ข้าหาได้คิดเป็นเซียน - บทที่ 559 แม่นางสามสีเรียนรู้ได้เป็นเลิศยิ่งนัก
บทที่ 559 แม่นางสามสีเรียนรู้ได้เป็นเลิศยิ่งนัก
…………………………
พระราชวังเมืองอวี้เฉิงอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก แม้ทหารผู้ไปแจ้งข่าวจะไม่ได้ขี่ม้า ก็ใช้เวลาเดินทางกลับมาไม่นานนัก
ทหารผู้นั้นกระซิบกระซาบกับขุนนางอยู่ครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น ขุนนางก็หันมาประสานมือทาบลงบนอก ค้อมกายคำนับซ่งโหยวทันที “ฝ่าบาทขอเชิญท่านไปเยือนพระราชวังขอรับ”
“…”
ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ย่อมมิได้ปฏิเสธ หากแต่หันไปมองหญิงสาวข้างกาย
“วันนี้จะยังไม่ประหารนาง ควบคุมตัวนางกลับไปก่อน หากตามหาป้านสุราพบแล้ว ก็จะละเว้นโทษให้”
“ข้ามีศิษย์น้อยอยู่นางหนึ่ง นางจำต้องร่วมเดินทางไปด้วย”
“ย่อมได้ขอรับ”
“โปรดนำทางด้วย”
“เชิญขอรับ”
ขุนนางโบกมือคราหนึ่ง เหล่าทหารก็คุมตัวหญิงสาวเดินกลับไป ตัวเขาก็หันกลับมาผายมือเชื้อเชิญซ่งโหยวด้วยความนอบน้อม
ทั้งคณะมุ่งหน้าตรงไปยังพระราชวัง
ขุนนางเอ่ยบอกเล่ากับซ่งโหยวไปพลอดๆ ตามทางว่า “เมื่อคืนวานซืน ฝ่าบาทกำลังจัดงานเลี้ยงต้อนรับอาคันตุกะจากต้าเยี่ยนในพระราชวัง ซึ่งก็คือท่านแม่ทัพจากค่ายทหารประจำด่านแถบนี้ ฝ่าบาททรงนำป้านสุราที่ฮ่องเต้แห่งต้าเยี่ยนพระราชทานให้มาจัดเลี้ยง พร้อมทั้งเติมสุราเลิศรสที่ดีที่สุดของแคว้นปี้อวี้จนเต็มป้าน ทว่า ทันทีที่ป้านสุราและจอกสุราถูกยกออกมา มันกลับอันตรธานหายไปในพริบตา เรื่องนี้บรรดาแขกเหรื่อต่างรับรู้แล้ว ฝ่าบาททรงวิตกกังวลยิ่งนัก”
ซ่งโหยวได้ฟังดังนั้นก็พยักหน้ารับคำ
ของพระราชทานจากโอรสสวรรค์ย่อมมิอาจสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้ โดยเฉพาะในดินแดนตะวันตกอันแสนอ่อนไหวนี้
ต้าเยี่ยนได้ส่งกองกำลังทหารกล้ามาประจำการอยู่ที่นี่ เดิมทีดินแดนตะวันตกก็เต็มไปด้วยชนต่างเผ่า เหล่าแม่ทัพนายกองที่กระหายในเกียรติยศชื่อเสียงและต้องการสร้างผลงานต่างเฝ้าจับตามองผืนดินแห่งนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดีไม่ดีต่อให้ไม่มีเรื่อง พวกเขาก็พร้อมจะหาเรื่องใส่ตัวเสียด้วยซ้ำ เพียงแค่มีข้ออ้างเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาก็สามารถยกทัพมาประชิดประตูกำแพงเมืองได้แล้ว บรรดาแคว้นเล็กแคว้นน้อยในดินแดนตะวันตกจึงดำเนินชีวิตไปอย่างยากลำบากยิ่ง
ซ่งโหยวลอบทอดถอนใจพรางๆ ขณะเดินตามเขาเข้าไปในพระราชวัง
พระราชวังเมืองอวี้เฉิงเป็นสิ่งปลูกสร้างจากหินสีเหลืองนวลราวผืนทราย ดูราวกับถูกปกคลุมด้วยพายุทราย ทว่าตัวสถาปัตยกรรมนั้นกลับถูกสร้างขึ้นอย่างสูงใหญ่และประณีตงดงามยิ่ง มันตั้งตระหง่านอยู่ตามแนวเขา ดูภูมิฐานและเปี่ยมด้วยบารมี
เมื่อย่างกรายเข้าสู่ประตูวัง ผ่านลานกว้างอันใหญ่โต และทอดน่องขึ้นไปตามขั้นบันไดหินที่คดเคี้ยวเลี้ยวลดอยู่หลายครา ในที่สุดก็มาถึงยังพระที่นั่งอันเป็นท้องพระโรงหลักของพระราชวัง
เจ้าผู้ครองแคว้นปี้อวี้เป็นชายชราวัยราวห้าสิบถึงหกสิบ
พระองค์ทรงใช้ผ้าพันพระเศียรเช่นเดียวกัน ทว่าเป็นผืนผ้าล้ำค่า ทั้งยังประดับประดาด้วยทอง เงิน และอัญมณีเลอค่ามากมาย ทรงฉลองพระองค์ผ้าคลุมสีเหลืองนวลหลวมสบาย ประดับด้วยทองเงินและเพชรนิลจินดา ทรงออกมายืนต้อนรับซ่งโหยวถึงบริเวณหน้าประตูท้องพระโรงด้วยพระองค์เอง
บรรดาขุนนางทั้งหลายต่างส่งซ่งโหยวมาถึงเพียงตรงนี้ มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่ตามเสด็จเข้าไปด้านใน
ซ่งโหยวทำความเคารพเจ้าผู้ครองแคว้น ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันนั่งลงตามตำแหน่งเจ้าบ้านและอาคันตุกะ
ส่วนแม่นางสามสีนั่งอยู่ข้างกายซ่งโหยว
เจ้าผู้ครองแคว้นพระองค์นี้ทรงตรัสภาษาต้าเยี่ยนได้เช่นกัน
เดิมทีซ่งโหยวคิดว่ากษัตริย์ผู้นี้อาจเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขามาบ้าง ทว่าจนกระทั่งพระองค์ทรงตรัสถามว่าเขารู้จักกับท่านเจ้าเมืองซาโจวได้อย่างไร ซ่งโหยวจึงได้กระจ่างแจ้งว่า พระองค์เพียงแค่ทรงวิตกกังวลและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่านั้นเอง
“กราบทูลฝ่าบาท กระหม่อมพอมีความรู้ในวิชาอาคมอยู่บ้าง ดังนั้นเมื่อยามเดินทางผ่านซาโจว จึงได้มีโอกาสรู้จักกับท่านเจ้าเมืองซาโจวพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้ ท่านมีความรู้ในวิชาอาคมแขนงใดบ้างรึ” เจ้าผู้ครองแคว้นปี้อวี้ได้ยินดังนั้นก็อดมิได้ที่จะเอ่ยถามซ่งโหยว “พอจะแสดงให้พวกเราชมเป็นขวัญตาได้หรือไม่”
“วิชาที่กระหม่อมศึกษา ส่วนใหญ่เป็นวิชาสยบมารปราบอสูร ไม่สะดวกแสดงออกมาพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวค้อมศีรษะลงพลางทูลตอบ “ทว่า…ก็พอจะมีวิชาอาคมอยู่แขนงหนึ่ง ที่สามารถแสดงให้ทุกท่านได้รับชม”
“วิชาอะไรรึ”
“กระหม่อมพอมีวิชาเร่งการเจริญเติบโตของพืชพรรณพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวทูลต่อกษัตริย์ “กระหม่อมเดินย่ำกรายเข้ามา เห็นว่าในพระราชวังมีไร่องุ่น พวงองุ่นเหล่านั้นกำลังออกผลได้ที่ หากกระหม่อมร่ายคาถาใส่องุ่นเหล่านั้น ใช้เวลาเพียงชั่วอึดใจย่อมสามารถเร่งให้ผลองุ่นงอกงามเพิ่มขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ”
“วิเศษวิโสปานนั้นเชียวรึ”
“เป็นเพียงวิชาปาหี่ที่พบเห็นได้ทั่วไปในต้าเยี่ยนพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วผลองุ่นที่งอกออกมา สามารถกินได้หรือไม่”
“ย่อมเสวยได้พ่ะย่ะค่ะ”
“มิใช่ว่าไปลักขโมยมาจากที่อื่นหรอกกระมัง”
“ฝ่าบาททรงมีสายพระเนตรอันกว้างไกลยิ่ง” ซ่งโหยวทูลตอบ “วิชาของผู้อื่นอาจเป็นเช่นนั้น ทว่าวิชาของกระหม่อมมิใช่พ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าเองก็เคยพบพานผู้มีวิชาอาคมมาบ้าง บางคนสามารถเดินย่างกรายเข้าไปในภาพวาด บางคนสามารถเดินทะลุกำแพง หรือบางคนก็เสกสิ่งของออกมาจากไหเปล่า ทว่าวิชาอาคมเช่นนี้ข้ายังมิเคยพบเห็นมาก่อนเลย” กษัตริย์ตรัส “ไว้รอทหารที่ออกไปตามหากากระเบื้องเงินกลับมาเมื่อใด เราจักต้องขอให้ท่านช่วยแสดงให้ดู ช่วยให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาเสียหน่อยแล้ว”
“ย่อมได้พ่ะย่ะค่ะ!”
ซ่งโหยวพยักหน้ารับคำ
เจ้าผู้ครองแคว้นปี้อวี้จึงได้เริ่มตรัสถามถึงเรื่องราวที่เป็นการเป็นงานเสียที “แล้วท่านรู้ได้อย่างไรว่าป้านสุราเงินนั้นอยู่ที่ใด”
“มิปิดบังพระองค์…”
น้ำเสียงของซ่งโหยวช่างนุ่มนวลและสงบราบเรียบ วาจาสัตย์ซื่อจริงใจ เขาบอกเล่าเรื่องราวที่ประสบพบเจอเมื่อคืนวานซืนให้ฟังอย่างรวบรัด
เมื่อสิ้นคำกล่าว ภายในท้องพระโรงก็พลันเงียบสงัดลงจนได้ยินเสียงลมหายใจ
เหล่าขุนนางข้าราชบริพารต่างหันมาสบตากันเลิ่กลั่ก บางคนรู้สึกอัศจรรย์ใจ บางคนรู้สึกว่าช่างเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ บางคนพยักหน้าพลางทอดถอนใจว่าที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง และบางคนก็เผยสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
“ท่านหมายความว่า มีปีศาจกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่นอกเมืองอวี้เฉิงของพวกเรามาโดยตลอด พวกมันใช้กรวยทองคำนั่นลักขโมยสมบัติของมีค่า เรื่องราวที่สมบัติในแคว้นปี้อวี้สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นฝีมือของปีศาจที่ท่านพบเจอเมื่อคืนวานซืนอย่างนั้นรึ”
“อาจจะเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“แต่เหตุใดพวกมันจึงต้อนรับขับสู้ให้ท่านพักค้างแรม นำสมบัติล้ำค่าออกมาอวดอ้างให้ท่านชม ทั้งยังใช้สมบัติเหล่านั้นเสกเหล้าปลาอาหารมาเชิญชวนท่านร่วมสำราญ โดยมิคิดทำร้ายท่านเลยเล่า”
“กระหม่อมมิปิดบังทุกท่าน จากที่กระหม่อมคาดเดา เดิมทีพวกมันคงคิดจะทำร้ายพวกเราเช่นกัน เพียงแต่พวกมันรอบคอบระมัดระวัง จึงต้องลองหยั่งเชิงดูเสียก่อน แต่เมื่อพบว่ากระหม่อมพอมีวิชาอาคมอยู่บ้าง ทั้งเด็กรับใช้ของกระหม่อมก็ร้ายกาจมิเบา คืนนั้นพวกมันคงจัดการกระหม่อมไม่ได้ ด้วยเหตุนี้จึงมิได้ลงมือพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้…”
ทุกคนอดมิได้ที่จะหันมามองหน้ากันอีกครา
สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็หาได้มีเวลามานั่งแยกแยะว่าเรื่องนี้จริงหรือเท็จประการใด ทุกคนต่างเบนความสนใจไปที่เรื่องที่สำคัญที่สุดตรงหน้าในเวลานี้ทันที
“ขอถามหน่อยเถิด ในคืนนั้น สุราที่อยู่ในป้านมีรสชาติเป็นอย่างไร”
“เป็นสุราองุ่นเลิศรส รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อมไม่บาดคอ ตัวกระหม่อมเองเดิมทีมิได้ชื่นชอบการร่ำสุรา แต่อดมิได้ที่จะดื่มไปเกือบครึ่งป้านพ่ะย่ะค่ะ”
“…”
ทุกคนพลันตกอยู่ในความเงียบงันทันใด
“หากเป็นเช่นนั้น ก็คงเป็นฝูงปีศาจบนเขาเมื่อคืนวานซืนที่ร่ายวิชาอาคม ลักเอาทั้งสุราเลิศรสและป้านสุราเงินที่ฝ่าบาททรงเตรียมไว้ต้อนรับท่านแม่ทัพแห่งต้าเยี่ยน หลังจากพวกมันต้อนรับท่านแล้ว อารามบนเขาก็อันตรธานหายไป ส่วนป้านสุราเงินก็คงตกค้างอยู่บนเขานั้นใช่หรือไม่”
“อาจจะเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“อาจจะรึ”
“หากบนเขาตามหาป้านสุราเงินมิพบ ก็เป็นไปได้ว่าอาจถูกชาวบ้านที่ต้อนสัตว์ขึ้นเขาเมื่อวานหรือวันนี้เก็บไปเสียแล้ว หรือไม่ก็…ฝูงปีศาจพวกนั้นอาจเห็นว่าป้านสุราเงินใบนี้มีค่า จึงนำกลับไปเก็บไว้ยังคลังสมบัติของพวกมันพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องนี้…”
บรรดาขุนนางได้ฟังดังนั้นต่างก็พากันขมวดคิ้วมุ่นทันใด
ถึงกับมีขุนนางอารมณ์ร้อนผู้หนึ่งผุดลุกขึ้นยืนตระหง่าน “จะหาเจอหรือหาไม่เจอ ตัวท่านก็ล้วนมีข้ออ้างรอดตัวได้ทั้งสิ้น นี่ท่านกำลังปั่นหัวฝ่าบาทอยู่หรืออย่างไร!”
“อย่าได้เสียมารยาท!”
เจ้าผู้ครองแคว้นปี้อวี้ทรงครองราชย์มานานหลายปี ในเมืองมักมีเหตุการณ์สมบัติล้ำค่าสูญหายไปอย่างลึกลับอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งบางคราพระองค์ก็ทรงมีความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาอยู่บ้าง เพียงแต่ยามนั้นมิอาจแน่พระทัยว่าเป็นสิ่งใดหรือเกิดจากเหตุใด ทว่าบัดนี้เมื่อได้สดับฟังคำบอกเล่าของซ่งโหยว เรื่องราวเหล่านั้นกลับสอดรับกับความรู้สึกในอดีตได้อย่างพอดิบพอดี ประกอบกับนักพรตผู้นี้กล่าววาจาได้ถูกต้องไร้ที่ติ ทั้งท่วงทียังสุขุมลุ่มลึกและจริงใจยิ่ง พระองค์จึงทรงเชื่อไปแล้วกว่าเจ็ดแปดส่วน
“ทว่าสิ่งนี้เป็นของพระราชทานจากฮ่องเต้แห่งต้าเยี่ยน ทั้งคืนนั้นยังมีท่านแม่ทัพแห่งต้าเยี่ยนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ หากตามหาป้านสุราเงินไม่เจอ พวกเราควรจะทำประการใดดี”
“ทุกท่านโปรดอย่าได้ร้อนใจไป”
ซ่งโหยวยังคงมีท่าทีเนิบนาบมิทุกข์ร้อน เอ่ยคำอย่างซื่อสัตย์ว่า “พวกกระหม่อมจะพำนักอยู่ที่เมืองอวี้เฉิงแห่งนี้อย่างน้อยหนึ่งเดือน ประสบการณ์ภายในหนึ่งเดือนนี้ ขอฝ่าบาทโปรดอย่าได้เอาความกับนางกำนัลผู้นั้นเลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อนำป้านสุราเงินกลับคืนมาถวายให้จงได้ หากแม้นนำกลับมามิได้ กระหม่อมย่อมสามารถเขียนฎีกาส่งไปยังค่ายทหารประจำด่านอันซี เพื่อชี้แจงแถลงไขถึงต้นสายปลายเหตุ แล้วจึงค่อยให้พวกเขากราบทูลรายงานต่อราชสำนัก ตัวกระหม่อมและสหายมีความสนิทชิดเชื้อกับท่านอัครมหาเสนาบดีแห่งต้าเยี่ยน ทั้งยังเคยเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิมาแล้วคราหนึ่ง ทางราชสำนักย่อมบังเกิดความเชื่อถือในตัวพวกข้า และเหล่าท่านแม่ทัพก็จักไม่สร้างความลำบากใจให้แก่แคว้นปี้อวี้พ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ในใจก็พลันบังเกิดความอัศจรรย์ใจอยู่ลึกๆ
เพียงแค่แม่ทัพผู้หนึ่งของต้าเยี่ยนที่มาประจำการอยู่ชายแดน กลับสามารถทำให้แคว้นเล็กๆ แคว้นหนึ่งเกิดความตื่นตระหนกตกใจได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ
“ท่านเคยเข้าเฝ้าฝ่าบาทแห่งต้าเยี่ยนด้วยรึ”
“กระหม่อมเคยพำนักอยู่ที่เมืองฉางจิงอยู่หลายครา มีความคุ้นเคยกับอดีตฮ่องเต้ค่อนข้างมาก ส่วนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็เคยพบพานมาแล้วหนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวตอบตามความสัตย์จริง “หากฝ่าบาททรงไม่เชื่อ สามารถส่งหนังสือไปสอบถามยังค่ายทหารในท้องที่ได้ แม่ทัพผู้บัญชาการแห่งสี่ด่านแดนอันซี ย่อมต้องเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของพวกข้าเป็นแน่”
“อดีตฮ่องเต้…”
เจ้าผู้ครองแคว้นปี้อวี้เบิกพระเนตรกว้าง
เด่นชัดยิ่งว่าพระองค์ทรงคุ้นเคยกับอดีตจักรพรรดิมากกว่า ทั้งพระบรมเดชานุภาพของอดีตจักรพรรดิกดทับอยู่ในใจของพวกเขาอย่างลึกล้ำยิ่งกว่าเช่นกัน
ภายในท้องพระโรง กษัตริย์และเหล่าขุนนางต่างหันมาสบตากัน ทว่ามิได้รีบร้อนซักไซ้ไล่เลียง และก็มิได้ปักใจเชื่อในทันที เพียงแต่มองออกไปเห็นแสงตะวันรอนกำลังลับขอบฟ้า จึงโบกพระหัตถ์สั่งให้เหล่านางกำนัลยกสำรับสุราอาหารเข้ามาต้อนรับ
ณ ดินแดนปี้อวี้แห่งนี้ นอกจากจะเป็นแหล่งกำเนิดหยกงามแล้ว ยังเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพืชพรรณธัญญาหารและผลไม้นานาชนิด สัจธรรมที่ว่า ‘ส้มปลูกทางใต้รสหวาน ปลูกทางเหนือรสเปรี้ยว’ นั้นสามารถใช้ได้ดีกับที่นี่เช่นกัน ต่อให้เป็นผลไม้ชนิดเดียวกัน หากเจริญเติบโตบนผืนแผ่นดินผืนนี้ ย่อมสามารถออกผลได้หอมหวานละมุนลิ้น ชนิดที่ว่าต่อให้ดั้นด้นหาในแผ่นดินต้าเยี่ยนทางทิศบูรพาก็มิมีวันได้พบพาน
เพื่อเป็นการแสดงความให้เกียรติแก่เอนกอนันต์ กษัตริย์จึงทรงมีรับสั่งให้คนไปที่ค้างองุ่นในพระราชวัง ตัดองุ่นพวงที่สุกงอมได้ที่ลงมาจัดใส่ถาดถวาย
ซ่งโหยวมองดูพวงองุ่นในจานตรงหน้า
แม่นางสามสีเองก็จับจ้ององุ่นพวงนั้นตาไม่กะพริบ
องุ่นในครานี้ผ่านการชะล้างมาอย่างสะอาดสะอ้าน หยาดน้ำค้างเม็ดใสยังคงเกาะพราวอยู่บนผล ดูน่ายลและชวนให้ลิ้มลองยิ่งนัก ทว่าพอมองดูดีๆ แล้ว องุ่นพวงนี้ช่างเหมือนกับองุ่นที่ได้กินเมื่อคืนวานซืนไม่มีผิดเพี้ยน
ทั้งสีดำขลับเป็นเงางาม พวงใหญ่ และผลอวบอิ่มเช่นเดียวกัน
“องุ่นของเมืองอวี้เฉิงนั้นมีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วสารทิศ และในบรรดาเมืองอวี้เฉิงทั้งหมด พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่บนชัยภูมิที่สูงที่สุด องุ่นจึงสุกงอมก่อนที่ใด ตัวเราให้คนคอยดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี เชิญท่านลองลิ้มชิมรสดูเถิด”
“กระหม่อมได้ยินชื่อเสียงมานานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งโหยวจึงยื่นมือออกไป เด็ดองุ่นมาผลหนึ่ง
รสสัมผัสช่างฉ่ำหวาน น้ำองุ่นเปี่ยมล้นอยู่ในโพรงปาก
ช่างเป็นรสชาติเดียวกับที่ได้ลิ้มลองเมื่อคืนวานซืนอย่างแท้จริง
ซ่งโหยวเด็ดองุ่นขึ้นมาอีกผลหนึ่ง ส่งให้ศิษย์น้อยของตนได้กิน
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เขาแทบมิได้ยินคำพูดประเภท ‘แมวไม่กินผลไม้’ หลุดออกมาจากปากของนางอีกเลย
เด็กหญิงตัวน้อยเคี้ยวองุ่นตุ้ยๆ ท่าทางดูน่าเอ็นดูยิ่งนัก
ซ่งโหยวละสายตาจากตัวนาง หันกลับมามองเหล่าผู้คนในท้องพระโรงในยามนี้ มีหลายคนกำลังลอบประเมินตัวเขาอยู่ เมื่อเห็นว่าบนใบหน้าของบางคนยังคงมีร่องรอยแห่งความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ และเมื่อมีความคลางแคลงใจ ก็ย่อมมีความวิตกกังวลตามมา เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงหยิบองุ่นขึ้นมาผลหนึ่ง แล้วเอ่ยกับทุกคนในที่นั้นว่า
“ก่อนหน้านี้กระหม่อมเคยเรียนว่า กระหม่อมพอมีวิชาเร่งการเจริญเติบโตของผลองุ่นได้ เดิมทีคิดว่าจะไปแสดงให้ทุกท่านชมที่ใต้ค้างองุ่นหลังจากสิ้นสุดงานเลี้ยง ทว่าในเมื่อยามนี้มีองุ่นยกมาจัดเลี้ยงแล้ว เช่นนั้นกระหม่อมขอแสดงให้ทุกท่านได้ชมกัน ณ ที่แห่งนี้เลยแล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”
“โอ้”
กษัตริย์และเหล่าขุนนางต่างพากันหันมาจับจ้องที่เขาเป็นตาเดียว
พลันเห็นนักพรตหนุ่มยื่นมือไปบดขยี้ผลองุ่นบนโต๊ะ นำเมล็ดของมันออกมา จากนั้นก็สะบัดมือโยนเมล็ดลงบนพื้นหินของพระราชวังตามอำเภอใจ นิ้วมือเรียวยาวตวัดชี้คราหนึ่ง แสงรัศมีอันเจิดจรัสก็พลันร่วงหล่นลงมา
ขุนนางบางคนยังคงจับจ้องสายตาอยู่ที่ตัวนักพรต โดยไม่เห็นว่าเขาจะขยับเคลื่อนไหวอันใดเพิ่มเติม จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องอุทานด้วยความตื่นตระหนกของคนข้างกาย จึงรีบเบนสายตาไปมองดูตาม พลันพบว่าบนพื้นหินแข็งกระด้างกลับปรากฏยอดอ่อนสีเขียวผุดขึ้นมา เมล็ดองุ่นเม็ดนั้นถึงกับหยั่งรากลึกลงไปในแผ่นอิฐหิน แตกกิ่งก้านใบสีเขียวขจีอวดสายตาผู้คน
“โปรดรดน้ำด้วย”
“รีบรดน้ำเร็วเข้า!”
ผู้รับใช้รีบตักน้ำรดลงบนยอดอ่อนอย่างระมัดระวัง
ยามนั้นเอง แผ่นอิฐหินของพระราชวังก็เริ่มปรากฏรอยแยกปริแตกขึ้นมาทีละน้อย พร้อมๆ กับที่ยอดอ่อนนั้นเจริญเติบโตรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงพริบตาก็เติบใหญ่กลายเป็นเถาองุ่น เลื้อยระย้าไปตามพื้นดิน
ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแสงแดด ไม่จำเป็นต้องมีผืนดินรองรับ มันหยั่งรากฝังลึกอยู่ท่ามกลางก้อนหินหนาทึบ เพียงชั่วระยะเวลาไม่นาน ก็หลั่งรินผลองุ่นพวงใหญ่ออกมาให้ประจักษ์แก่สายตา
กษัตริย์และเหล่าขุนนางต่างพากันตกตะลึงลานอัศจรรย์ใจยิ่ง ทรงสั่งให้ผู้รับใช้ไปตัดพวงองุ่นนั้นมาลองลิ้มรสดู รสชาตินั้นกลับยิ่งโอชาและหวานล้ำกว่าองุ่นที่เพิ่งตัดมาจากค้างในวังเสียอีก ยิ่งสร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่ผู้คนทวีคูณ
“นี่เป็นเพียงวิชาอาคมธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไปในต้าเยี่ยนพ่ะย่ะค่ะ ตัวกระหม่อมอาจจะพลิกแพลงใช้ได้ประณีตกว่านักเล่นปาหี่ตามยุทธภพอยู่บ้าง ทว่าก็มิได้ล้ำลึกอันใด” ซ่งโหยวเอ่ยบอกกับพวกเขา “เมื่อครู่กระหม่อมได้เรียนไปแล้วว่า เมื่อคืนวานซืนฝูงปีศาจพวกนั้นได้นำองุ่นพวงหนึ่งที่ได้มาจากกรวยทองคำมาต้อนรับพวกข้า พวกข้ากินจนหมดสิ้นอิ่มหนำ องุ่นพวงนั้นก็คือองุ่นที่ถูกเด็ดไปจากค้างองุ่นในวังแห่งนี้เอง บัดนี้กระหม่อมจึงขอนำมาปลูกชดใช้คืนให้แก่ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
กษัตริย์ฟังจบก็ถึงกับทรงนิ่งอึ้งไปอีกครา
พระองค์รีบสั่งให้คนไปตามตัวคนดูแลค้างองุ่นมาเข้าเฝ้าเพื่อซักถามความจริง คนดูแลค้างองุ่นเห็นฝ่าบาททรงตรัสด้วยน้ำเสียงจริงจังเฉียบขาด จึงได้ยอมสารภาพความจริงออกมาว่า เมื่อคืนวานซืนมีองุ่นหายไปพวงหนึ่งจริงๆ เพียงแต่ยามนั้นมิรู้ว่าผู้ใดเป็นคนลักลอบเด็ดไป คิดว่าเป็นพระโอรสหรือพระมเหสีในวังมาเด็ดไป จึงมิกล้ารายงานขึ้นไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกคนจึงได้ปักใจเชื่อในคำกล่าวของซ่งโหยวอย่างหมดเปลือก
ทั้งยังพากันรู้สึกว่าเรื่องราวนี้น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
บนภูเขานอกเมือง มิพบร่องรอยของป้านสุราเงินเลยพ่ะย่ะค่ะ
“ฝ่าบาทโปรดอย่าได้ทรงร้อนพระทัยไป กระหม่อมยังคงยืนยันคำเดิม ภายในหนึ่งเดือนนี้ จะพยายามนำมันกลับคืนมาให้จงได้ หากแม้นทำไม่สำเร็จ ย่อมต้องชี้แจงสถานการณ์ต่อค่ายทหารอันซีและราชสำนักอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวชะงักคำครู่หนึ่ง ยื่นมือออกไปลูบหัวเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังเคี้ยวองุ่นอยู่ข้างกาย “ที่พวกข้าเข้าวังมาในวันนี้ ก็เพราะเห็นว่าเรื่องราวนี้มีสาเหตุเกี่ยวเนื่องมาจากพวกข้า พวกข้าย่อมมิอาจปล่อยให้ผู้บริสุทธิ์ต้องมาพลอยรับเคราะห์กรรมเพราะเหตุนี้ได้ ตราบใดที่ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าฝ่าบาทจะไม่ถูกติติงสงสัย และนางกำนัลจะไม่ถูกประหาร พวกกระหม่อมก็จะยังมิเดินทางจากไปพ่ะย่ะค่ะ”
“เราเชื่อท่าน”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
“มิทราบว่ายามนี้ท่านพำนักอยู่ที่ใดรึ” กษัตริย์ตรัสถาม จบคำก็รีบเสริมขึ้นมาในทันใดว่า “เราหาได้มีเจตนาอื่นใด เพียงแต่ท่านเดินทางมาไกลย่อมถือเป็นอาคันตุกะ พวกเราควรจะต้อนรับขับสู้ท่านให้ดีจึงจะถูกต้อง”
“กระหม่อมพักอยู่ที่โรงพักม้าแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของเมืองพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ที่นั่นช่างสอดรับกับความพึงใจของตนเองยิ่งนัก และหลังจากผ่านพ้นวันนี้ไป เป็นไปได้สูงว่าตนอาจจะต้องพำนักอยู่ที่นั่นต่อไปอีกนานโข “พวกข้าชอบสถานที่แห่งนั้นยิ่งนัก หากฝ่าบาทมีพระราชประสงค์สิ่งใด สามารถส่งคนไปตามหาพวกข้าที่นั่นได้เสมอพ่ะย่ะค่ะ”
“ในวังมีห้องพักสำหรับอาคันตุกะจัดเตรียมไว้ให้ท่านนะ”
“กระหม่อมขอรับน้ำพระทัยไว้ด้วยใจพ่ะย่ะค่ะ” ซ่งโหยวเอ่ยตอบด้วยความจริงใจ “ทว่าที่นั่นเหมาะสมต่อการพเนจรรวมถึงการบำเพ็ญเพียรของพวกข้ามากกว่าในพระราชวังพ่ะย่ะค่ะ”
“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านสะดวกเถิด”
กษัตริย์มิได้เซ้าซี้อันใดอีก
กระทั่งถึงยามงานเลี้ยงเลิกรา กษัตริย์ให้คำมั่นสัญญาแก่เขาว่าจะไม่เอาความนางกำนัลผู้นั้นในระยะเวลาอันสั้นนี้ จากนั้นจึงได้จัดส่งทหารในวังให้ทำหน้าที่พารถม้าไปส่งเขากลับที่พัก
ในขณะเดียวกัน พระองค์ก็ทรงจรดพู่กันเขียนราชสาส์นด้วยถ้อยคำอันนอบน้อมจริงใจ สั่งให้คนรีบนำไปส่งเพื่อสอบถามความจากแม่ทัพผู้ดูแลด่านทหาร ทั้งยังทรงสั่งให้คนไปขุดแผ่นอิฐในท้องพระโรงขึ้นมาตรวจสอบดู พลันพบว่ารากของเถาองุ่นนั้นได้หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับแผ่นอิฐหินไปเสียแล้ว แผ่นอิฐหินที่เคยแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า กลับกลายสภาพเป็นเต้าหู้อ่อนยามอยู่ใต้รากแก้วเหล่านั้น ทั้งชอนไชทะลุผ่านแผ่นหินลงไปจนถึงชั้นดินใต้ถุนพระราชวัง
ผู้คนทั้งหลายต่างตกตะลึงพรึงเพริด
ยามนี้ราตรีได้คืบคลานเข้ามาแล้ว ทหารหนุ่มได้ย่างกรายออกจากพระราชวังมา
หนทางขรุขระมิราบเรียบ รถม้าของพระราชวังโยกคลอนไปมาตามแรงขับเคลื่อน แม่นางสามสีนั่งอยู่ตรงข้ามกับทหารหนุ่ม ทว่านางกลับเอาแต่แหงนหน้าขึ้น ดวงตากลมโตจับจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ
“เจ้ามองสิ่งใดอยู่รึ”
แม่นางสามสีได้ยินดังนั้นก็เพียงแต่เอียงคอเล็กน้อย ทว่าดวงตายังคงจับจ้องอยู่ที่ตัวเขาตามเดิม ร่างกายอันบอบบางดั่งรวงข้าวขยับไหวไปตามแรงสั่นสะเทือนของรถม้า ในแววตาคู่รุ่งโรจน์นั้นราวกับมีความคิดบางอย่างแล่นพล่านอยู่ ทว่ากลับมิอาจกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูดได้ จึงมิได้เอ่ยคำตอบใดออกไป
ทว่าวิถีการปฏิบัติตนของทหารหนุ่มนั้น กลับมีอิทธิพลต่อนางมากขึ้นทีละน้อยเสียแล้ว
…………………………