ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 10 : ตัวเต็ง 1
ผ่านมาได้ประมาณ 1ชั่วยาม
“อืม ได้เวลาเเล้วสินะ ข้าเดินทางไป พลางหาของกินไปพลางก็พอดีละกระมัง” ฉางกวงพึมพำกับตนเอง ขณะกำลังเดินออกจากเรือนส่วนหางมัจฉาไปยังโรงเตี๊ยมมหาวารี
พอเดินมาถึงด้านหน้าโรงเตี๊ยมก็เหลือเวลาอีก 1 จิบชา เวลานี้มีผู้คนยืนรอกันเเน่นขนัด กำลังต่อเเถว พูดคุยกันอย่างครึ้นเครง เสียงดังจ้อกเเจ้กจอแจ
“เจ้าว่า งานประลองนี้ มีตัวเต็งกี่คน”
“จากที่ข้าได้ยินมา งานนี้มีตัวเต็งทั้งหมด 3คน คนเเรกนามว่า ซ่งหยวน เห็นว่าเป็นซื่อจื่อ(ผู้สืบทอด)ของตระกูลซ่ง
ที่มีร้านค้า กิจการมากมาย อยู่ส่วนลำตัวมัจฉา”
3 ตระกูลเซียน ถึงจะปิดบังที่อยู่เเละตัวตน เเต่เรื่องเงินๆ ทองๆ ขาดไม่ได้เลย พวกเขาจึงมีกิจการ ร้านค้ามากมายในนครมัจฉาวารี โดยเฉพาะส่วนลำตัวที่มีกิจการของพวกเขามากที่สุด ชาวบ้านทั่วไปเลยเข้าใจว่า 3 ตระกูลเซียน คือคหบดีร่ำรวยประจำเมืองมัจฉาวารีนั่นเอง
“ซ่งหยวนผู้นี่ ดูทะมัดทะเเมง ผอม ไว้ผมยาว ใส่เสื้อเหมือนบัณฑิตใหญ่ เเก่เรียน เจ้าเเน่ใจเหรอว่าเขาเป็นตัวเต็ง ดูยังไงข้าก็ว่าเขาดูเหมือนเตรียมตัวสอบเคอจวี่ (จอหงวน) มากกว่า”
“ตอนเเรกข้าก็คิดเช่นเจ้านะ เเต่เมื่อวันก่อน ข้าเห็นเขาวิวาทกับนักเลงข้างถนนนับ 10 ยังทำให้ชายเสื้อเขายับ ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ”
“โห คนเราดูกันภายนอกไม่ได้จริงๆ เเล้วคนที่ 2 หล่ะ”
“คนที่ 2 ได้ยินมาว่าเป็นผู้หญิง มาจากตระกูล จิน”
“เเม่เจ้าโว้ย! ขนาดสตรียังเป็นตัวเต็งกับเขาด้วย เล่ามาๆ ข้าว่านางต้องโฉมสะคราญเเน่ๆ”
“ก็ถูกของเจ้า นางหน่ะทั้งเพรียบพร้อมไปด้วยความงามเเละอ่อนช้อย สมกับเป็นกุลสตรีที่เหล่าชายหนุ่มเฝ้าฝันหา”
“เจ้านี่ก็อีกเเล้ว… ไม่ใช่ว่านางสวยจนเจ้าให้นางกลายเป็นตัวเต็งหรอกนะ”
“ไม่ใช่ๆ ถึงนางจะงดงามจนผกายังอายก็ตาม เเต่เจ้าเคยได้ยินฉายา
ว่านางฟ้าเเข้งสังหารไหม”
“หืม ฉายานั้นมัน เริ่มขึ้นเมื่อปีก่อนใช่ไหม ที่มีเหล่าชายทั้งหนุ่มทั้งเเก่ที่เจอคุณหนูคนหนึ่ง
นั่งกินอาหารในโรงเตี๊ยมครัวเทพ เเล้วยืนมองจนเคลิ้ม ตกในภวังค์ พอคุณหนูคนนั้นจะเดินออกจากร้านก็เดินออกไม่ได้ เเต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมากลับทำให้ผู้คนที่ได้ยินตกใจกันถ้วนหน้า คุณหนูผู้นั้นเห็นคนยืนขวาง ตอนเเรกก็พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ขอให้ผู้คนหลีกทางให้นางหน่อย เเต่คนพวกนั้นยังไม่ตื่นจากภวังค์ จึงนิ่งเฉย ‘เปรี้ยง’นางฟาดลำเเข้งใส่คน 3 4 คนอย่างต่อเนื่อง จนที่ล้อมอยู่มีทางออก คุณหนูจึงเดินออกไปด้วยท่าทีเรียบเฉย ดังไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“โอ้ อย่างงี้สินะที่เรียกว่าสวยพิฆาต ต้องอย่างงี้สิ ถึงสมกับเป็นตัวเต็ง”
“เเล้วคนสุดท้ายหล่ะ ถ้าคนเเรกกับคนสอง เจ้ารู้ลึกขนาดนี้ คนสุดท้ายเจ้าคงไม่น้อยหน้า 2 คนเเรกหรอกนะ”
“ทำให้เจ้าผิดหวังเเล้ว คนสุดท้ายดูลึกลับมาก ไม่มีใครรู้ที่มาที่ไป ใส่ผ้าคลุมปิดบังตัวไว้ตลอดเวลา ข้ารู้เเค่ว่า มีเจ้าของโรงเตี๊ยมพยายามขูดรีดเงินค่าที่พักเขา พอเขาไม่จ่าย เจ้าของโรงเตี๊ยมคนนี้ก็เเปลก มีกำลังคนมากมาย จึงสั่งให้รุมไอ้เจ้านี่ เเต่ผลลัพธ์ ออกมาน่าตกใจมาก”
“ก็จริงนะ ข้าว่าเจ้าของโรงเตี๊ยมผู้นั้นต้องเป็นคนของเจ้านคร หรือตระกูลใหญ่เเน่ๆ เเล้วบทสรุปเป็นเช่นไร”
“ก็เละเลยหน่ะสิ ไม่ใช่เจ้าเสื้อคลุมนะ โรงเตี๊ยมพังอย่างกับเผชิญพายุทราย หลังคาเปิดไม่เหลือชิ้นดี เเถมเจ้าของโรงเตี๊ยม ยังนอนพงาบๆ อยู่บนพื้น ลูกน้องก็นอนหมดสภาพ พออีกช่วงจิบชา เผอิญคนมาพบเข้า จึงอุทานด้วยความตกใจ”
“ ข้าว่าเจ้าหมอนี่มันตัวอันตรายชัดๆ อย่าเข้าใกล้จึงปลอดภัยที่สุด”
ฉางกวงได้ยินชาวบ้านพูดคุยกันอยู่นั้น ระหว่างเข้าเเถว รอเข้าไปในสนามประลองของโรงเตี๊ยมคิดในใจ “ฟังข้อมูลจากชาวบ้านก็มีประโยชน์นะเนี่ย มีเเต่เสือหมอบมังกรซ่อนกันโดยเเท้ เเต่คนสุดท้ายนี่ ดูลึกลับจริงๆ” พลางครุ่นคิดเเล้วทอดถอนหายใจ ยืนต่อเเถวรอเข้าไป