ข้าเกิดใหม่เป็นคุณหนูตกอับตระกูลบัณฑิต - ตอนที่ 117
สัญญาณร้าย
วันเวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า ยังไม่ทันหมดฤดูตงเทียน
อุณหภูมิของสภาพโดยรอบทุกหนแห่งเริ่มร้อนขึ้นจนผู้คนเริ่มรู้สึก
ว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติอย่างเช่นทุกครั้ง
กระนั้น ภายในเมืองแห่งหนึ่งห่างจากเมืองหลวงไม่มาก
เจ้าเมืองแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นผู้หนึ่งที่ไม่เชื่อคำเตือนของผู้เป็นใหญ่
เนื่องจากถือว่าตนเองมีขุนนางเก่าแก่หนุนหลัง
รวมถึงนับตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้เจ้าตัวมีอายุเกือบห้าสิบ
เขายังไม่เคยประสบกับเหตุการณ์เกี่ยวกับภัยพิบัติมาก่อน แม้ว่า
ฝ่าบาทจะออกพระราชโองการถึงผลร้ายที่ตามมาหากคนผู้นั้นไม่
เชื่อฟัง
ทว่าชายวัยกลางคนที่กำลังจะเข้าสู่วัยชราผู้นี้กลับคิดเย้ย
หยันในใจ หาว่าเรื่องภัยแล้งนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล
และไม่คิดจะทำตามคำแนะนำจนปล่อยให้เวลาผ่านไป
อย่างไร้ประโยชน์ อีกทั้งยังปิดหูปิดตาผู้คนในเมืองไม่ให้ใครพูดถึง
192
หรือกระจายเรื่องเหล่านี้ออกไป ดังนั้นจึงมีผู้คนจำนวนมากยังคง
ใช้ชีวิตกันตามปกติ
ที่สำคัญก็คือเมืองแห่งนี้จัดได้ว่าเป็นแหล่งเกษตรกรรม
สำคัญในเมืองหลวง เจ้าเมืองคนนี้จึงไม่คิดว่าคนในเมืองของตน
จะอดตาย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาคงหลงลืมหรืออาจจะไม่คาดคิดว่าถ้า
หากเกิดภัยแล้งขึ้นมาจริงไม่ใช่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะอดตาย
สัตว์ทั้งหลายเองก็ย่อมที่จะเอาตัวรอดเช่นกัน และ
ตรงไหนที่พวกมันคิดว่ามีของกินสัตว์เหล่านั้นก็จะพากันไปที่นั่น
ซึ่งในอนาคต คนผู้นี้จะต้องพบเจอกับหายนะอย่างคาด
ไม่ถึงทีเดียวและไม่เพียงจะเดือดร้อนแค่ตนเองเท่านั้น
เพราะแม้แต่ชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องก็ต้องมาประสบกับเรื่อง
ร้ายที่เกิดจากความเย่อหยิ่งและรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของคนผู้นี้ไป
ด้วย
ณ หมู่บ้านไหลชุน หนิงอันกำลังเก็บเกี่ยวมันเทศแปลง
สุดท้ายเช่นเดียวกับชาวบ้านอีกหลายครัวเรือน
193
เด็กหญิงยกมือปาดเหงื่อบนหน้าผากก่อนยกมือป้อง
ดวงตาแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่แสงของดวงตะวันกำลังสาด
แสงร้อนแรงลงมาบนพื้นโลก
‘ร้อนยิ่งหนัก นี่ยังไม่พ้นฤดูหนาวเลย หากเป็นอย่างนี้
ต่อไปสิ่งที่เจ้าพูดไว้คงจะเกิดขึ้นในไม่ช้าเป็นแน่’
‘ใช่ นี่เป็นสัญญาณเตือนจากเบื้องบน เจ้าไม่เห็นหรือว่า
เริ่มมีสัตว์ปีกบินผ่านทางนี้กันมากขึ้น พวกมันคงจะหนีร้อนจาก
ทางใต้ขึ้นไปทางเหนือกันนั่นแหละ’ นํ้าเสียงของกุยเฮยพูดขึ้น
ยามเมื่อเจ้าตัวเงยหน้ามองฟ้าไม่ต่างจากสหาย
ในขณะที่หนึ่งเด็กหญิงกับหนึ่งเต่าตัวเล็กกำลังสนทนา
กันกุยเฮยก็ได้ยินเสียงร้องของสัตว์ชนิดหนึ่งที่หลงลืมไปนานแล้ว
หากมันไม่โผล่ออกมา สัตว์ชนิดนี้ก็คือหนูที่หายหน้าหาย
ตาไปนานนับตั้งแต่ที่พวกมันย้ายมาจากเมืองหลวง
‘อันอันพวกหนูมา’ ‘ห๊ะ! หนูที่ไหน หนูอะไร’ หนิงอันถาม
กับเต่าตัวเล็กด้วยใบหน้าเหลอหลา
‘จะหนูที่ไหนล่ะ ก็พวกหนูที่มาจากเมืองหลวงนะสิ พวก
มันมีเรื่องมาบอก’ คำตอบของกุยเฮยทำให้หนิงอันร้อง “อ๋อ…”
ออกมายาว ๆ
194
ดังนั้นหนิงอันจึงได้ก้มหน้ามองที่พื้นและก็เห็นหนูตัว
ใหญ่ขนสีเทาเป็นมันเงา ยืนสองขาจ้องตนตาแป๋วพร้อมกับส่ง
เสียงร้องจี๊ด ๆ ‘เฮยเฮยคนดีแปลให้ข้าฟังที’ หนิงอันสื่อสารกับคู่หู
ด้วยนํ้าเสียงจนใจ
‘เจ้าตัวเล็กนี่บอกว่า อีกไม่นานจะเกิดภัยธรรมชาติขึ้นให้
เจ้าระวังเรื่องของการอพยพของสัตว์ต่าง ๆ รวมถึงหนูอีกหลายฝูง
มันเห็นว่าที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ดังนั้นจึงได้มาบอกให้เจ้า
เตรียมตัวรับมือ’
หลังฟังจบแม้หนิงอันจะตกใจกระนั้นเจ้าตัวก็ยังคงกล่าว
กับหนูตัวน้อยออกไป “ขอบใจเจ้ามาก”
หลังเด็กหญิงพูดจบ เจ้าหนูตัวเล็กก็วิ่งหายลับไป ‘แย่แน่
ๆ คราวนี้พวกเราจะทำอย่างไรล่ะ’ หนิงอันพูดขึ้นอย่างกลัดกลุ้ม
‘เจ้าใจเย็นลงสักหน่อยเถอะ มีข้าอยู่ลืมแล้วอย่างนั้นหรือ
เรื่องหนูเจ้าก็รีบไปเขียนวิธีป้องกัน แจ้งให้ท่านพ่อทราบเอาไว้
ก่อน ที่เหลือขอข้าไปค้นดูในมิติก่อนว่ามีสิ่งใดบ้างที่จะสามารถ
นำมาไล่สัตว์ชนิดนี้ได้’
‘เฮยเฮยเจ้าช่างเป็นที่พึ่งในยามยากเสียจริง ๆ’ หนิงอัน
ดึงเต่าตัวเล็กลงมากอด ‘จะ…เจ้าทำอะไรเป็นสตรีช่วยรักษากิริยา
195
ของตนด้วย แม้ข้าจะเป็นเต่าแต่ก็ยังนับว่าเป็นบุรุษนะ จะมากอด
มาหอมแบบนี้ไม่ได้’ นํ้าเสียงกุยเฮยฟังดูกระท่อนกระแท่น
หนิงอันหัวเราะเสียงดังก่อนจะแกล้งเต่าตัวเล็กด้วยการ
กระชับอ้อมกอดของตัวเองให้แน่นขึ้น ‘ข้าไม่ถือ’
ช่วงเย็นภายในวันเดียวกัน หลังจากหยูเจียงเดินทาง
กลับมาจากในเมือง หนิงอันผู้กำลังเฝ้ารอบิดาด้วยใจจดจ่อเพื่อ
จะบอกในเรื่องที่ตนเองรู้ แต่เกรงว่าจะทำให้มื้ออาหารกร่อย
ดังนั้นเจ้าตัวจึงได้อดทนรอ จนกระทั่งในที่สุดเมื่อมื้อ
อาหารเย็นจบลง ยังไม่ทันที่คนในครอบครัวจะแยกย้ายเด็กหญิง
จึงได้เปิดปากเรียกผู้เป็นพ่อออกมา
“ท่านพ่อ ข้ามีเรื่องจะบอกเจ้าค่ะ” หยูเจียงภาวนาว่าขอ
อย่าให้มีเรื่องร้ายอีกเลย
แต่แล้ว…
ดูเหมือนฟ้าจะไม่เข้าข้าง เมื่อหนิงอันได้พูดถึงเรื่องที่ได้
ยินมาจากสัตว์ตัวเล็ก ก่อนที่จะยื่นสมุดทำมือที่นางเขียนไว้ตั้งแต่
กลับลงจากภูเขาออกไป
196
“วันพรุ่งพ่อจะรีบนำเรื่องนี้ไปจัดการ ว่าแต่เจ้ายังมีสิ่งใด
อีกหรือไม่” เมื่อชายหนุ่มเห็นว่าบุตรสาวยังนั่งนิ่งอยู่กับที่เจ้าตัวจึง
ได้ถามออกมาอย่างสงสัย
“ท่านพ่อ เมืองของเรามีหมู่บ้านไหนยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ
หรือไม่”
“ไม่มีนะ พ่อได้แจ้งไปทางหัวหน้าหมู่บ้านของทุก
ครัวเรือนทั้งหมดตามที่ลูกบอกแล้ว อีกทั้งยังได้รับรายงานกลับมา
ด้วยว่าหมู่บ้านแต่ละแห่งได้จัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตกันเรียบร้อย”
หนิงอันยิ้มออกมาอย่างโล่งอก “เจ้าถามทำไม หรือว่าจะ
เกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรือ” หยูเจียงถามออกมานํ้าเสียงเต็มไป
ด้วยความกังวล
“อันอัน เจ้ามีสิ่งใดก็บอกออกมาซะให้หมด อย่าได้กลัว
ว่าพวกเราจะไม่เชื่อ” นํ้าเสียงแหบพร่าของหญิงชรากล่าวเสียง
เนิบหลังจากนั่งฟังการสนทนาของคนทั้งสอง
“ใช่แล้ว เจ้าพูดออกมาเถอะ” หยูเจียงกล่าวสนับสนุนอีก
เสียง
197
หนิงอันมองสีหน้าของคนในครอบครัวทีละคนก่อนที่จะ
ถอนหายใจหวังคลายความอึดอัด “ข้าเพียงมีลางสังหรณ์ไม่ค่อย
ดีเจ้าค่ะ ข้ากลัวว่าจะมีแมลงชนิดอื่นด้วย นอกจากหนู”
“แมลงชนิดอื่นนอกจากหนูอย่างนั้นหรือ เจ้าคงจะไม่ได้
หมายถึงตั๊กแตนหรอกใช่หรือไม่” หยวนฟานโพล่งขึ้นหลังจากได้
ยินคำพูดของบุตรสาว
หนิงอันพยักหน้ารับ สีหน้าหนักใจไม่แพ้กัน ในครั้งอดีต
ตามที่เธอเคยศึกษาเมื่อสมัยอยู่ในยุคของตนได้มีการระบาดของ
ตั๊กแตนมาแล้ว
ฝูงของมันมีความกว้างและยาวมากในการระบาดครั้ง
นั้น ทำให้พืชผลของเกษตรกรเกิดความเสียหายอย่างหนัก ส่งผล
ให้เกิดภาวะขาดแคลนอาหารรวมถึงเศรษฐกิจภายในประเทศ
ตกตํ่า
เกิดความเงียบเมื่อหนิงอันไม่ได้เอ่ยปฏิเสธ “หากเกิด
เรื่องนี้จริงเห็นที่ว่าแผ่นดินของเราคงจะลำบากเสียแล้ว เจ้ามีวิธี
ป้องกันหรือไม่” หยูเจียงถามขึ้นอย่างอ่อนแรง
198
“ในตอนนี้ยังไม่มีเจ้าค่ะ ข้าเพียงแค่สันนิษฐานยังไม่รู้ว่า
จะเกิดขึ้นหรือไม่ กระนั้นด้วยความไม่ประมาทควรให้ชาวบ้าน
ชาวนาเก็บผลผลิตของตนให้ดี
รวมถึงให้ใช้ชีวิตให้เงียบและธรรมดาสามัญที่สุดเพราะหากเกิด
เหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริง ข้าเกรงว่าจะมีความโกลาหลมากทีเดียว”
คำพูดของหนิงอันหาใช่ว่าจะไร้เหตุผล
หยูเจียงจึงได้พยักหน้าตอบตกลงโดยไม่คัดค้าน แม้ว่า
ภายในอกจะมีความหนักใจไม่น้อยเลยก็ตาม
‘อันอัน เจ้ากังวลเรื่องอะไร เหตุใดจึงไม่ยอมหลับยอม
นอน’ กุยเฮยเอ่ยถามหลังจากที่เจ้าตัวรู้สึกถึงการพลิกตัวไปมา
ของสหายตั้งแต่นางเดินเข้าห้องแล้วล้มตัวลงนอน
‘ข้านอนไม่หลับ’ หนิงอันพูดขึ้นนํ้าเสียงคล้ายหมดแรง
‘เจ้าจะกังวลในสิ่งที่ยังไม่เกิดไปทำไม หรือถ้าหากเกิด
เรื่องขึ้นจริง เจ้าก็จงคิดเสียว่ามันเป็นเคราะห์กรรม ถึงแม้ว่าเราจะ
รู้ล่วงหน้าสิ่งที่ทำได้ก็เพียงแค่ระวัง สิ่งใดควรเตือนก็เตือนแล้ว
อะไรจะเกิดย่อมต้องเกิด อย่าลืมว่าชะตาชีวิตของผู้ใดก็เป็นของ
คนผู้นั้น’ กุยเฮยพูดขึ้นอย่างเข้าใจถึงสาเหตุของการนอนไม่หลับ
199
ของคู่หู แม้หนิงอันจะเข้าใจแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าตัวก็ยังคงอดที่จะ
เก็บมาคิดไม่ได้
เช้าวันต่อมาอากาศร้อนตั้งแต่เช้าตรู่ทำให้หนิงอันที่เพิ่ง
จะหลับในเวลาใกล้รุ่งไม่อาจทนนอนต่อไปได้
“ร้อนชะมัด ข้าจะนอนได้ยังไง ลุกไปหาทำของดับร้อนกิน
ดีกว่า” หนิงอันบ่นพึมพำ แม้ว่าเสียงของเด็กหญิงจะไม่ดังแต่
สำหรับกุยเฮยผู้มีหูดีถึงกับหูผึ่งเมื่อได้ยินคำว่าของกิน
‘เจ้ามีอะไรสามารถดับร้อนได้อย่างนั้นหรือ’ เต่าตัวน้อย
ถามขึ้นด้วยความสนใจ
‘นํ้าแข็งอย่างไรล่ะ จะกินไหม’ คำตอบของหนิงอันทำให้
กุยเฮยตอบออกมาคล้ายผิดหวัง ‘ข้านึกว่าจะมีสิ่งใดแปลกใหม่ซะ
อีกอุตส่าห์คาดหวังไว้ซะดิบดี’
‘เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่านํ้าแข็งของข้าจะธรรมดา’ คำพูดอัน
เป็นเลศนัยนี้ทำให้เต่าตัวเล็กยืดหัวขึ้นทันที ‘หมายความว่ายังไง’
‘เอาไว้เจ้าก็จะรู้เอง ข้าไม่บอกหรอก’
ยามสายของวันหลังจากหนิงอันลงมือทำนํ้าแข็งก้อน
สำหรับกินเรียบร้อยเจ้าตัวก็นำนํ้าแข็งนั้นมาทุบจนป่น ‘นํ้าแข็งไม่
เห็นจะมีอะไรแปลกเลย’ กุยเฮยกล่าวอย่างดูถูก
200
‘เจ้าไม่ได้กลิ่นอะไรที่พี่มู่ตานทำหรอกหรือ’ หนิงอันย้อน
ถาม ‘ได้สิ กลิ่นกุหลาบไม่ใช่หรือ มีกลิ่นของดอกมะลิด้วย แล้วมัน
ทำไม’ ‘เจ้าคิดว่ากลิ่นของมันน่ากินหรือเปล่าล่ะ’
ยังไม่ทันที่กุยเฮยจะตอบเสียงเล็ก ๆ ของหมิงหมิงก็ดัง
ขึ้นมาก่อนตัวพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่เจ้าตัววิ่งมาทางนางหลังจาก
การเรียนในช่วงเช้าจบลง
“พี่สาว ข้าได้กลิ่นของดอกกุหลาบ กับมะลิทว่ามันดู
แตกต่างออกไป ไม่ทราบว่าท่านกำลังทำสิ่งใดหรือขอรับ”
“ทำของอร่อย พวกเจ้าทุกคนรีบไปล้างมือและมารอกิน
เถอะ ข้ารับรองว่าพวกเจ้าไม่เคยได้กินมาจากที่ไหนอย่าง
แน่นอน” จบคำของหนิงอันเด็ก ๆ ทั้งหกคนรีบพากันไปทำตาม
อย่างว่าง่าย
และหลังจากที่ทุกคนกลับมาก็เห็นว่าผู้เป็นพี่กำลังนำ
นํ้าแข็งที่ทุบละเอียดใส่ลงไปในถ้วยจากนั้นนางก็เทนํ้าสีกุหลาบ
ลงไปบนนํ้าแข็งนั้นตามด้วยแตงโมสีแดงสด
เสียงกลืนนํ้าลายจากเด็ก ๆ ดังขึ้นเช่นเดียวกับกุยเฮยที่
ไม่ละสายตาไปจากสิ่งของในมือของสหาย
201
“พี่สาว!” นํ้าเสียงเล็ก ๆ ของเด็กทั้งหกคนเรียกหนิงอัน
พร้อมกัน “มาลองกินนํ้าแข็งไสสิ สิ่งนี้พี่ตั้งใจจะนำไปขายในร้าน
หม้อไฟเนื่องจากช่วงนี้อากาศร้อนทำให้ยอดขายตก
พี่ก็เลยต้องหาสินค้าอื่นไปขายแทน พวกเจ้ามาลองชิมให้ทีว่า
รสชาติเป็นอย่างไร พอจะขายได้หรือไม่”
ไม่ต้องรอให้หนิงอันพูดซํ้าเด็กทั้งหกคนกับเต่าตัวน้อยก็
ยินดีที่จะลิ้มลองของหวานรูปลักษณ์แปลกตานี่อยู่แล้ว
“อร่อย!” ทั้งคนและเต่าพูดออกมาพร้อมกัน
“แต่ไม่อาจกินได้เยอะนะ เพราะอาจจะทำให้ปวดท้อง
หรือไม่สบายได้ดังนั้นควรเป็นแต่พอดี” หนิงอันกล่าวแนะ ซึ่ง
ประโยคนี้ทำให้ผู้ที่คิดจะขอเพิ่มจำต้องแสดงสีหน้าเสียดาย
ออกมา
‘อันอัน ข้าแข็งแรงมากดังนั้นกินมากกว่านี้ได้ไม่มีปัญหา
เจ้าทำให้ข้าอีกถ้วยเถอะนะ’ กุยเฮยกล่าวเว้าวอน
‘ไม่ได้ หากทำให้เจ้า น้อง ๆ คนอื่นก็อาจจะรู้สึกไม่ดีเอา
ได้ เจ้ากินแค่นี้แหละเพราะข้าไม่ได้มีของดีแค่นํ้าแข็งไส เอาไว้ข้า
จะลองทำไอศกรีมให้เจ้ากินรับรองอร่อยมากกว่านี้หลายเท่าตัว’
202
‘เจ้าพูดจริงนะ ไม่ได้หลอกข้าใช่ไหม’ ‘คนอย่างข้าพูดคำ
ไหนคือคำนั้นเคยหลอกเจ้าเมื่อไหร่กัน’
นํ้าแข็งไสที่หนิงอันทำนั้นได้แจกจ่ายให้กับทุกคนภายใน
บ้านด้วย รวมถึงเจ้าตัวยังให้มู่ตานไปแจ้งกับอานไท่ว่านางมีของ
หวานอยากจะให้ทุกคนช่วยชิม ให้มารวมตัวกันปลายยามอู่ของ
วันพรุ่งที่ลานดินหน้าบ้านหยู
ซึ่งการได้ทำอะไรเช่นนี้ทำให้หนิงอันลดทอนความเศร้า
หมองในจิตใจของตนลงได้บ้างและไม่เก็บสิ่งใดมาคิดมากอีก
203