ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 20 : วันเเรกสิ้นสุด
“หนุ่มน้อยตรงนั้นหน่ะ มีคำถามอันใดกล่าวมาได้เลย” ซูปี้กล่างพลางจ้องไปยังฉางกวงที่อยู่ท่ามกลางผู้คน
“ข้าน้อยอยากทราบปัญหาในการบำเพ็ญเพียรว่า ขั้นบำเพ็ญเพียรเเบ่งได้อย่างไรบ้าง
เเล้วตอนนี้ข้าน้อยเเละเเต่ละคนนั้นอยู่ในขั้นใด เเละบำเพ็ญเพียรวิธีอันใดจึงถือว่าถูกต้อง”
“ถามได้ดี” ความเห็นของทุกคนเห็นเป็นเสียงเดียวกัน
“เจ้าถามได้ตรงประเด็นเเล้ว งั้นข้าจะอธิบายให้ฟังคร่าวๆว่า…
ขั้นบำเพ็ญเพียรนั้นจะเริ่มต้นด้วย 9 ขั้นหนทางเเห่งเซียน
ซึ่งเเบ่งออกได้อีก 3ระดับคือ จุดปราณ ขยายปราณ เเละเสถียรคงปราณ ตามลำดับ
พวกเจ้าบางคนก็อาจจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน เเต่ข้าจะมาขยายความให้ว่าความหมายเเต่ละขั้นหมายความว่าเยี่ยงไร
ขั้นจุดปราณ คือ ขั้น 1 ถึง 3 จุดปราณ ความหมายตรงตัวเลย คือพวกเจ้าต้องปลุกพลังปราณในตัว นำออกมาใช้ได้ในเบื้องต้น
พวกเจ้าศิษย์สายนอกส่วนใหญ่ก็มักจะอยู่ในช่วงนี้ คือขั้น 1 ไม่ก็ 2 สำหรับตัวเจ้านั้นตอนนี้อยู่ที่ขั้น 1
ขั้นขยายปราณ คือขั้น 3 ถึง 6 ขยายปราณ คือการที่พวกเจ้าเพิ่มปริมาณเเละจำนวนของปราณให้เพิ่มขึ้น
เหล่าผู้อาวุโสส่วนใหญ่รวมถึงตัวข้าเเละท่านเจ้านคร จะอยู่ในขั้นนี้
ขั้นนี้จะเริ่มใช้วิชาอภินิหารบางอย่างได้เเล้วเนื่องด้วยพลังปราณที่มากขึ้น”
“ผู้อาวุโสซู คือข้าน้อยมีข้อสงสัย ถ้าขั้นขยายปราณเริ่มใช้วิชาอภินิหารได้ เเล้วทำไมสหายของข้า ซ่งหยวน เฉินเฟย เจียงหวงเเละคุณหนูจิน ตรงด้านนั้นจึงสามารถใช้วิชาได้หล่ะขอรับ” ฉางกวงกำลังครุ่นคิดตามคำพูดของซูปี้ จึงเผลอพูดความคิดของตนโดยไม่รู้ตัว
ผู้อาวุโสซูหันไปมองยังทั้ง 4 ครุ่นคิดอยู่ซักครู่พลางกล่าวพลางทอดถอนหายใจว่า “รากฐานของ 3 ตระกูลเซียนนั้น หยั่งรากลึกยิ่งนัก ในโลกใบนี้บางทีก็มีบางอย่างที่ยากจะคาดเดาได้ วิชาบางส่วนที่ใช้ได้ในขั้นจุดปราณนั้น ส่วนใหญ่ล้วนหาได้ยากดังขนหงส์เขากิเลนทั้งสิ้น
ก็มีวิชาอีกบางส่วนเช่นกันที่ครอบคลุมทั้ง3ขั้นย่อย วิชาเช่นนั้นนับได้ว่าท้าทายสวรรค์ยิ่งนัก เเละยังมีอาวุธวิเศษบางจำพวกที่สลักวิชาไว้เเล้ว เพียงใช้ปราณกระตุ้นเล็กน้อยก็สามารถใช้วิชาได้เช่นกัน”
“โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ยิ่งนัก มีเรื่องที่ไม่เป็นไปตามวิถีอีกมากมายโดยเเท้”
ฉางกวงมองไปยังทั้ง 4 คนนั้น ทั้ง 4 ก็ไม่รู้จะพูดอันใด ได้เเต่พยักหน้าเป็นการยอมรับ
“เเสดงว่าวิชา ‘เหมันต์จู่โจม’ ของข้าก็นับได้ว่าท้าทายสวรรค์เเล้ว” ฉางกวงเเววตาเป็นประกาย
ในใจรู้สึกพองโต
“เอาหล่ะ ข้าเผลอนอกเรื่องมาซะได้ เเต่ก็ถือว่าเป็นคำถามที่ดี…
ขั้นต่อไป ก็คือขั้นเสถียรคงปราณ ถือได้ว่าเป็นรากฐานของขั้วอำนาจในเมืองมัจฉาวารีเลยทีเดียว
จะวัดว่าขั้วอำนาจใดรุ่งเรืองหรือไม่ก็ดูกันตรงจำนวนผู้อาวุโสขั้นนี้นี่แหละ
ในสำนักทวนธาราของเรานั้น มีผู้อาวุโสเสถียรคงปราณเพียง 3 ท่านเท่านั้นคือท่านเจ้าสำนักเเละรองเจ้าสำนักทั้ง2
ส่วน 3 ตระกูลเซียนนั้นระดับขั้นนี้ก็นับได้ว่าเป็นผู้นำตระกูลเลยทีเดียว”ซูปี้หันไปยังทาง ซ่งหยวน เฉินเฟย เเละคุณหนูจินอีกครั้ง
ทั้ง3 ก็ได้เเต่พยักหัวตอบรับเหมือนเคย เเต่ในเเววตามีความภูมิใจ เคารพนับถือไม่น้อย
“เอาหล่ะ เท่านี้ข้าก็ตอบครบเรื่องพลังปราณ คร่าวๆเเล้ว ส่วนถ้าถามว่ามีเคล็ดลับในการบำเพ็ญเพียรให้ถูกต้องข้าเอง
ก็รู้ในส่วนของจุดปราณ กับขยายปราณเท่านั้น ถ้าจะทำให้มันถูกต้องจุดปราณเน้นการปลุกพลังปราณ
พวกเจ้าต้องเพ่งสมาธิไปในภายในจุดศูนย์กลางของร่างกายถึงจะนับว่าถูกต้อง ส่วนขยายปราณข้าคิดว่า
ต้องเพ่งสมาธิให้ครอบคลุมทั้งตัวเพื่อให้ปราณขยายตัวยิ่งขึ้น” ซูเปี้ยกล่าวเหมือนอยู่ในภวังค์
กล่าวจบเหมือนฟื้นจากห้วงความคิดของตน
“ข้าน้อยขอคารวะผู้อาวุโส ที่ช่วยชี้เเนะให้ข้าน้อยได้เห็นเเสงสว่าง”ฉางกวงประสานมือ คารวะไปยังผู้อาวุโสซู
เเววตาตื่นเต้น ส่วนศิษย์คนอื่นๆ เหมือนตื่นจากห้วงความคิด พลันเเววตาเป็นประกาย ปลาบปลื้มเเละเลื่อมใส ไม่เว้นเเม้เเต่ เจียงหวง เฉินเฟย คุณหนูจินเเละ ซ่งหยวนที่ยิ้มให้กับอาจารย์ซู
“เอาหล่ะพวกเจ้าเองก็เริ่มฝึกตนเองได้เเล้ว มีปัญหาเดี๋ยวข้าค่อยไปชี้เเนะรายบุคคล”
“ศิษย์เข้าใจเเล้วขอรับ/เจ้าค่ะ” เหล่าศิษย์สายนอกจึงไม่รอช้าพากันนั่งขัดสมาธิ รวบรวมสมาธิไปยังจุดศูนย์กลางของตนเอง
หลังจาก1 ชั่วยาม การฝึกฝนก็เสร็จสิ้นลง เห็นได้ว่าเเต่ละคนมีพลังปราณที่ชัดเจนมากขึ้น เหล่าศิษย์สายนอกพากันฮึกเหิม คิดว่าตัวเองเลือกไม่ผิดจริงๆที่มายังสำนักทวนธารา ส่งเสียงคุยกันจอแจ
“เอาหล่ะ ต่อจากนี้ก็คือการเข้าสมาคม โดยมีศิษย์พี่ทั้ง 4 มายืนรอรับเหล่าศิษย์ใหม่อย่างพร้อมเพรียง
พวกเจ้าไปเรียงแถวตามสมาคมที่พวกเจ้าเลือกเถิด”
เห็นว่ามีศิษย์พี่ทั้ง 4 มายืนเรียงหน้ากระดาน เว้นช่วงห่างระหว่างกันไว้เล็กน้อย ฉางกวงกับเจียงหวงจึงเดินไปในกลุ่มเดียวกันโดยศิษย์พี่เดินนำด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สมาคมทั้ง 4 ของศิษย์สายนอกนั้นจะตั้งอยู่กระจัดกระจายกัน โดยสมาคมค่ายกลจะตั้งอยู่ใจกลางส่วนหัวของนครมัจฉาวารี ซึ่งก็คือใจกลางของเรือนเล็กใหญ่ตรงปลายธารานั่นเอง
เรือนเล็กใหญ่เหล่านั้น เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านผู้บำเพ็ญตน เเต่ละคนล้วนมีพลังปราณทั้งสิ้น หมู่บ้านเเห่งนี้เเบ่งออกเป็น 3 เขต ตาม 3 ตระกูลเซียน
โดยสมาคมค่ายกลจะอยู่ใกล้กับเขตของตระกูลเฉินมากที่สุด ส่วนสมาคมปรุงยาตั้งอยู่ด้านข้างธารา ด้านตรงข้ามมีสมาคมอาวุธเวทย์ตั้งอยู่ สมาคมอักขระเป็นศูนย์กลางระหว่างสมาคมทั้ง 3 ข้างต้น
ฉางกวงกับเจียงหวงเดินไปกับกลุ่มคน ไม่ไกลนักสังเกตเห็นอาคารที่ดูโบราณ ใหญ่โต มีความปราณีต ถ้าดูใกล้ๆจะเห็นตัวอักขระมากมายถูกสลักไว้กับตัวอาคาร
พอเดินมาถึงหน้าสมาคมกลุ่มศิษย์ใหม่พลันสังเกตเห็นตัวอักขระ พากันอุทานด้วยความประทับใจ
ศิษย์พี่เห็นดังนั้นสีหน้าดูภูมิใจอย่างปิดไม่มิด กล่าวว่า “ถ้าถามข้าว่าสถานที่ใดปลอดภัยที่สุดในนครมัจฉาวารี
ข้ามั่นใจได้เลยว่าอย่างน้อยสมาคมอักขระจะอยู่ 1 ใน 3 อันดับนั้น”
“โอ้ สุดยอดไปเลย ข้าต้องตั้งใจเรียนอักขระละ ถ้าข้าชำนาญมันละก็ มีประโยชน์ต่อข้าไม่น้อยเลย”
ฉางกวงตกอยู่ในภวังค์ เเววตาเป็นประกาย ท่าทางตื่นเต้นอย้างปิดไม่มิด
ส่วนเจียงหวงในช่วงเเรกที่เห็นเเววตามีความตกตะลึงเล็กน้อย พอตั้งสติได้สีหน้าก็เรียบเฉยดั่งปกติ
เเต่ในใจก็เเอบประทับใจไม่น้อย ศิษย์พี่เดินนำศิษย์ใหม่เข้าสู่สมาคมอักขระ
เเล้วเดินนำไปส่งยังห้องอักขระ พอเข้าไปได้ครบถ้วน การบรรยายจึงเริ่มขึ้น
พอผ่านไปได้ 1ชั่วยาม การบรรยายจึงจบลง สีหน้าผู้ที่ฟังบรรยายล้วนอ่อนล้า
มีความสงสัยเเละมึนงงอยู่ในเเววตา “การบรรยายวันนี้ ไม่มีอะไรที่ยากเลยสำหรับข้า บางคำก็คล้ายคลึงกับ
ภาษาที่ข้าใช้ประจำตอนอยู่ในหมู่บ้านพฤกษาเมฆา” ฉางกวงเดินออกมาด้วยความมั่นใจ
เจียงหวงเองก็เดินออกมาเช่นกัน ถึงภายนอกจะดูเรียบเฉย เเต่ถ้าคนที่รู้จักกับเขา จะสังเกตได้ถึงความตื่นเต้นเล็กน้อยของเขา
“เรียนวันนี้เป็นเช่นใดบ้าง พี่เจียง” ฉางกวงมองไปยังเจียงหวง เห็นดังนั้นเจียงหวงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ก็ดี”
“เจ้านี่ก็ยังคงเย็นชาคงเส้นคงวาเสียจริง” ฉางกวงได้ยินคำตอบจึงพยักหน้าให้ พลันเดินกลับไปยังเรือนของตนเอง
โดยมีเจียงหวงที่เดินตามมาติดๆ ด้วยสีหน้าที่ไม่เต็มใจ “ถ้าไม่ใช่เรือนข้าอยู่ใกล้เจ้าขี้ขลาดนี้ ข้าคงไม่เดินเฉียดเลยด้วยซ้ำ”