ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 545 จอมมารกลางหุบเขา
บทที่ 545 จอมมารกลางหุบเขา
………………..
“หืม ท่านนักพรตไม่หวาดกลัวเลยหรือ”
“ข้าไม่เคยกลัวภูตผีปีศาจ”
“ดูท่าท่านนักพรตคงจะเป็นผู้มีตบะแก่กล้าของจริงเสียแล้ว” ใต้เท้าจางเอ่ยพลางยิ้มแย้ม ท่วงท่าดูมีสง่าราศีและทรงภูมิฐานยิ่งนัก “เพียงแต่ปีศาจแถบนี้ใช่ว่าจะจัดการได้โดยง่าย ในบรรดานั้นมีบางตนที่ร้ายกาจยิ่ง แม้แต่พวกข้าที่เป็นขุนนางราชสำนักซึ่งสัญจรผ่านเส้นทางนี้เป็นประจำ ก็ยังต้องคอยหลีกเลี่ยง”
“ร้ายกาจอย่างไรหรือ”
“ดูท่าท่านนักพรตคงจะเพิ่งมาแถบนี้เป็นครั้งแรกกระมัง”
“ครั้งแรกในชีวิตเลยทีเดียว”
“ท่านช่างขวัญกล้ายิ่งนัก!”
ใต้เท้าจางหลุดหัวเราะออกมา ก่อนจะถามไถ่ว่าเขามาจากทิศใดและจะมุ่งหน้าไปแห่งไหน เมื่อเห็นว่าเป็นทางเดียวกันจึงเอ่ยชวนว่า “ตัวข้าเป็นผู้ที่เลื่อมใสในวิถีแห่งเต๋า การได้พบนกพรตชาวต้าเยี่ยนในที่แห่งนี้มิใช่เรื่องง่าย หากมิรังเกียจ ท่านนักพรตร่วมทางไปกับข้าสักระยะเถิด ระหว่างทางจะได้มีสหายสนทนา”
“ข้ายังต้องนอนพักกลางวันอยู่ที่นี่อีกสักครู่”
“พวกข้าเองก็ตั้งใจจะพักผ่อนพอดี ปล่อยให้ม้าได้เล็มหญ้าเสียหน่อย”
“เช่นนั้นก็ประจวบเหมาะนัก”
ซ่งโหยวยิ้มบางๆ มิได้ปฏิเสธน้ำใจเลย
ผู้ตรวจการควบตำแหน่งองครักษ์เสื้อปักจึงนั่งลงใต้ร่มไม้ด้วยกัน ส่วนผู้ติดตามทั้งสองและบัณฑิตหนุ่มอีกคนพาม้าไปปล่อยให้เล็มหญ้า พร้อมกับคอยเฝ้าดูไม่ให้พวกมันเดินเข้าไปในทุ่งดอกน้ำมันจนทำลายพืชพรรณของชาวบ้าน
ซ่งโหยวเอนกายพิงต้นไม้ลงอีกครั้ง ดวงตาหรี่ลงกึ่งหลับกึ่งตื่น เบื้องหน้าคือยอดใบไม้เขียวขจี เสียงของใต้เท้าจางพลันแว่วเข้ามาสู่โสตประสาท
“ที่แห่งนี้ช่างรื่นรมย์นัก ทิวทัศน์งดงาม แสงแดดอุ่นสบาย สายลมโชยพอดี มิร้อนจนเกินไป สมกับเป็นผู้บำเพ็ญตนที่รู้จักแสวงหาความสำราญ” ใต้เท้าจางกล่าว “หากไม่มีปีศาจชุกชุมปานนี้ ก็นับว่าเป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมทีเดียว”
“ใต้เท้าไม่กลัวปีศาจหรือ”
“ก็แค่ปีศาจ มีสิ่งใดน่ากลัว ราชสำนักส่งพวกข้าออกมา ย่อมหมายมุ่งสู่ขุนเขาคมดาบทะเลแห่งเพลิงดินแดนป่าเถื่อนทั้งปวง หากขลาดกลัวก็คงไม่มาเสียแต่แรก” ใต้เท้าจางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อีกทั้งพวกข้ามาในฐานะทูต ย่อมเป็นตัวแทนของต้าเยี่ยน พกกระบี่คมคายไว้กับเอว แบกรับภารกิจของบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจหรือคนป่าเถื่อน หากกล้าก่อความวุ่นวาย ข้าจะทำให้มันต้องหลั่งเลือดภายในห้าก้าว”
วาจานั้นเปี่ยมไปด้วยอานุภาพและพลังมหาศาล
ซ่งโหยวพยักหน้าเห็นด้วย
ทูตในยุคนี้ มักเป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยความสามารถด้านบุ๋นและบู๊ ฝีปากคมคาย กล้าหาญเหนือคนธรรมดา นับเป็นกลุ่มคนที่ทรงสง่าราศีที่สุดในยุคสมัย
“ใต้เท้าพบเจอปีศาจอยู่บ่อยครั้งหรือ”
“พบเจอมาบ้าง ปีศาจแถบนี้แม้จะมุ่งหมายเอาชีวิตคน ทว่าก็น้อยนักที่จะกล้าฉุดคร่าคนไปกินดื้อๆ ทั้งยังไม่กล้าลงมืออย่างโจ่งแจ้งท่ามกลางแสงตะวัน ส่วนใหญ่มักจำแลงกายเป็นมนุษย์ ใช้ถ้อยคำลวงล่อหลอกใช้ หากไม่ใช่เพื่อลวงคนเข้าสู่กับดักหรือถ้ำของพวกมัน ก็มักจะทำให้คนหลงทางจนมิอาจเดินทางถึงจุดหมายในยามค่ำคืน และต้องเร่ร่อนอยู่กลางขุนเขาใหญ่” ใต้เท้าจางเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มหยันออกมาเล็กน้อย “ทว่าน่าเสียดายที่ปีศาจแถบนี้โง่เขลาเกินไป ยามที่พวกมันจำแลงร่างเป็นมนุษย์มาหลอกลวงชาวต้าเยี่ยนด้วยภาษาทางการ สำเนียงกลับฟังดูพิลึกนัก ยังเทียบพวกนกหน้าลิงไม่ติดเลย แต่พวกมันกลับชอบจำแลงเป็นชาวต้าเยี่ยนนัก ช่างน่าขันที่มองปราดเดียวก็จับได้แล้ว”
กล่าวจบ เขากับผู้ติดตามด้านหลังก็พากันหัวเราะออกมา
“ท่านนักพรตไม่ต้องกังวลไป พวกข้าคือมนุษย์แน่นอน” ใต้เท้าจางกลัวว่าเขาจะหวาดระแวงจึงเอ่ยปลอบใจทั้งรอยยิ้ม “ในที่แห่งนี้ ต่อให้เป็นปีศาจก็ไม่กล้าจำแลงกายเป็นขุนนางของราชสำนักต้าเยี่ยนหรอก มิเช่นนั้นทัพใหญ่สองหมื่นนายที่เมืองกู่เฉิงเบื้องหน้าคงได้ยกพลมาถล่มภูเขาในวันรุ่งขึ้นเป็นแน่”
“ข้าเองก็เป็นมนุษย์เช่นกัน”
“ข้าก็เดาไว้เช่นนั้น แถวนี้ไม่เคยมีนักพรตปรากฏตัวมาก่อน เจ้าพวกปีศาจคงนึกภาพมาจำแลงกายไม่ออกหรอก”
ใต้เท้าจางเอ่ยไปพลางชำเลืองมองม้าที่มิได้สวมบังเหียนหรืออานม้า รวมถึงแมวสามสีที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มหญ้าและคอยลอบสังเกตเขาอยู่เงียบๆ เขาจึงรู้สึกว่านักพรตผู้นี้ต้องมีวิชาอาคมอยู่บ้างแน่ๆ เพียงแต่จะมากน้อยเพียงใดนั้นมิอาจหยั่งรู้ได้
“ท่านนักพรตเคยได้ยินเรื่องกองทัพราชสำนักไปปราบอาณาจักรเหว่ยหลันหรือไม่”
ซ่งโหยวนิ่งคิดครู่หนึ่ง “ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเมื่อร้อยกว่าปีก่อนใช่หรือไม่”
“ถูกต้อง!” ใต้เท้าจางดูจะยินดีที่เขาพอรู้เรื่องบ้าง จึงถามต่อ “เช่นนั้นท่านนักพรตทราบหรือไม่ว่า ยามที่กองทัพหลวงตีอาณาจักรเหว่ยหลันจนแตกพ่าย เหตุใดหลังจากนั้นจึงมิมีผู้ใดกลับมารับบรรดาศักดิ์หรือรางวัลที่ราชสำนักเลย”
“เรื่องนี้ข้ามิอาจทราบได้”
ยามนั้น เจ้าแมวพลันกระโดดออกมาจากหลังพุ่มหญ้า ท่วงท่าของนางช่างแผ่วเบาและคล่องแคล่วดั่งแมวธรรมดาทั่วไป นางมองนักพรตของนางด้วยความฉงน ก่อนจะมองคนแปลกหน้าที่กำลังสนทนาด้วย จากนั้นจึงค่อยๆ เยื้องกรายเข้ามาหมอบลงข้างกายซ่งโหยว แววตามีทั้งความระแวดระวังและความสงสัย ทว่าก็นิ่งเงียบเรียบร้อยยิ่งนัก
นักพรตหนุ่มยื่นมือออกไปลูบหลังของนางอย่างแผ่วเบา
ใบหน้าของเจ้าแมวค่อยๆ บวมเป่งขึ้นจนดูใหญ่โตผิดรูป ดูน่าขันพิกล ทว่านางกลับมิรู้สึกตัวและมิได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
“เมื่อร้อยกว่าปีก่อน แม่ทัพใหญ่อันซีได้นำของล้ำค่ามาถวายแก่ราชสำนัก ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานยิ่งนัก ทว่าก็ทรงฉุกพระทัยว่า ในเมื่อแดนตะวันตกมีของล้ำค่าเช่นนี้ เหตุใดอาณาจักรบริวารต่างๆ จึงไม่เคยส่งมาถวายเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา จึงได้ส่งทูตมาสอบสวนถึงได้ทราบความจริงว่า เหล่าอาณาจักรบริวารได้ส่งของมาถวายทุกปี ทว่ากลับถูกอาณาจักรเหว่ยหลันส่งทหารมาดักปล้นชิงไปจนสิ้น เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบก็กริ้วยิ่งนัก ทรงตัดสินพระทัยส่งกองทัพออกไปปราบปรามโดยมิฟังคำทัดทาน แม้ว่าอาณาจักรเหว่ยหลันจะอยู่ห่างจากฉางจิงนับหมื่นลี้ก็ตาม”
ใต้เท้าจางหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่ง
“ยามนั้นทัพใหญ่ยกเข้ามาประชิดตัวเมือง เจ้าเมืองเหว่ยหลันหวาดกลัวจนต้องกราบขอขมา ยอมส่งมอบสมบัติที่ปล้นชิงมาคืนให้ทั้งหมด และรับปากจะส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายทุกปี ทว่าแม่ทัพกลับไม่ยอมตกลง ซ้ำร้ายยังปล่อยให้ทหารเข้าเข่นฆ่าราษฎรทั่วทั้งเมืองหลวง กวาดต้อนเชลยศึกนับพัน และขนสมบัติล้ำค่ากลับมาพร้อมความฮึกเหิม”
“ทว่าก่อนจะเดินทางกลับ มีนักพยากรณ์ผู้หนึ่งเตือนเขาว่า สิ่งที่แม่ทัพกระทำนั้นโหดเหี้ยมเกินไป อีกทั้งสมบัติที่ช่วงชิงมาก็มีมากมายนัก ระหว่างทางมีจอมมารคลั่งไคล้การสะสมของล้ำค่าสถิตอยู่ เกรงว่ายามเดินทางกลับจะเกิดภัยร้าย”
“แม่ทัพผู้นั้นหาได้เชื่อคำเตือนไม่ เขาทะนงในกำลังทหารที่มีมหาศาล มั่นใจว่าต่อให้เทพเซียนจุติลงมาเขาก็กล้าสังหาร ย่อมมิเกรงกลัวปีศาจตนใดทั้งสิ้น”
“ทว่าเมื่อเดินพ้นมาได้เพียงไม่กี่ร้อยลี้ ท้องฟ้าก็พลันเกิดอาเพศ แสงแดดจ้ากลับกลายเป็นเมฆดำปกคลุมในพริบตา พายุคลั่งพัดกระหน่ำจากสี่ทิศ เกล็ดหิมะใหญ่เท่าปีกนก สายฟ้าฟาดลงมาหนาเท่าถังใส่น้ำ พายุหมุนหอบเอาน้ำในบึงขึ้นมาแข็งตัวเป็นเสาน้ำแข็งแล้วหักสะบั้นลงกลางคัน เหตุการณ์วิปโยคดำเนินไปเพียงครึ่งวัน ทหารหาญสี่หมื่นนายต่างถูกแช่แข็งจนสิ้นใจ กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งตั้งเด่นอยู่กลางเทือกเขาจนถึงทุกวันนี้ วิญญาณก็ไม่อาจไปสู่สุคติได้”
ยามที่ใต้เท้าจางเล่าถึงช่วงแรก เขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิมในเกียรติภูมิ
อาณาเขตของต้าเยี่ยนช่างกว้างขวางใหญ่โตอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยากที่คนทั่วไปจะจินตนาการได้ว่าอาณาจักรเหว่ยหลันห่างไกลเพียงใด มันคือระยะทางที่ราชวงศ์ในอดีตไม่เคยไปถึงและไม่อาจจินตนาการได้ หากราชวงศ์รุ่นหลังมิอาจสืบทอดอานุภาพและความกล้าหาญของต้าเยี่ยนไว้ได้ ก็คงไม่มีวันไปเยือนเหว่ยหลันได้เช่นกัน ทว่าไม่ใช่กับต้าเยี่ยนที่สามารถกรีฑาทัพไปถึงที่แห่งนั้นได้เพียงเพราะฮ่องเต้พิโรธ อีกทั้งแค่ยกทัพไปจ่อ อาณาจักรเหว่ยหลันก็ต้องเปิดเมืองยอมรับความพ่ายแพ้ไป
ทุกวันนี้ เหว่ยหลันได้กลายเป็นอาณาจักรบริวารของต้าเยี่ยน โดยมีทหารเกราะเหล็กของต้าเยี่ยนประจำการอยู่ถึงสามพันนาย
ทว่าเมื่อเล่ามาถึงช่วงหลัง น้ำเสียงของเขากลับเต็มไปด้วยความจนใจ
“คงมิใช่ที่นี่หรอกกระมัง”
ซ่งโหยวฟังจบก็เอ่ยถามขึ้น
“ก็ห่างไปไม่ไกลนัก”
ใต้เท้าจางกล่าวพลางเหลียวมองไปยังที่ไกลตา เขาชี้นิ้วออกไปพร้อมกับสีหน้าสะท้อนใจ “อยู่หลังภูเขาลูกนั้น เดิมทีหากจะมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันออกจะต้องผ่านเส้นทางนั้น ทว่านับจากเกิดเรื่องขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชาวแดนตะวันตกหรือชาวต้าเยี่ยนก็มิมีใครกล้าผ่านทางนั้นอีกเลย จนกระทั่งต้องฝืนปูเส้นทางใหม่ขึ้นมาแทน”
ซ่งโหยวทอดสายตามองไปตามทิศทางที่เขาชี้
ทางนั้นคือเทือกเขาเทียนซาน แม้ในยามคิมหันต์ก็ยังมีหิมะปกคลุมยอดเขา
เส้นทางที่เขาตั้งใจจะมุ่งหน้าต่อไปก็ไปทางนั้น เพียงแต่พอเดินไปได้ไม่ไกลนัก เส้นทางจะเบี่ยงไปทางซ้าย ดูเหมือนว่าจะมีอีกเส้นทางหนึ่งที่มุ่งตรงไปทางที่ใต้เท้าจางชี้ไว้พอดิบพอดี
“เส้นทางสายนั้นมิมีผู้ใดเดินผ่านมากว่าร้อยปีแล้ว ท่านนักพรตทราบหรือไม่ว่าเหตุใดมันจึงไม่มีหญ้าป่าขึ้นปกคลุม”
“ใต้เท้าโปรดชี้แนะ”
“ก็เป็นเพราะบนเขามีปีศาจชุกชุม ยามพวกมันลงจากเขาล้วนใช้เส้นทางนั้น อีกทั้งศพของเหล่าทหารบนเขาก็ยังไม่มลายหายไป วิญญาณไม่อาจไปสู่สุขคติ บางส่วนจึงกลายเป็นผีร้าย และมักจะใช้เส้นทางนั้นเดินลงเขามาเช่นกัน”
“ราชสำนักไม่เคยส่งคนมาทำพิธีฝังหรือ”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
ซ่งโยวอดมิได้ที่จะทอดถอนใจออกมาคำหนึ่ง
ใต้เท้าจางลอบพิจารณาเขาอยู่อย่างเงียบเชียบ
ส่วนเจ้าแมวนั้นซุกตัวอยู่ข้างกายนักพรต ใบหน้าแมวของนางบวมเป่งจนกลายเป็นหมั่นโถวลูกใหญ่ ยามนี้นางสงบเสงี่ยมเจียมตัวยิ่งนัก ไร้ซึ่งความคิดที่จะไปไล่จับผึ้งเล่นอีกต่อไปแล้ว
“ในเมื่อเป็นการพเนจรทั่วใต้หล้า พบเจอเรื่องแปลกประหลาดเช่นนี้ ข้าสมควรจะไปยลด้วยตาตนเองสักครา” ซ่งโยวกล่าวพลางหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ท่านนักพรตกล้าหาญถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ขอข้านอนหลับสักตื่นก่อนเถิด หลังจากนั้นค่อยว่ากัน”
การเดินทางรอนแรมอันยาวไกลนั้นช่างเหนื่อยล้า ทั้งทัศนียภาพและแสงแดดของที่นี่ล้วนชวนให้เคลิบเคลิ้มจนเกียจคร้านไปหมด ซ่งโยวเอนกายลงบนพื้นดิน ในใจหาได้มีความคิดฟุ้งซ่านอื่นใด เพียงหลับตาลงไม่นานก็จมดิ่งสู่ห้วงนิทราลุ่มลึก
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็ล่วงเข้าสู่ช่วงบ่ายคล้อยเสียแล้ว
ผู้ติดตามทั้งสองและผู้ใต้บังคับบัญชาของใต้เท้าจางกำลังช่วยกันผูกรถเข้ากับตัวม้า ดูเหมือนเตรียมตัวจะออกเดินทาง เมื่อเห็นว่าเขาตื่นขึ้นมาพอดี ต่างก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วรีบเข้ามาขออภัย
พวกเขากล่าวว่า เห็นนักพรตหลับลึกยิ่งนักจึงมิกล้าปลุกให้ตื่น แม้จะพยายามเข้ามาเรียกอยู่หลายครา แต่ก็ถูกเจ้าแมวขู่จนต้องถอยร่นไป ทว่าตะวันเริ่มเคลื่อนคล้อยสู่ทิศประจิม หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล หากมิอาจไปถึงที่พักแรมก่อนตะวันลับฟ้า ยามราตรีที่ภูตผีปีศาจเหิมเกริม แม้แต่พวกเขาก็อาจจะตกอยู่ในอันตรายได้ จึงจำเป็นต้องเตรียมตัวออกเดินทางแต่เนิ่นๆ
ประจวบเหมาะกับที่ซ่งโหยวตื่นขึ้นพอดี ใต้เท้าจางจึงเอ่ยชวนให้ร่วมทางกันอีกครั้ง
ซ่งโหยวขยี้ตาแล้วลุกขึ้นยืนทันที
คณะเดินทางยังคงประกอบด้วยรถม้าหนึ่งคัน ผู้ติดตามขี่ม้าสองนาย เพิ่มเติมมาด้วยนักพรต ม้าขนแดงที่เครื่องพันธนาการ แมวสามสี และนกนางแอ่นบนฟากฟ้า ใต้เท้าจางลงจากรถม้ามาเดินเคียงข้างไปกับนักพรตหนุ่ม
พวกเขาค่อยๆ เดินมาจนถึงทางแยกเบื้องหน้า
ผู้ติดตามขี่ม้าทั้งสองและขุนนางหนุ่มผู้ขับรถม้าต่างพากันชะลอความเร็วลงโดยไม่รู้ตัว
ฝ่ายนักพรตหนุ่มหยุดฝีเท้าลง
ทางแยกเบื้องหน้าแบ่งออกเป็นซ้ายและขวา ท่ามกลางทุ่งดอกน้ำมันสีทองอร่ามนับหมื่นหมู่ เส้นทางหนึ่งคือทางสัญจรในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยร่องรอยล้อรถม้า อีกเส้นทางคือถนนสายเก่าเมื่อร้อยปีก่อนที่มีเพียงภูตผีสัญจรผ่าน จึงแทบไร้ร่องรอยล้อรถ
ซ่งโหยวยิ้มบางๆ พลางหันไปมองใต้เท้าจาง “ข้าชื่นชอบเรื่องราวแปลกประหลาด เห็นทีคงต้องขอไปทางนี้เสียแล้ว”
ใต้เท้าจางได้ยินดังนั้นก็ชะงักงันไปทันที “ท่านนักพรตโปรดอย่าล้อเล่นไปเชียว! ทางสายนั้นอันตรายยิ่งนัก!”
“ข้าไม่เคยหวาดกลัวภูตผีปีศาจ”
ซ่งโหยวประสานมือคำนับ ยืนยันด้วยถ้อยคำเดิม
“ยามนั้นทัพใหญ่สี่หมื่นนายก็คิดเช่นนี้ ทว่าจอมมารกลางขุนเขา หาใช่สิ่งที่กำลังมนุษย์จะต่อกรได้” ใต้เท้าจางรีบเอ่ยเตือน “ท่านนักพรตโปรดใช้เส้นทางหลักเถิด”
“ข้าตัดสินใจแน่วแน่แล้ว” ซ่งโยวกล่าวจบยังคงจ้องมองเขาอยู่ แล้วเอ่ยถามต่อ “ใต้เท้าจะร่วมทางไปด้วยกันหรือไม่”
“หืม”
ใต้เท้าจางอึ้งไปครู่หนึ่ง พลางลอบพิจารณาเขาอีกครั้ง
สิ้นเสียงคำว่า “เอาเถิด” ใต้เท้าจางก็โบกมือเป็นสัญญาณ
รถม้าที่โยกเยกโอนเอนไปมา สองผู้ติดตาม นักพรต ขุนนาง ม้าขนแดงที่คอยแบกสัมภาระและแมวหนึ่งตัวต่างพากันมุ่งหน้าเข้าสู่ถนนสายโบราณทางทิศขวาอย่างเชื่องช้า
ขุนเขาใหญ่ปรากฏแก่สายตา แสงตะวันอัสดงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามทุกขณะ
………………..