ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 546 ราศีผู้ทัดทาน
บทที่ 546 ราศีผู้ทัดทาน
………………..
เส้นทางสายนี้เป็นทางที่เหล่าภูตผีปีศาจมักใช้สัญจรไปมา ปราณหยางเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด กลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอายปีศาจ ปราณวิญญาณและไออัปมงคลอัน แม้แต่แสงตะวันก็ดูเหมือนจะอ่อนกำลังลง จนพาลให้รู้สึกราวกับว่าได้พลัดหลงเข้าไปในดินแดนปีศาจอีกครา
ทั้งที่ยามนี้ยังเป็นเวลากลางวัน แสงแดดกำลังเจิดจ้า
หากเป็นช่วงเวลาหลังสิ้นแสงตะวัน ในยามที่ปราณหยินแก่กล้าที่สุด ย่อมไม่อาจทราบได้เลยว่าการเดินบนถนนเส้นนี้จะชวนให้ขนหัวลุกเพียงใด หากคนธรรมดาถูกปีศาจล่อลวงจนหลงเข้ามา ช่วงกลางวันยังพอทำเนา แต่หากตกกลางคืนแล้วยังหาที่พักพิงไม่ได้ ก็คงมิต่างอะไรกับปลาบนเขียงที่รอคอยความตายจากเหล่าปีศาจร้าย
ใต้เท้าจางอดมิได้ที่จะเหลือบมองนักพรตหนุ่ม
ทว่ากลับเห็นนักพรตยังมีสีหน้าเรียบเฉยดังเดิม มือหนึ่งพยุงไม้เท้าไผ่ ย่างเท้าก้าวเดินอย่างเอื่อยเฉื่อยสม่ำเสมอ ประหนึ่งไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
ส่วนเจ้าแมวสามสีที่อยู่ข้างเท้าเขานั้น ใบหน้าบวมฉึ่งจนดูคล้ายหัวหมู ทว่าก็ยังดึงดันจะเดินบนพื้น ก้าวขาสั้นๆ เดินชิดติดแทบเท้านักพรตไปอย่างกระฉับกระเฉง อีกทั้งยังคอยเอียงคอจ้องมองใต้เท้าจางอยู่ตลอดเวลา
ฝ่ายใต้เท้าจางเองก็นับว่ามีสง่าราศีพอตัว กระชับกระบี่ก้าวเดินไปข้างหน้า
ดูไปแล้วคล้ายปราชญ์เมธี แต่ขณะเดียวกันก็ดูราวกับนักรบ
ดอกผักกาดน้ำมันสีเหลืองทองถูกแสงอาทิตย์อัสดงอาบไล้จนกลายเป็นสีแดงจัด รถขบวนไม้หอมที่อยู่ข้างกายทอประกายระยิบระยับล้อแสงยามเย็น
ภูเขาเบื้องหน้าดูเหมือนจะอยู่ใกล้เพียงเอื้อม ทว่าครั้นเดินเข้าจริงกลับไกลแสนไกล ถนนดินสายนี้แทบจะทอดตัวยาวเป็นเส้นตรงกลางทุ่งดอกผักกาดน้ำมันกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ยิ่งเดินไป ท้องฟ้าก็ยิ่งมืดสลัวลง
ครั้นถึงเชิงเขา ดวงตะวันก็ตกลับเหลี่ยมเขาไปเสียแล้ว แม้จะยังทิ้งลำแสงสีทองฉาบทั่วครึ่งขอบฟ้า แต่นั่นก็เป็นเพียงการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของแสงวัน ยามนี้ความหนาวเย็นเริ่มพัดผ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณอย่างชัดเจน
“ฟ้าจะมืดแล้ว เดินทางต่อไปไม่ได้แล้ว” ใต้เท้าจางหยุดฝีเท้า เขายังคงยืนกุมกระบี่ดั่งเคย พลางกวาดตามองไปรอบทิศด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ถึงเชิงเขาแห่งนี้แล้ว แม้จะเป็นโคนเขา ทว่าที่นี่กลับหนาวเหน็บกว่าทางฝั่งโน้นมากนัก ยามค่ำคืนต้องมีปีศาจและวิญญาณมาเยือนแน่ หากจะให้ปลอดภัย ก็คงต้องจุดกองไฟขึ้นกองหนึ่ง”
เบื้องหลังเป็นที่ราบสูงไร้แมกไม้ แต่ขุนเขาตรงหน้ากลับมีพรรณไม้หนาตา ส่วนใหญ่เป็นต้นสนประเภทผลัดใบ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งสนแห้งหรือลูกสนที่ร่วงหล่นล้วนเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี
ใต้เท้าจางจึงได้หันมาอธิบายแก่ซ่งโหยวว่า
“แม้แถบนี้จะมีปีศาจกำเริบเสิบสานอยู่ชุกชุม ทว่าส่วนใหญ่เป็นเพียงปีศาจชั้นต่ำ หากพ่อค้าหรือนักเดินทางคิดโลภมากหรือเผลอเรอไปก็อาจจะติดกับดักพวกมันได้ แต่สำหรับผู้ที่มีใจกล้าแกร่ง มีวิชาความรู้ มิถูกล่อลวงโดยง่าย และเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี พวกมันย่อมกลายเป็นเพียงตัวสร้างความรำคาญมากกว่าจะเป็นภัยอันตราย ปีศาจชั้นต่ำพวกนี้ยามกลางวันย่อมไม่กล้าบุ่มบ่ามทำร้ายคน จะกล้าปรากฏกายก็แค่ในยามค่ำคืน ขอเพียงเราจุดกองไฟไว้ข้างกาย คอยดูไม่ให้ไฟดับตลอดทั้งคืน อาศัยแสงไฟและไอความร้อน มีคนคอยเฝ้ายาม ก็ป้องกันไม่ให้พวกมันมาตอแยได้แล้ว”
ซ่งโหยวฟังจบก็ยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยขึ้นบ้าง
“ฝึกอาคมธาตุหยินนี่เอง”
เพียงประโยคเดียวนี้เอง กลับทำให้ใต้เท้าจางเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาทันที
นับแต่โบราณกาลมา ผู้ที่ได้เป็นตัวแทนราชสำนักไปเจริญสัมพันธไมตรีได้นั้น ย่อมต้องรอบรู้ทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ มีรูปโฉมสง่างาม ภายในมีกลิ่นอายผู้ทรงธรรม ภายนอกมีท่วงท่าสง่าผ่าเผย จึงจะไม่ทำให้เสียเกียรติภูมิแห่งอาณาจักร
ใต้เท้าจางเคยอ่านเจอในตำราโบราณเล่มหนึ่งว่า บรรดาปีศาจและวิญญาณในใต้หล้าที่บำเพ็ญตบะนั้น ส่วนใหญ่ล้วนดูดซับแก่นตะวันจันทรา ซึ่งก็คือพลังแห่งหยินและหยางนั่นเอง โดยเฉพาะในยามค่ำคืนที่จะเน้นบำเพ็ญกับแสงจันทร์เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ในหมู่ชาวบ้านจึงมักมีตำนานเล่าขานถึงสัตว์บางชนิดที่กลายเป็นปีศาจ หรือเมื่อเป็นปีศาจแล้วจะออกมาไหว้พระจันทร์ในยามดึกสงัด
ตอนนั้นเขายังครึ่งเชื่อครึ่งไม่เชื่อ จนกระทั่งผ่านไปหลายปีจึงแน่ใจว่าเป็นเรื่องจริง
และต่อมาจึงได้รู้ว่า ยามกลางวันปราณหยางแรงกล้า ตกกลางคืนปราณหยินเข้มข้น ปีศาจที่เน้นบำเพ็ญตนด้วยอาคมธาตุหยินจึงเก่งกาจกว่าในยามวิกาล และย่อมชื่นชอบช่วงเวลานั้น ส่วนกลางวันนั้นกลับกัน ดังนั้นปีศาจส่วนใหญ่จึงมักออกอาละวาดในยามราตรี
ทว่าท่านผู้นี้กลับชี้ชัดถึงเบื้องลึกเบื้องหลังได้เพียงประโยคเดียว
และเมื่อพิศดูสีหน้าของเขา ก็ยังคงความเรียบเฉยดังเดิม
ยามนั้นผู้ติดตามทั้งสองได้ร่วมกันเข้าไปหาฟืนในป่า ส่วนขุนนางหนุ่มก็ทำตัวประหนึ่งบ่าวรับใช้ ผูกม้าให้เรียบร้อยและปลดแอกม้าเทียมรถออก ก่อนจะอาศัยแสงสุดท้ายก่อนฟ้ามืดไปเกี่ยวหญ้าในบริเวณใกล้เคียง
เพียงแต่หญ้าแถบนี้มีสีเข้มกว่าปกติ มิทราบว่าเพราะเหตุใด ม้าทั้งสามตัวจึงดูมีท่าทางไม่อยากกินมันนัก
ผิดกับม้าขนแดงของท่านนักพรตที่เล็มหญ้าอย่างเอร็ดอร่อย
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ เจ้าแมวสามสีที่คอยเดินตามหลังนักพรตก็ยังมิวายจะเดินไปคาบลูกสนกลับมาจากป่าลึก แม้บัดนี้จะมีใบหน้าบวมเป่งราวกับหมั่นโถวนึ่ง พร้อมด้วยอุ้งเท้าพองโตข้างหนึ่ง
ครั้นราตรีมาเยือน ทุกคนหาที่บังลมได้แล้วก็นั่งลง โดยมีฟืนกองโตวางอยู่ข้างกายซึ่งเพียงพอสำหรับจุดไฟไปตลอดทั้งคืน
ลูกสนเหล่านั้นล้วนมาจากเจ้าแมว
ผู้ติดตามคนหนึ่งจัดแจงกองฟืนจนเรียบร้อย ทว่าเมื่อล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อกลับต้องชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองใต้เท้าจางด้วยสีหน้าเจื่อนๆ
“หินเหล็กไฟหายไปขอรับ!”
“เจ้านี่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย!”
น้ำเสียงของใต้เท้าจางแฝงไปด้วยความจนใจ
“…”
ท่านนักพรตกลับยิ้มบางๆ หาได้ตำหนิอันใด เพียงแต่ยกไม้เท้าไผ่ขึ้นจ่อกองฟืน
พรึ่บ…
กองไฟพลันลุกโชติช่วงขึ้นมาในทันใด
คนทั้งกลุ่มล้อมวงนั่งรอบกองไฟ ต่างหยิบเสบียงอาหารของตนออกมาแบ่งกันกิน
ซ่งโหยวพกแป้งย่าง แม่นางสามสีพกปลาไหลตากแห้งและหนูแห้ง ส่วนใต้เท้าจางพกหมั่นโถวนึ่งเนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม ทั้งยังมีเนื้อแห้งและน้ำผึ้ง ซ่งโหยวจึงขอแบ่งน้ำผึ้งมาทานบ้าง
น้ำผึ้งจากดอกผักกาดน้ำมัน อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของทุ่งดอกไม้
เมื่อกินเสร็จแล้ว ผู้ติดตามคนหนึ่งก็งีบหลับไป คงพักผ่อนรอผลัดเปลี่ยนเวรยามในช่วงครึ่งคืนหลัง ส่วนอีกคนหนึ่งก็คอยเติมฟืนอยู่ตลอดเวลา
ขุนนางหนุ่มก็มิได้ว่างเว้น เขาหยิบสมุดบันทึกและพู่กันออกมาจากรถ อาศัยแสงจากกองไฟก้มหน้าก้มตาตรวจดูอย่างละเอียด คอยตวัดพู่กันลงบันทึกเป็นระยะ เสียงพึมพำกับตัวเองและเสียงกระซิบถามความเห็นจากใต้เท้าจางในบางครา ทำให้พอเดาได้ว่าในสมุดนั้นคงเป็นการบันทึกผลการตรวจสอบเหล่าขุนนางที่ประจำการอยู่ตามด่านชายแดน
ไม่ว่าจะเป็นความจงรักภักดีต่อฮ่องเต้
เจริญไมตรีกับแคว้นรอบนอกเป็นอย่างไรบ้าง
รวมถึงมีการทุจริตหรือไม่
ขุนนางในยุคสมัยนี้ก็นับว่าลำบากไม่น้อย โดยเฉพาะขุนนางชั้นผู้น้อยที่ไร้เบื้องหลังและตำแหน่งไม่สูงเช่นนี้
ส่วนใต้เท้าจางก็นั่งสนทนาสัพเพเหระกับซ่งโหยว
ในระหว่างนั้น เจ้าแมวสามสีก็นั่งเจียมเนื้อเจียมตัวอยู่ข้างกายนักพรต หันหน้าเข้าหากองไฟ คอยยกอุ้งเท้าขึ้นมาเลียเป็นพักๆ แม้ใบหน้าที่บวมฉึ่งจะดูตลกขบขันอยู่บ้าง และดวงตากลมโตคู่เดิมก็ถูกแก้มที่บวมเป่งเบียดจนกลายเป็นตาหยีดูเกียจคร้าน ทว่าเมื่อดูจากสีหน้าของนางแล้ว เห็นได้ชัดว่านางมิได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยแม้แต่น้อย เอาแต่จ้องมองคนทั้งกลุ่มอยู่เช่นนั้น
ราตรีลุ่มลึก บริเวณเชิงเขามืดมิดสนิทตา
กองไฟให้แสงสว่างได้แค่ในอาณาเขตเล็กๆ พ้นจากแสงไฟไป ป่าเขาทั้งมวลล้วนจมดิ่งอยู่ในความมืดมิด เห็นเงาตะคุ่มไหววูบ ไกลออกไปมักมีเสียงคร่ำครวญของวิญญาณและเสียงโหยหวนของหมาป่า แว่วมากับเสียงกระซิบกระซาบในระยะใกล้ ให้ความรู้สึกราวกับว่าในป่าแห่งนี้มีปีศาจและวิญญาณซ่อนตัวอยู่ชุกชุม พวกมันล้วนลอบจับจ้องและวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาอยู่ แม้แต่ในเงามืดเบื้องหลังเจ้าม้าขนแดงที่กำลังเล็มหญ้าอย่างสงบ ก็ดูราวกับเป็นที่เร้นกายของเหล่าภูตพราย
เสียงสนทนาในความมืดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ จนชัดเจนขึ้นในที่สุด จึงพบว่าไม่ได้คิดไปเองแต่อย่างใด
เหล่าภูตผีปีศาจเหล่านี้เริ่มกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที
บางครามีสายลมพัดผ่านมาจากที่ไกลตา
บางครามีวิญญาณแอบมาลอบแก้สายจูงม้า
บางคราก็มีโคมไฟวิญญาณส่องสว่างขึ้นท่ามกลางความเลือนราง เผยให้เห็นใบหน้าดั่งดอกท้อสะคราญตา
หากเป็นคนธรรมดาสามัญเห็นภาพเช่นนี้คงขวัญหนีดีฝ่อจนสิ้นใจไปนานแล้ว
ใต้เท้าจางเองก็เริ่มจะเหลืออด ทว่าเขามิได้มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย กลับลุกพรวดขึ้นชักกระบี่ล้ำค่าข้างกายออกมา เสียงโลหะเสียดสีฝักกระบี่ดัง เคร้ง ประกายกระบี่วาววับดุจผิวน้ำยามสารทฤดูใต้แสงจันทร์ เขาปรายตามองไปรอบทิศด้วยสายตาเย็นเยียบ
“ข้าคือผู้ตรวจการแห่งต้าเยี่ยน ควบตำแหน่งองครักษ์เสื้อปัก นามว่าจางว่างชวน พวกเจ้าจงหุบปากเสียให้สิ้น มิเช่นนั้น วันนี้พวกเจ้าย่อมมอดม้วยด้วยคมกระบี่ของข้า และวันพรุ่งข้าจะนำทัพใหญ่มาเผาภูเขาลูกนี้ให้ราบ!”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่นดุจขุนเขาไท่ซาน เปี่ยมด้วยสง่าราศีไม่มีผู้ใดเปรียบ
ชั่วขณะนั้น แม้แต่เหล่าปีศาจและวิญญาณในป่าเขาก็ยังถูกข่มขวัญจนกลัวไปหมด
รอบกายพลันเงียบสงัดลงไปหลายส่วน
นี่คือราศีอันสง่างามของทูตแห่งต้าเยี่ยน พ่วงด้วยบารมีของคำว่าต้าเยี่ยนที่แผ่ซ่านไปทั่วผืนแผ่นดินแห่งนี้
ผ่านไปเนิ่นนาน จึงเริ่มมีเสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นอีกครา เป็นสำเนียงภาษาต้าเยี่ยนที่แปร่งหู กล่าวถากถางว่าหากพวกเขามีฝีมือปานนั้นจริง ไฉนในหุบเขาแห่งนี้จึงยังมีศพทหารกว่าสี่หมื่นนายถูกฝังอยู่ใต้หิมะเล่า
ใต้เท้าจางได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด เขาคว้าคันศรข้างกายผู้ติดตามขึ้นมาในพริบตา ขึ้นสายพาดลูกธนูแล้วน้าวสายจนเต็มวงอย่างง่ายดาย ก่อนจะเล็งไปทางต้นเสียงนั้นแล้วแผลงศรออกไป
เฟี้ยว!
ลูกธนูขนขาวพุ่งหายเข้าไปในความมืดทันที
ตามมาด้วยเสียงร้องตกใจและเสียงฝีเท้าวิ่งหนีอลหม่าน หลังจากนั้นทั่วทั้งขุนเขาก็ตกอยู่ในความเงียบสงัดอย่างแท้จริง
ซ่งโหยวอดมิได้ที่จะกล่าวชมเชยว่า “ใต้เท้าช่างมีราศีน่าเลื่อมใสยิ่งนัก”
“ดินแดนตะวันตกนี้เดิมทีก็วุ่นวายอยู่แล้ว ตัวข้าเดินทางอยู่ในแถบนี้มานานหลายปีจึงได้พบว่า เหล่าปีศาจและวิญญาณชั้นต่ำพวกนี้ มิอาจเจรจาด้วยเหตุผลได้ ต้องใช้ฝนธนูและเพลงกระบี่ที่พริ้วไหวดุจกลีบบัวเท่านั้นจึงจะสยบพวกมันได้”
ใต้เท้าจางกล่าวแล้วก็นั่งลง
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม
พลันมีลมพัดอู้ขึ้นในราวป่า
จะว่าไปแล้ว ในป่าเขามีลมพัดอยู่ตลอดเวลา ทว่าลมในครานี้กลับพัดเข้ามาถึงที่พักซึ่งเป็นจุดบังลม
วูบ…
แรงลมเป่าจนเปลวไฟสั่นไหวไม่มั่นคง ประกายไฟแตกกระเด็นกระจาย
“…”
ผู้ติดตามที่กำลังเติมฟืนอยู่พลันตื่นตัวขึ้นทันที เขาหันไปจ้องเขม็งยังทิศทางที่ลมพัดมา ส่วนผู้ติดตามอีกคนที่กำลังหลับสนิทก็ลืมตาโพลงขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครเรียก เขาผุดลุกขึ้นนั่ง ทั้งสองคนต่างเอื้อมมือไปกุมคันศรและกระบี่ เตรียมพร้อมรับมือ เพียงเท่านี้ก็เห็นได้ชัดว่า ทั้งคู่ต้องเป็นยอดฝีมือผู้ชำนาญการสู้รบอย่างแน่นอน
มิน่าเล่าถึงได้รับเลือกให้ติดตามราชทูตออกมายังดินแดนโพ้นทะเลเช่นนี้
ผู้ติดตามคนหนึ่งใช้กิ่งไม้เขี่ยลูกสนที่ถูกเผาจนแดงโชนออกมาจากกองไฟ แล้วสะบัดกิ่งไม้เบาๆ ส่งลูกสนนั้นพุ่งไปยังเงามืด
พรึ่บ…
ลูกสนที่ปลิวไปทิ้งรอยประกายไฟเป็นทาง
แปะ…
ขลุกๆๆ…
ลูกสนสีแดงสว่างไสวตกลงบนพื้น ขณะที่มันยังคงกลิ้งต่อไป เปลวไฟก็ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง ประกายไฟร่วงหล่นระหว่างทางจนกระทั่งแสงไฟส่องไปกระทบกับหน้าแข้งกำยำคู่หนึ่ง
ปึง!
เท้าข้างหนึ่งเหยียบลูกสนนั้นจนแตกละเอียด ประกายไฟพลันกระจายไปทั่ว
ร่างสูงใหญ่สายหนึ่งเดินเข้ามายังกองไฟ
เมื่อพิจารณาจากรูปลักษณ์ เขาดูคล้ายหอคอยเหล็ก ทว่าใบหน้ากลับดูเซ่อซ่าเป็นที่สุด บนหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ เขาเดินเข้ามาโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะมายืนยิ้มร่าอยู่ท่ามกลางแสงไฟ จ้องมองคนทั้งกลุ่มอย่างซื่อบื้อ
เคร้ง…
ผู้ติดตามคนหนึ่งจ้องเขาตาเขม็ง พลางค่อยๆ ชักกระบี่ออกจากฝัก
ส่วนอีกคนขึ้นสายพาดธนูเตรียมพร้อม
ทว่าใต้เท้าจางกลับจ้องมองผู้มาเยือน พลางกดมือทั้งสองคนลง พวกเขาจึงยอมสอดกระบี่เข้าฝักและลดคันศรลง แต่สายตายังคงจับจ้องผู้มาใหม่ไม่วางตา
เจ้าแมวสามสีที่หน้าบวมเป่งก็จ้องมองผู้มาเยือนเช่นกัน
ตรงหน้าคือคนประหลาดที่ไม่คิดเกรงกลัวเปลวไฟ ทั้งยังมิสะทกสะท้านต่อคันศรแกร่งและกระบี่ล้ำค่าของผู้ติดตามทั้งสอง เขายืนหัวเราะ ‘เหอๆ’ ใส่พวกเขาสักพัก ไม่พูดจา และไม่เข้าโจมตี กลับนั่งลงบนพื้นห่างจากกองไฟไปราวหนึ่งจั้ง ประหนึ่งตั้งใจมานั่งฟังบทสนทนาของพวกเขา
“เจ้าเป็นตัวอะไร!”
ใต้เท้าจางถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบขณะจ้องหน้าเขา
“เหอๆ…”
ชายผู้นั้นมิได้ตอบคำ กลับหัวเราะเซ่อๆ เช่นเดิม ซ้ำร้ายยังทิ้งตัวลงนอนตะแคง หันหน้ามาทางพวกเขา ประหนึ่งตั้งใจจะนอนหลับลงเสียตรงนั้นเอง
………………..