ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 30 : บททดสอบไฟ
“อ๊าก !” เสียงคำรามอย่างเจ็บปวดของฉางกวงดังมากขึ้นกว่าเดิม พลังปราณของเขาตอนนี้นั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จากครึ่งก้าวขั้น 3 มาเป็นขั้น 3 อย่างรวดเร็วเเละเพิ่มขึ้นไม่หยุดกลายเป็นขั้น 3 สมบูรณ์ ความเจ็บปวดของพลังปราณที่จู่ๆก็เพิ่มอย่างกระทันหัน เพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับที่ร่างฉางกวงรู้สึกเหมือนว่าถูกบดละเอียด กระดูกเเหลกสลายทั่วทั้งตัว บาดเจ็บสาหัสรุนเเรงอย่างถึงที่สุด
พลังปราณเขาเพิ่มจนกระทั่งสู่ครึ่งก้าวขยายปราณ พลังงานจากผลลึกลับพลันนิ่งลง เเต่ความเจ็บปวดยิ่งรุนเเรงมากกว่าเดิม
จิตใจฉางกวงเเทบเเหลกสลายจากความเจ็บปวดนี้ สลบล้มลงไปอย่างรวดเร็ว
เเรงกดดันพลังกายอสูรขั้น 4 กับขั้น 5
ในช่วงนาทีความเป็นความตายนั้นเอง “วิ้ง” “ น…นี่มันปราณท่านอาจารย์” เเสงเปล่งประกายออกมาจากอกเสื้อของฉางกวง เข็มกลัดที่บัดนี้กระต่ายหายไปอย่างสิ้นเชิงนั้น คล้ายกับสัมผัสอันตรายจากรังสีพลังกายที่กดดันเข้ามานั้น จึงเปล่งประกายตอบสนอง ดึงดูดพลังงานธรรมชาติรอบตัวเข้ามา กลายเป็นม่านสายน้ำลึกล้ำสีฟ้าน้ำทะเลเเซมสีดำ คอยรับเเรงกดดันไปไม่น้อย เเรงกดดันที่ส่งไปถึงฉางกวงจึงเพียงเล็กน้อยเเต่ก็ทำให้ร่างของเขาเลือดไหลซึมที่มุมปากในขณะที่ยังหมดสติอยู่ ด้วยเเรงกดดันที่เเม้จะไม่รุนเเรงเท่าเวทอภินิหารของขั้น 4 กับ ขั้น 5 เเต่เนื่องด้วยจำนวนที่มากนั้น สายน้ำสีฟ้าที่ต้านไว้ได้ชั่วขณะหนึ่งก็สลายไปพร้อมกับที่เเรงกดดันหายไปเพราะสัตว์อสูรเหล่านี้เองก็ดูถูกมนุษย์ผู้นี้ที่ยังไม่บรรลุขั้น 3 ไม่น้อยจึงเเผ่ความกดดันของพลังกายออกมาไม่มากนัก คิดว่าเเค่นี้ก็คงไม่รอดเเน่ๆ เเถมยังต้องคอยระเเวงรอบข้างไม่รู้ว่ามีตัวไหนบ้างทีจะรอฉวยโอกาสตน เเต่พอมาเห็นผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ ก็รู้สึกรับไม่ได้เล็กน้อย
ในขณะที่สัตว์อสูรเหล่านั้นเเผ่เเก่นพลังกายโจมตีฉางกวงอยู่นั้นเอง ในห้วงนิทราของฉางกวง“ที่นี่คือที่ใดกัน” ฉางกวงเห็นเเต่รอบๆเต็มไปด้วยความมืดมิด เดินไปชั่วครู่คล้ายจะสังเกตถึงบางอย่างได้
“ช่างเป็นไฟที่สวยงาม ดูลึกลับยิ่งนัก” ข้างหน้าของฉางกวงเป็นไฟเหมันต์สีขาวกำลังลุกไหม้ เปล่งประกายความเย็นที่ดูคล้ายกับไฟ เเละก็มีบางส่วนที่เเผ่ความร้อนออกมาด้วย เห็นเช่นนั้นสีหน้าของเขาพลันตกตะลึงอึ้งค้างไปชั่วครู่
“เจ้าไม่เห็นจะต้องตกใจขนาดนั้นเลยเจ้าหนุ่ม มาถึงขั้นบททดสอบไฟเเล้วสินะ” เสียงปราณในหัวตอนนี้ดังกึกก้องมากเป็นพิเศษ
“มันคืออันใดรึขอรับ” ฉางกวงเเววตางุนงง มองไปยังไฟสีขาวนั้นอย่างครุ่นคิด
“มันก็คือ การที่เจ้าปลุกพลังไฟเหมันต์ขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งเเล้ว การพัฒนาจะเกิดการติดขัดขึ้น จึงต้องทำให้ไฟมันยอมรับเจ้าอย่างเเท้จริง” เสียงปราณในหัวเจือเเววทบทวนความคิดตน
“งั้นรึ เเต่ข้ายังไม่ติดขัดเลยนะ คงเป็นผลมาจากการที่ข้ากินผลลึกลับนั่นอย่างมุทะลุไปสินะ”
ฉางกวงตื่นจากห้วงภวังค์พยักหน้ากับตนเอง พลางเอามือไปเเตะยังไฟเหมันต์สีขาวนั้นอย่างหลงใหล
ฉับพลันนั้นความเย็นเเละร้อนได้เข้ามาในตัวของเขา พยายามกัดกร่อนเขาอย่างช้าๆ
“เมื่อครู่ยังเจ็บกว่านี้เป็น 100 เท่าเเค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก” ฉางกวงกัดฟัน จนผ่านไป 1 ชั่วยามอย่างรวดเร็วพลังไฟเหมันต์คล้ายกับยอมรับในตัวเขา
ความร้อนเย็นในตัวเขาจึงหายไปอย่างรวดเร็ว
“เอาหล่ะเจ้าหนุ่มตอนนี้เจ้าก็ตื่นขึ้นไปได้เเล้ว” เสียงปราณจบลงก็เหมือนมีเเรงกระชากบางอย่างดึงให้ฉางกวงมึนงงไปอีกรอบ
ร่างที่นอนบนพื้นนั้นพลันลืมตาขึ้นช้าๆ สีหน้างุนงงเล็กน้อยแปปเดียวก็พลันตั้งสติได้ ทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะยาวเเต่เกิดขึ้นภายในช่วงเดียวกับที่สัตว์อสูรจู่โจมเสร็จพอดี
“ร่างกายของข้าตอนนี้เเค่จะลุกก็ยังไม่ไหวเลย ต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง” ฉางกวงเห็นว่าตัวเองกลับมาอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง จึงนำผลึกเเก่นอสูรชิ้นหนึ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
“ขอให้มันได้ผลทีเถอะ” ฉางกวงรีบเเผ่พลังปราณที่ตอนนี้ดูไม่เสถียรนักอย่างสุดความสามารถมาห่อหุ้มผลึกเเก่นอสูร
ปราณที่ไม่เสถียรของฉางกวง ถ้าสังเกตจากภายนอกนั้น เห็นเป็นพลังปราณเเบ่งเป็น 2 ฝั่งอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งเป็นสีส้มเเดงดั่งเปลวไฟปกติ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นสีขาวเหมันต์ที่ดูลึกล้ำกว่าไม่น้อย ปราณสีขาวเหมันต์นั้นพลันห่อหุ้มผลึกเเก่นอสูรอย่างรวดเร็ว พยายามย่อยสลายผลึกนี้ราวกับตอบสนองความตั้งใจของเขา
ด้วยความพิเศษของไฟเหมันต์ ผลึกจึงสลายกลายเป็นพลังงานกลุ่มหนึ่งอย่างรวดเร็วถูกปราณสีขาวดูดซึมเข้าไปร่างกายของฉางกวงรู้สึกเเข็งเเรงขึ้นไม่น้อย
“มันได้ผล ร่างกายข้ารู้สึกว่ามันดีขึ้นเล็กน้อย” ฉางกวงถึงเเม้ยังจะเจ็บไปทั้งร่าง เเต่ก็อดยกยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่ได้
เขาไม่รู้เลยว่าการที่ดูดซับผลึกเเก่นอสูรเข้าไปในตอนนี้นั้นจะส่งผลต่อการฝึกในวันข้างหน้าของเขาอย่างยิ่ง
สัตว์อสูรกลุ่มนี้เมื่อเห็นฉางกวงฝึกตนอย่างหน้าตาเฉย จึงมีรังสีกราดเกรี้ยวเเผ่ออกมา
“ไม่ดีเเล้ว ข้าต้องเร่งมือ” คราวนี้ฉางกวงจึงนำผลึกเเก่นอสูรออกมาเเทบจะทั้งหมด เร่งดูดซับผลึกอย่างร้อนรน ร่างกายเริ่มขยับตัวได้บ้างเเล้ว
คราวนี้พวกอสูรเห็นว่าเเรงกดดันของพวกมันไม่สามารถทำอะไรฉางกวงได้ พวกมันเเถวหน้าบางส่วนคำรามเสียงดังกัมปนาท เริ่มกระโจนเข้าหาฉางกวงอย่างมุ่งร้าย
“ฟู่ว เฉียดไปเเล้ว ถ้าข้าหลบช้ากว่านี้อีกนิดได้กลายเป็นเนื้อบดเเน่ ๆ” ฉางกวงที่ดูดซับผลึกเเก่นอสูรในมือเสร็จ พลันกระโดดหลบอย่างฉับพลัน สัตว์อสูรที่พุ่งเข้ามาตั้งใจชนฉางกวงจึงชนกันเอง พลันเกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้น สัตว์อสูรที่ชนกันเองนั้นล้มลงอย่างจัง พอลุกขึ้นมาได้ต่างจับจ้องกันอย่างไม่เป็นมิตร หันไปปะทะกันเองเเต่ก็มีสัตว์อสูรที่ไม่ได้พุ่งมาชนในรอบเเรกนั้นก็ไล่ตามฉางกวงไปบางส่วน
มีบางส่วนที่เข้าไปร่วมวงปะทะด้วย ยิ่งเพิ่มความชุลมุนเข้าไปอีกระดับ
“ดีละ ตอนนี้สัตว์อสูรที่ตามข้ามามีไม่กี่ตัว เเถมร่างกายข้าก็ดีขึ้นเเล้ว สบโอกาสปรับพลังปราณให้เสถียรพอดีเลย” ฉางกวงครุ่นคิดพลางกระโจนตัวด้วยความเร็วของขั้น 3 ทั่วไป ไม่นานสัตว์อสูรจึงตามมาทัน
ฉางกวงไม่รอช้าร่ายใช้’เหมันต์พิโรธ’ในทันที ปราณสีขาวพลันปรากฎบนฝ่ามือทั้งสองข้าง
ประกายเหมันต์ควบรวมตัวกันเป็นรูปร่างแขนทั้ง 2 ข้างประสานมือกันอย่างรวดเร็ว
“ตุ้ม” สัตว์อสูรผู้โชคร้ายตัวนี้โดนเข้าไปอย่างจัง ล้มลงไปบนพื้นอย่างรวดเร็ว ลมหายใจรวยริน
ผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้เกินกว่าที่ฉางกวงคาดเอาไว้นัก โดยปกติเเล้วพลังโจมตีของท่านี้จะไม่รุนเเรงเท่านี้
เเต่เพราะเนื่องด้วยพลังเสริมจากสภาพเเวดล้อม ทำให้ความรุนเเรงเพิ่มขึ้นอีก 2 ส่วน
“สัตว์อสูรตัวเมื่อครู่พลังกายน่าจะใกล้เคียงกับผู้ฝึกตนขั้น 4 เเสดงว่าวิชานี้สามารถต่อต้านขั้น 5 ได้”
พอคิดได้ดังนั้น ฉางกวงอดอุทานในใจออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ด้วยพลังปราณตอนนี้ของเขานั้นอยู่เพียงครึ่งก้าวของขยายปราณเเต่ด้วยจากการที่วิธีการบรรลุของฉางกวงมันรวดเร็วเกินไป จึงทำให้ปราณไม่เสถียร พลังปราณจึงเทียบเท่าได้เพียงขั้น 3 ทั่วไปเท่านั้น
สัตว์อสูรที่เหลือที่ทยอยไล่ตามมาทันก็เริ่มลงมือจู่โจม
ฉางกวงก็อาศัยจังหวะที่สัตว์อสูร 2 ตัวอยู่ใกล้ ๆกันร่าย’เหมันต์พิโรธ’ ฝ่ามือทั้ง 2 ข้างก็ประกบกันอย่างรุนเเรงดั่งเคย เมื่อเเขนเหมันต์หายไปนั้นเอง สัตว์อสูรที่เทียบเท่ากับขั้น 4 อีก 2 ตัวร่วงลงมากองบนพื้น บาดเจ็บสาหัส
“ถึงเเม้ว่าผลลัพธ์จะลดลงเเต่เพื่อประหยัดปราณของข้า” ฉางกวงพึมพำด้วยสีหน้าอ่อนเเรงลงไม่น้อย
วิชา’เหมันต์พิโรธ’ นั้นเเม้ว่าจะทรงพลังเเต่ก็เเลกมาด้วยพลังปราณในร่างของเขาลดลงไปในทันที 2 ส่วนมมตอนนี้เขาจึงเหลือพลังปราณในร่างกายเพียง 6 ส่วนเท่านั้น
“ขนาดพลังปราณของข้าเพิ่มขึ้นมาที่ขั้น 3 ก็ยังเเทบจะไม่เพียงพอเลย” ฉางกวงสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย รู้สึกว่าพลังอำนาจนี้เเม้จะทรงพลังเเต่ใช้ได้น้อยอย่างยิ่ง เหลือบไปเห็นอสูร อีกตนสุดท้ายที่ตามเขามา อสูรตัวนี้ทรงพลังไม่น้อยกลิ่นอายที่เเผ่ออกมาเทียบเท่าได้กับขั้น 5
“เหมันต์พิโรธ” สีหน้าฉางกวงเคร่งครึมขึ้น ใช้พลังปราณ 5 ส่วนในการร่ายทำให้เเขนที่ผุดขึ้นมานี้ดูลึกซึ้งขึ้นไม่น้อย
ประกบฝ่ามือตรงสัตว์อสูรตนนั้นอย่างรวดเร็ว “โฮก” หลังจากที่ฝ่ามือทั้ง 2 สลายไป ร่างสัตว์อสูรตนนี้ร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว สิ้นลมหายใจในฉับพลัน
“ข้าใช้พลังปราณมากขนาดนี้ การลงทุนครั้งนี้คุ้มค่ายิ่งนัก” ฉางกวงเดินเข้าไปหายังร่างเเน่นิ่งนั้น นำผลึกอสูรเเวววาวสีขาวปรอทออกมาอย่างรวดเร็ว พอเห็นผลึกนี้สีหน้ายกยิ้มเปี่ยมสุข รีบเคลื่อนตัวออกไปก่อนที่อสูรกลุ่มอื่นจะตามมาทัน
หลังจากที่เดินทางมาได้นานพอสมควรเเล้ว ฉางกวงไม่รอช้า รีบหาบริเวณที่จะพักฟื้นตนเอง
“อืม ถ้ำนี้ใช้ได้เลย” ฉางกวงครุ่นคิดชั่วครู่ พลันพุ่งตัวเข้าไปในถ้ำ เขียนอักขระกลบร่องรอยไว้เพื่อความไม่ประมาท พอทำทุกอย่างเสร็จสิ้นฉางกวงจึงนั่งพักผ่อน พิงหลังกับผนังถ้ำอย่างเหนื่อยล้า
“เมื่อครู่นี้เกือบไปเเล้ว เรื่องเล่าที่ว่าเซียนร่วงหล่นไม่เกินจริงเลย” คิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ก็ทำให้เขาขนลุกซู่ขึ้นมาไม่น้อย
ชีวิตของเขาเฉียดประตูนรกไปเพียงนิดเดียว ถ้าเขาไม่ประสบความสำเร็จในการเดิมพัน ป่านนี้เขาคงกลายเป็นอาหารอันโอชะไปนานเเล้ว
พักมาได้ชั่วครู่ใหญ่ สีหน้าเขาดูดีขึ้นไม่น้อย
“ข้าจะต้องเเข็งเเกร่งขึ้นกว่านี้” ฉางกวงยิ่งคิดก็ยิ่งเเค้นใจในความอ่อนแอของตน กัดฟันกรอด เริ่มฝึกฝนตนอย่างมุ่งมั่น
“ด้วยระดับพลังขั้นครึ่งก้าวสู่ขยายปราณของข้าในตอนนี้นั้นนับว่ายังไม่เพียงพอต่อสถานที่นี้นัก อย่างน้อยข้าต้องบรรลุขั้น 4 ขยายปราณ”
ฉางกวงเเววตาเด็ดเดี่ยว สีหน้าจริงจังเป็นอย่างยิ่ง พลางค่อยๆนำผลึกเเก่นอสูรที่เหลือออกมา เริ่มฝึกฝนตนดูดซับผลึกเเก่นอสูรอย่างรวดเร็ว ยิ่งดูดซับมากเท่าไหร่ ปราณยิ่งมั่นคงมากขึ้นเท่านั้น เเถมเมื่อครู่ฉางกวงได้ลองใช้ปราณในการต่อสู้ ทำให้ตอนนี้ปราณของฉางกวงเสถียรจนเทียบเท่ากับขั้นครึ่งก้าวสู่ขยายปราณ
“ด้วยสมบัติที่เหลือ หยาดเหมันต์ 100 ปีกับผลึกเเก่นอสูรสีขาวนี้ข้าต้องบรรลุขั้น 4 ได้เเน่” ฉางกวงพึมพำอย่างมั่นใจ
เริ่มกินหยาดน้ำค้างเหมันต์ 100 ปี พลางดูดซึมผลึกเเก่นอสูรสีขาวที่เทือบเท่ากับขั้น 5
ร่างกายเริ่มฟื้นฟูตนเองอย่างรวดเร็ว ร่างกายรู้สึกได้รับการชำระล้าง ผิวหนังปรากฎคราบสกปรกออกมา
“สมเเล้วกับที่เป็นผลหยาดน้ำค้างเหมันต์ เเต่ 100 ปีให้ผลลัพธ์น้อยเกินไป” ฉางกวงอดจะเสียดายไม่ได้ ถ้าเป็นผล 10000 ปีจะต้องวิเศษกว่านี้เป็นเเน่