทวงถาม พวกเขาก็สามารถอ้างได้ว่าตนเองมีหน้าที่เพียงวางแผนส่วนกลาง เป็นความผิดของผู้คนเบื้องล่างที่ทำไม่สำเร็จเอง
สรุปแล้ว เป็นเพราะตำแหน่งของพวกเขาอยู่สูงส่งเกินไป
เป็นดั่งโรคภัย
เฉกเช่นเดียวกับบรรดาเทพบนสวรรค์ ที่ถึงอย่างไรก็ต้องจัดการรักษา เพียงแต่ยามนี้ยังไม่ถึงเวลา
ซ่งโหยวก้าวเดินไปอย่างเงียบสงัน ทุกครั้งที่ผ่านบ้านสักหลังเขาจะหยุดมองเข้าไปข้างใน จนกระทั่งเดินจากเชิงเขาไปถึงยอดเขา และเดินลงมาจากอีกฝั่งหนึ่ง
ในระหว่างนี้ ซ่งโหยวก็กำลังสัมผัสถึงพลังวิญญาณของสถานที่แห่งนี้
เพลิงพิภพที่แผดเผามาไม่รู้กี่ปีทำให้ไออวลเร่าร้อนยิ่งนัก อีกทั้งในปีนี้ไม่รู้ว่ามีผู้คนถูกย่างสดตายที่นี่มากเท่าใด แรงอาฆาตดูเหมือนจะยังสลักอยู่ในผืนดินแห่งนี้ ภาพความอนาถได้กลายเป็นตราประทับซึ่งหลอมรวมเข้ากับพลังวิญญาณ เมื่อซ่งโหยวกำหนดจิตพินิจให้ดี ก็คล้ายจะได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนในวันวาน
ทว่านี่เป็นเพียงภัยธรรมชาติ
ไฟนี้ก็คือไฟธรรมชาติ
ใต้ดินจะมีหลุมไฟหรือไม่เขาไม่ทราบ แต่ไฟนี้เป็นเพียงไอติดไฟที่พุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน เมื่อถูกจุดติดด้วยเหตุบังเอิญประการใดประการหนึ่ง จึงบันดาลให้อาณาจักรเพลิงพิภพกลายเป็นเช่นนี้
นอกจากนั้นแล้วก็มิได้มีพลังวิญญาณส่วนใดที่พิเศษพิโสอีก
และยิ่งไม่มีดินอีกสองทิศที่เขากำลังตามหา
มิเช่นนั้น ดินสามทิศที่ซ่งโหยวพกติดตัวมาด้วยย่อมต้องเกิดการตอบสนองแล้ว
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวค่อยๆ ก้าวเดินออกไปไกลตา
เจ้าแมวมิได้ปริปากพูด ยังคงเดินคลอเคลียอยู่ที่ข้างเท้าพลางเหลียวมองไปรอบๆ คล้ายกับมีบางอย่างผุดขึ้นในใจและกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด
ผ่านไปเนิ่นนานทีเดียว กว่านางจะรู้สึกตัว
“พวกเราจะไปแล้วหรือ”
“อืม”
“เจ้าเจอปีศาจที่ทำให้ฝนไม่ตกหรือยัง”
“ยังไม่เจอ”
“แล้วเจ้าเจอดินที่หาอยู่หรือยัง”
“ก็ยังไม่เจอเช่นกัน”
“เช่นนั้นรออีกประเดี๋ยวค่อยไปเถิด ที่นี่มีไฟเต็มไปหมดเลย ในย่ามของแม่นางสามสีมีกิ้งก่าสามตัว แมงป่องห้าตัว แล้วก็งูสีเหลืองใหญ่อีกสองตัว พวกเรามาย่างให้สุกแล้วกินก่อนค่อยไปเถิด”
“…”
“ทำไมเจ้าถึงเงียบเล่า”
“…”
“ช้าก่อน!”
“ข้าร้อนจะตายอยู่แล้ว เจ้าพูดให้น้อยลงบ้างเถิด”
นักพรตหนุ่มก้าวเดินต่อไปไม่หยุดยั้ง พลางกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย
แมวสามสีถึงกับชะงักงัน จ้องมองเขาด้วยสายตาจริงจัง
ครู่หนึ่งผ่านไป นักพรตหนุ่มก็ยังคงไม่หยุดเดิน แต่นางก็มิได้ใส่ใจ เพราะนางมีวิธีแก้ปัญหาในแบบของตนเอง
แม่นางสามสีแปลงเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง หยิบไม้เท้าไผ่เล็กๆ ของตนออกมา ร่ายอาคมกันไฟไว้บนไม้ แล้วเอางูทะเลทรายสีดินเหลืองผูกติดไว้ที่ปลายไม้ นางเดินให้ห่างจากนักพรตหนุ่มออกมาหน่อย แล้วชูไม้ไผ่ให้ยื่นออกไปนอกขอบเขตอาคมคุ้มครองของเขา อาศัยอุณหภูมิที่ร้อนจัดค่อยๆ ย่างมันอย่างช้าๆ
นางคอยดึงกลับมาดมดูบ้าง ดูบ้าง แล้วก็โรยเกลือลงไปหน่อย
เดินไปทำไป ดูวุ่นวายมิใช่น้อย
เบื้องหลัง ณ ซากปรักหักพังของอาณาจักรเพลิงพิภพ พวกภูตผีปีศาจที่ไม่กลัวไฟต่างโผล่หัวออกมาอีกครั้ง ลอบมองแผ่นหลังของกลุ่มคนที่กำลังจากไปอย่างเงียบเชียบ พวกมันไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มีที่มาอย่างไร ได้แต่รู้สึกครั่นคร้ามอยู่ในใจ
ผืนทรายและทุ่งหินกว้างสลับสับเปลี่ยนกันอีกหลายครา
แผ่นแป้งหนางของซ่งโหยวถูกใช้อย่างประหยัดมาตลอด น้ำดื่มและแตงโมยิ่งถูกถนอมราวกับทองคำ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันก็ค่อยๆ ร่อยหรอลงจนเกือบหมด
โชคดีที่นกนางแอ่นกลับมาแจ้งข่าวว่าใกล้จะพ้นเขตทะเลทรายแล้ว
ระหว่างทางเริ่มปรากฏขบวนอูฐทอดยาวเป็นสายประดุจมังกร
เส้นทางสายนี้ราวกับโรยด้วยทองคำ ทุกย่างก้าวคล้ายจะเก็บทองติดมือมาได้อีกหนึ่งก้อน แม้เบื้องหน้าจะประสบภัยแล้งรุนแรง ตลอดทางจะเต็มไปด้วยซากศพของผู้หิวโหยแห้งตาย ทว่าขบวนพ่อค้าก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไป
ซ่งโหยวร่วมเดินทางไปกับขบวนอูฐที่มาจากทิศตะวันตกอยู่ช่วงหนึ่ง และเดินสวนกับขบวนอูฐจากทิศตะวันออกนับครั้งไม่ถ้วน เดินต่อไปเช่นนี้อีกครึ่งวัน จนกระทั่งอ้อมพ้นภูเขาทรายลูกหนึ่ง สถานีพักแรมริมน้ำพุก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า สิ่งแรกที่กระทบนัยน์ตาคือหอเก๋งโบราณอันวิจิตรงดงาม และหอสังเกตการณ์ที่ตั้งอยู่เคียงกัน
ดูเหมือนระดับน้ำในน้ำพุจันทร์เสี้ยวจะลดลงไปอีกเล็กน้อย
ยังมีพ่อค้ามากมายมุ่งหน้าไปขอน้ำ และแน่นอนว่าทุกคนถูกปฏิเสธทั้งหมด
ภัยแล้งครานี้มิใช่เพียงยิ่งไปทางตะวันตกยิ่งรุนแรงเท่านั้น ทว่าเมื่อเวลาล่วงเลยไป ความแห้งแล้งก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ตอนขามา บรรดาพ่อค้าที่ถูกปฏิเสธน้ำแม้จะเสียดายยิ่งนักแต่ก็ยังมิถึงขั้นคอขาดบาดตาย อย่างมากก็แค่หาหนทางอื่นหรือไม่ก็กัดฟันเดินทางต่อ ทว่ายามนี้กลับมีพ่อค้าล้มลงกับพื้น ริมฝีปากปริแตกและเริ่มขาดสติเสียแล้ว คาดเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาอาจจะเกิดภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงและสิ้นลมลง ณ ที่แห่งนี้ภายในวันนี้เอง
แม้แต่เหล่าทหารที่เฝ้ายามอยู่ก็ยังทนดูไม่ได้ ได้แต่เบือนหน้าหนีและหลบสายตาไปทางอื่น
ซ่งโหยวยังเหลือน้ำอยู่ค่อนน้ำเต้า และยังมีแตงโมอีกลูกหนึ่ง ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะนิ่งดูดายคนตายตรงหน้า เขาจึงรีบนำพวกมันออกมาแล้วทรุดกายลงป้อนน้ำให้บรรดาพ่อค้าเหล่านั้น
ผู้คนเริ่มได้สติกลับคืนมาตามสัญชาตญาณ และเร่งดื่มน้ำอึกใหญ่
หากใครที่อาการไม่หนักนักหรือเริ่มทุเลาลงบ้างแล้ว ซ่งโหยวก็จะชักมือกลับ แล้วผ่าแตงโมแบ่งให้พวกเขาทานเป็นชิ้นๆ
ในยามนี้ไม่มีคำว่าพ่อค้า ไม่มีคำว่าดื้อรั้นดันทุรัง และไม่มีคำว่ารนหาที่ตาย มีเพียงผู้ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก และนักพรตผู้หนึ่งที่เผอิญมีความสามารถพอจะปัดเป่าความทุกข์เหล่านั้นได้เท่านั้นเอง
………………..