ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 560 ล้วนเป็นความดีความชอบของแม่นางสามสีทั้งสิ้น ..............................
- Home
- ข้าหาได้คิดเป็นเซียน
- บทที่ 560 ล้วนเป็นความดีความชอบของแม่นางสามสีทั้งสิ้น ..............................
บทที่ 560 ล้วนเป็นความดีความชอบของแม่นางสามสีทั้งสิ้น
…………………………
“เถ้าแก่ เถ้าแก่!”
“ลูกค้ามีเรื่องอะไรหรือ”
“ที่นี่มีหนูเยอะแยะเลย!”
“หนูรึ”
“ก็หนูอย่างไรเล่า!”
“พวกมันไปรบกวนท่านหรือ เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนห้องพักที่มีหนูน้อยหน่อยให้ดีหรือไม่!”
“ไม่ใช่อย่างนั้น…”
เสียงของเด็กหญิงตัวน้อยชะงักไปเล็กน้อย คล้ายกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก หนุนนำให้นักพรตหนุ่มที่แม้จะมิได้เห็นภาพเหตุการณ์นี้ด้วยตาตนเอง ก็สามารถจินตนาการภาพในหัวได้เป็นฉากๆ ว่ายามนี้นางคงกำลังทำหน้าตาเคร่งขรึม ยืนกอดอกขมวดคิ้วคิดอ่านอย่างจริงจังเป็นแน่ จากนั้นจึงได้ยินนางเอ่ยต่อว่า
“แม่นางสามสีไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิเถ้าแก่หรอกนะ เพียงแต่ข้าพอมีวิชาอาคม เชี่ยวชาญการจับหนูยิ่งนัก ย่อมช่วยแบ่งเบาภาระของเถ้าแก่ได้”
วาจาที่เอ่ยออกมานั้นช่างฟังดูเป็นงานเป็นการและมีหลักการยิ่งนัก
เพียงแต่การจงใจเลียนแบบท่วงท่าและน้ำเสียงการเจรจาของนักพรตหนุ่ม ทว่าถูกเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเล็กแหลมตามประสาเด็กน้อยเช่นนี้ มันช่างชวนให้ผู้ที่ได้ยินอดมิได้ที่จะหลุดยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
“หา”
“ข้ากับนักพรตของข้าชอบโรงพักม้าของเจ้ามาก หากข้าช่วยเจ้าจับหนูในห้องนี้ ในโรงพักม้าทั้งหลัง รวมถึงทั้งหน้าและหลังโรงพักม้าจนหมด เจ้าต้องให้พวกข้าพักอยู่ที่นี่ต่ออีกหลายๆ วันนะ!”
ประโยคต่อจากนั้นหาใช่คำถามเชิงขออนุญาตว่าได้หรือไม่
ทว่าหากอิงตามความสนิทสนมระหว่างนักพรตและเจ้าแมว เขาย่อมจินตนาการภาพออกได้ทันทีว่า ยามนี้นางคงกำลังแหงนหน้าขึ้น ใช้แววตาอันเปี่ยมด้วยความฉงนจ้องมองเถ้าแก่โรงเตี๊ยมตาไม่กะพริบเป็นแน่
“พวกข้าจะอยู่เป็นเดือนเลยนะ”
“อยู่สักสองเดือนก็ย่อมได้”
น้ำเสียงของเถ้าแก่โรงพักม้าหาได้มีความลังเลใจแม้แต่น้อย
ภาพเหตุการณ์เมื่อช่วงบ่ายที่นักพรตหนุ่มยืนขวางทางเหล่าทหารในวังและนางกำนัลที่กำลังจะถูกประหารอย่างอาจหาญ และภาพที่ทหารหลวงพาเขามาส่งถึงที่ด้วยท่าทีนอบน้อมดั่งประคองไข่ในหินเมื่อยามค่ำคืน ได้สร้างความตื่นตะลึงและเกรงขามให้แก่ใจของเขาไม่น้อยเลยทีเดียว
“ขอบใจเถ้าแก่มากนะ…”
น้ำเสียงนั้นเล็กแหลมทว่าแลดูสุขุมจริงจังเป็นที่สุด
นักพรตหนุ่มลอบละสายตากลับมาอย่างเงียบเชียบ
ภายในห้องอบอวลไปด้วยไออุ่นจากพลังวิญญาณธาตุไฟอันเจิดจรัส เขาพ่นลมหายใจใส่ตะเกียงน้ำมันคราหนึ่ง เปลวไฟพลันสว่างไสวขึ้นอีกดวง ทอแสงอาบไล้ไปทั่วโต๊ะอักษร ตัวเขาเดินทอดน่องเข้าไปนั่งลงอย่างเนิบนาบ ก่อนจะเริ่มจรดพู่กันบันทึกเรื่องราวการเดินทางของเมื่อคืนวาน
ผ่านไปไม่นาน ประตูห้องก็ถูกผลักให้เปิดออก
“แม่นางสามสีกลับมาแล้ว!”
“แม่นางสามสีเจรจากับเถ้าแก่เป็นอย่างไรบ้าง” ซ่งโหยวเอ่ยถามโดยมิได้เงยหน้าขึ้นมอง “เห็นแม่นางสามสีดูมีท่าทียินดีปรีดาเช่นนี้ คงจะตกลงกันได้สินะ”
“เจ้ายังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองเลยนะ”
“ไม่จำเป็นต้องเงยหน้าขึ้นมองหรอก เพียงใช้ใจก็รับรู้ได้แล้ว อีกทั้งน้ำเสียงของแม่นางสามสีก็ซ่อนความสุขใจเอาไว้ไม่มิดเสียเลยนะ”
“ใช้ใจก็รับรู้ได้แล้วรึ!”
“แล้วเจรจาเป็นอย่างไรบ้างเล่า”
“ตกลงกันเรียบร้อยแล้ว!” แม่นางสามสีเอ่ยบอกเขา “ที่นี่มีหนูเยอะแยะเลย แม่นางสามสีจะช่วยเขาจับหนูให้หมด จากนั้นเขาถึงยอมให้พวกเราพักอยู่ที่นี่ต่อได้อีกเดือนเชียวนะ! จะอยู่สักสองเดือนก็ยังได้เลย!”
“ปกติแม่นางสามสีก็ต้องจับหนูอยู่แล้ว!”
“หากเป็นเช่นนั้นก็ยิ่งวิเศษแท้” ซ่งโหยวเอ่ยสนับสนุนขึ้นมาอย่างถูกจังหวะ “หมายความว่าแม่นางสามสีไม่ได้สูญเสียสิ่งใดเลย เพียงแค่ใช้สิ่งที่ตนทำอยู่เป็นประจำเป็นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ หากเป็นการเจรจาระดับทางการ ก็คงถือว่าประสบความสำเร็จยิ่งนัก”
เขาสามารถเอื้อนเอ่ยวาจาชื่นชมเยินยอเช่นนี้ออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาตินัก
เจ้าแมวน้อยได้ฟังก็รู้สึกปลาบปลื้ม
“ในเมื่อแม่นางสามสีช่างเฉลียวฉลาดและเก่งกาจถึงปานนี้ วันหน้าหากมีเรื่องราวทำนองนี้อีก คงต้องขอรบกวนและมอบหมายให้แม่นางสามสีเป็นผู้จัดการบ่อยๆ เสียแล้ว”
“ได้เลย!”
ซ่งโหยวเลื่อนสายตากลับมาจรดพู่กันบันทึกเรื่องราวการเดินทางต่อ
ส่วนเจ้าแมวน้อยก็วิ่งวุ่นขึ้นลงอยู่ภายในห้อง บ้างก็ไล่ฟัดจับหางตัวเองเล่นอย่างสนุกสนาน บ้างก็คาบก้อนผ้าออกมาเตะเล่นไปมา บ้างก็เรียกหมาป่าออกมาวิ่งเล่นเป็นเพื่อน และบางคราก็วิ่งไปที่หน้าประตู กระโดดขึ้นไปบนขอบหน้าต่าง ลอบมองออกไปตามรอยแยกของประตูและช่องหน้าต่าง เพื่อวางแผนจับหนูในค่ำคืนนี้
หรือบางคราก็แอบตะปบชายเสื้อของนักพรตหนุ่ม ยามที่เขาตวัดพู่กันเขียนอักษรแล้วแขนเสื้อสะบัดไหวไปมา รวมถึงพู่ห้อยปลายด้ามพู่กันที่กำลังแกว่งไปมาด้วย
สำหรับมนุษย์แล้ว ท่วงท่าพฤติกรรมบางอย่างอาจจะดูไร้สาระ หรือไม่ก็น่าเอ็นดูเป็นพิเศษ ทว่าเจ้าแมวน้อยกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น บนใบหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ราวกับว่ากำลังปฏฺบัติภารกิจอันยิ่งใหญ่อยู่ก็มิปาน
และนี่ก็คือความน่ารักน่าเอ็นดูตามแบบฉบับเจ้าแมวนั่นเอง
เช้าตรู่วันถัดมา
ซ่งโหยวยังคงนอนหลับถึงยามตะวันสาดส่อง
ยามที่เขาพลิกกายตื่นขึ้นมา พบว่าแมวน้อยกำลังนอนขดตัวหลับสนิทอยู่ตรงปลายเตียง รับรู้ได้ทันทีว่าเมื่อคืนนางคงจะยุ่งวุ่นวายกับการจับหนูมาตลอดทั้งคืนเป็นแน่ ซ่งโหยวจึงไม่ได้ปลุกนางให้ตื่น เขาเพียงลุกขึ้นมาจัดการล้างหน้าล้างตาคนเดียว ก่อนจะเดินออกไปหาอาหารเช้าด้านนอก
ภายในห้องอาหารยังคงเบียดเสียดไปด้วยผู้คน
ซ่งโหยวเห็นกลุ่มของพ่อค้าแซ่เซี่ยและคณะ ทันใดนั้นเห็นว่าโต๊ะของพวกเขายังพอมีที่นั่งว่างเหลืออยู่ ประกอบกับพวกเขาก็หันมาเห็นเขาพอดีและกำลังกวักมือเรียกอยู่ ซ่งโหยวจึงถือถาดอาหารเดินตรงเข้าไปหา
เขาปรายตามองดูผู้คนรอบโต๊ะ พบว่าปราณหยางในร่างกายของแต่ละคนดูจะอ่อนลงไปบ้าง ทว่าสภาพจิตใจและท่าทางของทุกคนกลับดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่ายิ่งนัก คาดว่าคงจะได้ปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจออกไปจนหมดสิ้นแล้ว เขาเพียงแต่แย้มยิ้มบางๆ หาได้เอ่ยคำใดให้มากความ ก่อนจะทรุดกายนั่งลงตรงนั้น
“พวกท่านกลับมากันแต่เช้าเชียวนะ”
“ค้างแรมคืนเดียวก็เพียงพอแล้ว อีกอย่างที่นี่ยังไม่คิดค่าอาหารเช้า ย่อมต้องรีบกลับมากินให้ทันเวลาเป็นธรรมดา” เหล่าพ่อค้าพากันหัวเราะร่า
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
“เมื่อคืนคุณชายพำนักอยู่ที่นี่ ได้เผชิญเรื่องราวแปลกประหลาดอันใดอีกหรือไม่ขอรับ” พ่อค้าแซ่เซี่ยเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“ข้าขอกล่าวตามตรง ยามเข้านอนข้ามักหลับสนิท อย่าว่าแต่เรื่องภูตผีปีศาจเลย ต่อให้เป็นทวยเทพจากสรวงสวรรค์ลงมาจุติ ก็ใช่ว่าจะปลุกข้าให้ตื่นจากห้วงนิทราได้”
“ทว่าหลังจากที่พวกข้ากลับมาแล้ว กลับได้ยินคนเขาลือกันว่า ศิษย์น้อยของท่านจับหนูเก่งยิ่งนัก ไม่รู้ว่าใช้วิชาอาคมใด แค่คืนเดียวก็นำซากหนูมาวางเรียงรายเป็นระเบียบอยู่ตรงลานหน้าเรือน เรียงจากตัวใหญ่ไปหาตัวเล็ก มีสิบตัวพอดีเลยขอรับ” พ่อค้าแซ่เซี่ยบอกเล่า “หากที่นี่ไม่มีหนูคอยรบกวน พวกข้าก็จะนำสินค้ามาจัดเก็บไว้ เช่นนี้แล้วก็เบาใจลงได้มากเลยทีเดียว”
“ศิษย์น้อยของข้าเชี่ยวชาญวิชานี้จริงๆ” แม้ในยามนี้แม่นางสามสีจะกำลังนอนหลับอยู่ในห้องพัก ทว่าซ่งโหยวก็ยังคงเอ่ยยกย่องนางเช่นนั้น “แต่ที่นางยอมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าตลอดทั้งคืน ก็เพราะปรารถนาจะให้เถ้าแก่ยอมให้พวกเราพำนักอยู่ที่นี่ต่ออีกหลายๆ วัน หลังจากตกลงความกับเถ้าแก่เสร็จสิ้น นางจึงได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจตลอดทั้งคืน”
“ศิษย์น้อยของท่านช่างรู้ความและกตัญญูยิ่งนัก”
“เป็นเช่นนั้นจริง”
“จะว่าไป ข้ายังได้ยินมาอีกว่า ช่วงยามสี่เข้ายามห้า เถ้าแก่ตื่นขึ้นมากลางดึก พบว่าด้านนอกมีแสงไฟวับแวม ทั้งยังมีกลิ่นหอมหวนของเนื้อตุ๋นหัวหอมโชยมาตามลม เพียงแต่เนื้อนั้นกลับมีกลิ่นแปลกๆ ชอบกล”
“แล้วเถ้าแก่ได้ออกไปตรวจสอบดูหรือไม่”
“ย่อมไม่กล้าเป็นธรรมดา”
ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่ในใจ ทว่าหาได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกไปให้มากความ
“คุณชายมีทั้งตบะบารมีแก่กล้า ทั้งยังเชี่ยวชาญวิชาอาคม เหตุใดจึงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเถ้าแก่ ปัดเป่าเรื่องราวลี้ลับของภูตผีปีศาจในโรงเตี๊ยมแห่งนี้เสียเล่าขอรับ” พ่อค้าผู้หนึ่งเอ่ยแนะนำ “ดีไม่ดีหากเถ้าแก่ซาบซึ้งใจ อาจจะถึงขั้นละเว้นค่าห้องพักให้แก่ท่านก็เป็นได้นะ”
“ข้าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ”
ซ่งโหยวบิแป้งหนางออกแล้วจุ่มลงไปในนมอูฐ รอจนเนื้อขนมปังนุ่มละมุนดีแล้วจึงค่อยส่งเข้าปาก
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว ประจวบเหมาะกับที่เขาได้พบตัวเถ้าแก่โรงพักม้าพอดี จึงได้จ่ายเงินค่าห้องพักเพิ่มไปอีกหนึ่งเดือนเต็ม ทั้งยังเอ่ยปฏิเสธความปรารถนาดีของเถ้าแก่ที่คิดจะเปลี่ยนห้องพักเป็นห้องหรูหราและสะดวกสบายกว่าเดิมให้ นอกจากนี้เขายังได้เอ่ยขอนมอูฐเพิ่มอีกหนึ่งชาม โดยบอกกล่าวว่าเป็นของกำนัลให้แก่ศิษย์น้อยที่อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งคืน จากนั้นจึงได้ประคองชามน้ำนมเดินตรงกลับไปยังห้องพัก
ครั้นผลักประตูออกก็ย่างกรายเข้าไปในห้องทันที
เจ้าแมวน้อยคล้ายจะรับรู้ได้ด้วยจิตสัมพันธ์ ทันทีที่ตื่นนอนก็กระโดดลงมาจากปลายเตียง แล้วเดินโซซัดโซเซตรงมาหาเขาด้วยท่าทางงัวเงีย
“แม่นางสามสีตื่นพอดี ข้าเพิ่งออกไปกินอาหารเช้ามา มีนมอูฐมาฝากแม่นางสามสีชามหนึ่งด้วย”
“อืม…”
เจ้าแมวน้อยช้อนสายตาขึ้นมองเขาด้วยความง่วงงุน ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนโต๊ะอักษร หลุบสายตาลงมองดูน้ำนมในชาม “เช้านี้…แม่นางสามสีก็กินอาหารเช้ามาแล้วเหมือนกัน…”
“ดูท่าแม่นางสามสีจะเริ่มติดนิสัยกินอาหารเช้าแล้ว นับว่าเป็นเรื่องดียิ่ง” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่ง “เพียงแต่…วันหน้าหากแม่นางสามสีจะออกไปทำอาหารอีก แนะนำให้ไปที่ริมลำธารตรงลานหลังโรงพักม้าจะดีกว่า ยามนั้นคนอื่นๆ ตื่นนอนกันหมดแล้ว พอพวกเขาได้กลิ่นหอมโชยมา จะพากันคิดไปว่ามีปีศาจออกอาละวาดเอาได้”
“รู้แล้วน่า”
“นี่คือนมอูฐ”
“รู้แล้วน่าๆ…”
แม่นางสามสีไม่เคยลิ้มลองน้ำนมอูฐมาก่อน นางจึงรีบก้มหน้าลงตวัดลิ้นชิมน้ำนมอย่างรวดเร็ว
ทว่าสายตาของนักพรตหนุ่มที่จับจ้องมา กลับทำให้นางเริ่มรู้สึกแปลกๆ ทั้งยังบังเกิดความระแวดระวังขึ้นมาสายหนึ่ง นางพลันเงยหน้าขึ้นมาสบสายตากับนักพรตหนุ่มตาไม่กะพริบ
“แม่นางสามสีดื่มเสร็จแล้วจะไปล้างหน้าเองด้วย!”
“รู้แล้วๆ”
“อืม…”
“รีบดื่มเถิด”
“แล้วเจ้ามองอะไรอยู่หรือ”
“รู้สึกเสียดายน่ะ”
“อะไรรึเมี๊ยว”
เจ้าแมวน้อยเลียริมฝีปากพลางเอียงคอมองเขาด้วยความฉงน
“เสียดายที่ข้าไม่ได้มีทักษะการวาดภาพอันล้ำเลิศดั่งปรมาจารย์โต้ว ทั้งยังมิมีวิชาอาคมอันใดที่จะสามารถหยุดตรึงภาพเหตุการณ์ตรงหน้าและบันทึกเก็บรักษาเอาไว้ได้ในชั่วพริบตา มิเช่นนั้น…ข้าคงต้องบันทึกภาพแม่นางสามสียามกำลังตวัดลิ้นเลียน้ำนมเช่นนี้เอาไว้ชมเป็นแน่”
เจ้าแมวน้อยยังคงเบิกตากลมโตอันเปี่ยมด้วยความฉงนจับจ้องมองมาทางเขา คล้ายจะไม่เข้าใจในความหมายอันลึกซึ้ง ทว่านางกลับสวนขึ้นมาว่า “แม่นางสามสีเก็บไว้แน่”
“นั่นก็จริงของเจ้า”
คำพูดที่เอ่ยออกมาโดยมิได้เจตนา กลับแฝงไว้ด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจถึงที่สุด
และนั่น…อาจจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดแล้วก็เป็นได้
ในยามนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมาจากภายนอก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก…
เจ้าแมวน้อยกำลังจะก้มหน้าลงเลียน้ำนมต่อ ทว่าพลันผงะศีรษะขึ้นมาในทันใด สบสายตากับนักพรตหนุ่มที่หันมามองนางพอดี
กลายเป็นบทสนทนาอันแสนเงียบงัน
“ในเมื่อท่านคิดจะพำนักอยู่ที่นี่เป็นเดือน ข้าเกรงว่าท่านจะใช้ชีวิตไม่สะดวกนัก จึงได้นำของสองสิ่งนี้มาให้ เอาไว้ใช้วางสิ่งของเบ็ดเตล็ดและแขวนเสื้อผ้าขอรับ”
“ขอบคุณเถ้าแก่มากนะ”
“ให้ข้าช่วยขนเข้าไปข้างในดีหรือไม่”
“ไม่กล้ารบกวนเถ้าแก่หรอก วางไว้ตรงนี้เถิด ด้านนอกยังมีผู้คนอีกมากมาย เถ้าแก่ไปจัดการธุระส่วนตัวเถิด”
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านว่าขอรับ”
เถ้าแก่โรงเตี๊ยมวางสิ่งของลง พลางประสานมือคำนับเขาก่อนจะหมุนกายจากไป
ซ่งโหยวยกราวแขวนเสื้อผ้าเข้ามาด้านในก่อน พลันพบว่าเจ้าแมวน้อยภายในห้องได้คืนร่างกลับกลายเป็นเด็กหญิงตัวน้อยไปเสียแล้ว ยามนี้นางกำลังประคองชามเหล็กขึ้นมา แหงนหน้าขึ้นดื่มน้ำนมอูฐอย่างตะกละตะกลาม
“คงเป็นเพราะเมื่อคืนวานแม่นางสามสีสร้างผลงานจับหนูได้อย่างยอดเยี่ยม เถ้าแก่ซาบซึ้งใจ จึงได้นำชั้นวางของและราวแขวนเสื้อผ้ามามอบให้แก่พวกเราเป็นแน่” ซ่งโหยวเอ่ยพลางเดินเข้ามาด้านใน
“อาจเป็นเช่นนั้น…”
“แม่นางสามสีช่างสรรหาคำพูดมาเลียนแบบข้าเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
“อึก…”
เด็กหญิงตัวน้อยวางชามเหล็กว่างเปล่าลง ก่อนจะเอ่ยกับเขาว่า “อย่างไรเสียเป็นมนุษย์ก็ดีที่สุด ดื่มไม่กี่อึกก็ดื่มหมดแล้ว มิน่าเล่าพวกมนุษย์ถึงเลี้ยงแมวได้ แต่แมวกลับเลี้ยงมนุษย์ไม่ได้”
“อร่อยหรือไม่”
“ก็พอใช้ได้” เด็กหญิงตัวน้อยเอ่ย “ชามนี้ราคาเท่าไรรึ”
“ไม่ต้องเสียเงิน ใครก็ตามที่มาพักอาศัยในโรงเตี๊ยมนี้ล้วนได้ดื่มกันคนละชามทั้งนั้น”
“อร่อยขึ้นมามากเชียวล่ะ!”
“…”