ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 29 : เถาเหมันต์ทลายฟ้า
เสียงฝีเท้านั้นเดินมายังทิศทางที่พักฉางกวงเเม่นราวกับรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้ พอมาถึงตรงจุดวงอักขระที่ฉางกวงวาดไว้ เสียงฟืดฟาดดังขึ้นอย่างงุนงง ฝีเท้าเป็นกลุ่มก็ได้กระจายกันไปทั่วบริเวณที่พักของเขา บ้างก็เข้ามาใกล้ที่พักเขา บ้างก็อยู่นอกวงอักขระ
“หึ เสร็จข้าหล่ะ” ฉางกวงเห็นว่าในวงอักขระของตนนั้นมีหมาป่าขนปุยสีขาวปรอท ดวงตาสีฟ้าเปล่งประกาย อยู่ 2 3 ตัว
ก็พลันเขียนอักขระกลางอากาศ วงอักขระบนพื้นเปล่งประกายราวกับตอบสนองอักขระบนอากาศเริ่มกางม่านเเสงสีขาวเหมันต์เเซมสีดำอักขระ ห่อหุ้มยังที่พักของฉางกวง หมาป่าขาวปรอท 2 3 ตัวที่อยู่ด้านในเมื่อรู้ตัวก็ช้าไปเสียเเล้ว ส่วนหมาป่าด้านนอกที่ตอนนี้ไม่มีตัวใดอยู่ใกล้บริเวณนี้เลย วงอักขระจึงกลายเป็นกรงขังอย่างสมบูรณ์เเบบ
“พลังกายของเจ้าพวกนี้ที่ข้าสัมผัสได้ คงพอๆกับขั้น 3” ฉางกวงรู้สึกยุ่งยากอยู่ไม่น้อย เเต่ถ้าจัดการหมาป่ากลุ่มนี้ไม่ได้ ย่อมมีปัญหาตามมาในภายหลังเเน่นอน
เขาไม่รอช้าพลันร่าย ‘เหมันต์จู่โจม’ ที่ตอนนี้เข้าใกล้ขั้น 2 เหมันต์พิโรธเป็นอย่างมาก เเละด้วยสภาพเเวดล้อมส่งเสริมทำให้เขาสามารถเเปลงประกายเหมันต์เป็นรูปร่างคล้ายกับน้ำเเข็งย้อยสีฟ้าใสดูเเหลมคมเปล่งประกายพุ่งไปยังหมาป่าสีขาวปรอทอย่างรวดเร็ว
หมาป่าตัวหนึ่งในนั้นสัมผัสได้ถึงรังสีสังหารครั้นจะหอนส่งสัญญาณก็ไม่ทันการ โดนน้ำเเข็งย้อยสีฟ้าใสเเทงทะลุลำตัว พลันล้มลงนอนเเน่นิ่งไป อีก 2 ตัวสัมผัสได้ถึงการต่อสู้จึงรีบเร่งมายังจุดปะทะ พอเห็นเพื่อนของตนนอนเเน่นิ่งไป จึงเเผ่รังสีโกรธเกรี้ยวจ้องเขม็งมายังฉางกวง ไม่รอช้าพุ่งพลางอ้าปากที่มีฟันเปล่งประกาย พุ่งเข้าหาฉางกวงด้วยความมุ่งร้าย
ฉางกวงที่เห็นดังนั้นจึงยิ้มเย็น พลางสร้างน้ำเเข็งย้อยที่ดูยาวมากกว่าอันอื่น ดูไปก็คล้ายหอกน้ำเเข็งสีฟ้าใสเปล่งประกาย เสือกเเทงเข้าปะทะกับหมาป่าสีขาวปรอทตัวนึงอย่างจัง
“ฉึก” หอกน้ำเเข็งย้อยเเทงทะลุหมาป่าขาวปรอทอย่างจัง ร่างนั้นพลันล้มลงกับพื้นเเน่นิ่งไปอีกตัว
หมาป่าสีขาวปรอทตัวที่เหลือเห็นดังนั้นแสดงท่าทางหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิดพยายามตะกุยหาทางออกจากวงอักขระ
“เปล่าประโยชน์ เจ้าคิดว่าเจ้าจะได้ออกไปง่ายๆหรือ ในเมื่อพวกเจ้ามุ่งเป้ามายังข้า” ฉางกวงนำ้เสียงดุดัน
พลันร่าย’เหมันต์จู่โจม’ ปรากฎน้ำเเข็งย้อยสีฟ้าใสปลายเเหลมจำนวนมากพุ่งไปยังหมาป่าสีขาวปรอทอย่างรวดเร็ว
“โบร๋ว” พอหมาป่าตัวนี้เห็นว่าตัวเองจะไม่รอดเเล้ว จึงพุ่งเข้าหาฉางกวงอย่างไม่คิดชีวิต
“เป็นไปอย่างที่ข้าคิดไว้” ฉางกวงคิดว่าหมาป่าอาจจะจนตรอกจนเข้ามาจู่โจมเขาโดยไม่มีอันใดจะเสีย เขาจึงใช้น้ำเเข็งย้อยพุ่งเข้าใส่เเทนที่จะเข้าไปเเทงด้วยตนเอง ระยะทางที่ห่างกันพอสมควรหมาป่าที่พุ่งเข้ามานั้นเกือบจะมาถึงตัวฉางกวงเเต่ด้วยน้ำเเข็งย้อยที่ทิ่มเเทงอยู่บนลำตัวทำให้มันหมดเเรงไม่น้อย จนสุดท้ายก็นอนเเน่นิ่งไปอีกตัว
“เฮ้อ” ฉางกวงถอนหายใจอย่างโล่งอก การรับมือหมาป่าสีขาวปรอท 3 ตัวนี้ดูเหมือนจะง่ายเเต่เขาก็ใช้พลังงานไปไม่น้อยเลย
ทั้งการที่ต้องคอยหลบหลีก เเละการสร้างน้ำเเข็งย้อยปลายเเหลม ที่ตอนนี้สามารถสร้างออกมาได้อย่างกล้ำกลืน
ถ้าฉางกวงไม่เเสดงสีท่าเยือกเย็นข่มขวัญหมาป่า 3 ตัวนี้ไว้ไม่เเน่พวกมันคงพุ่งมางับเขาทีเดียวจาก 3 ทิศทาง เเค่คิดตามก็ยุ่งยากที่จะรับมือเเล้ว สถานการณ์นั้นบางทีถึงเขาจะชนะมาได้คงไม่คุ้มค่าเหมือนดั่งเช่นตอนนี้
เขาก็ทำเช่นเดิมคือ นำผลึกเเก่นพลังกายเเละเนื้อบางส่วนเผื่อไว้เป็นเสบียง
“ผลึกนี้ดูเปล่งประกายกว่าอันก่อนไม่น้อยเลย” ฉางกวงนำเอาผลึกก่อนหน้านี้ที่ได้จากเงาขุนปุยมาเปรียบเทียบกับผลึกอันที่พึ่งได้มาจากหมาป่าขาวปรอท ผนึกอันนี้นั้นใสเหมือนกันผลึกอันก่อนเเต่จะเห็นพลังงานสีฟ้าจุดเล็กๆที่อยู่ในผลึกนี้
ฉางกวงหารู้ไม่ว่าผลึกเเก่นอสูรนั้นสามารถเเบ่งขั้นได้อ้างอิงตามพลังกายอสูรที่เทียบเท่าจอมยุทธ์ทั้ง 9 ขั้น โดยผลึกเเก่นอสูรของหมาป่าสีขาวปรอทนั้นก็คือขั้น 3 ซึ่งเเตกต่างกับอันก่อนหน้า
เขาก็ทำเช่นนี้มาเรื่อยๆ เเต่ก็มีบ้างที่ไม่เป็นไปตามเเผนการ สภาพเขาตอนนี้จึงดูมีร่องรอยบาดเจ็บ เเววตาเเสดงความอ่อนล้า
“ในที่สุดข้าก็จัดการพวกเจ้าได้จนหมดเสียที” ฉางกวงหอบเเฮ่กๆ สภาพตอนนี้เสื้อผ้ายับยู่ยี่ มีร่องรอยกรงเล็บเเละรอยกัดตรงบริเวณเเขน สีหน้าอ่อนล้าเต็มที่ พอเขาเหลือบไปมองผลึกเเก่นอสูรที่ตอนนี้มีเพิ่มขึ้นมาอีกนับ 10 ก็อดยกยิ้มไม่ได้
“ไม่ได้ๆ ถ้าข้าเดินทางด้วยสภาพเช่นนี้ เห็นทีคงได้เป็นเหยื่อแทนเเน่” ฉางกวงพึมพำอย่างเเผ่วเบา จึงเก็บกวาดร่องรอยการต่อสู้รอบๆที่พักตน เเละก็เข้าไปทรุดตัวลงนอนอย่างรวดเร็ว เขาหลับไปในทันทีด้วยความเหนื่อยล้าทั้งคืน พลังปราณของเขามีการพัฒนาขึ้นจากการที่เขาต่อสู้โดยไม่รู้ตัว
ปราณเขาตอนนี้เหลืออีกเล็กน้อยก็พร้อมจะทะลวงขั้น 3 เเห่งจุดปราณเเล้ว รอโอกาสที่เหมาะสมก็สามารถทะลวงได้อย่างเเน่นอน
หลังจากพักผ่อนทั้งคืน ฉางกวนเหยียดเเขนช้า ๆ อย่างงัวเงีย ตื่นขึ้นมารู้สึกสดชื่นขึ้นไม่น้อย เก็บของอย่างรวดเร็ว
“สถานที่เเห่งนี้ ยิ่งเดินเข้าไปลึกขึ้นยิ่งรู้สึกไม่ดีเลย ถ้าข้าอยู่นานๆไม่ส่งผลดีต่อตัวข้าเเน่ รีบหาเป้าหมายให้มันจบๆไปดีกว่า” ฉางกวงกัดฟันกรอด เเววตามุ่งมั่น คิดว่าทำไปเพื่อเบาะเเสกลับยังสำนักของตน
เทือกเขาเเห่งนี้ที้ว่ากันว่ามีเซียนร่วงหล่นไปไม่น้อยเมื่อมายังที่เเห่งนี้
ยิ่งเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อยๆ ความอันตรายที่สัมผัสได้คล้ายจะกดดันตัวเขาเอาไว้ การเคลื่อนไหวเเต่ละย่างก้าวเริ่มติดขัดไม่สบายๆเหมือนที่ผ่านมา ทางสายเล็กๆนั้นสิ้นสุดลงไปตั้งเเต่หลายชั่วยามก่อนเเล้ว ตอนนี้รอบๆตัวเขาเริ่มมีต้นไม้หนาเเน่นขึ้นเล็กน้อย
“นั่นมัน” ฉางกวงเห็นต้นไม้เปล่งประกายเเสงสีน้ำเงินบางๆ ต้นไม้นี้มีผลที่ดูเปล่งประกายสีฟ้าคราม เเผ่รังสีเย้ายวนออกมา
“ดูยังไงมันก็ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดาเเน่ ข้าต้องลองหาดูซักหน่อย” เซียนผู้นั้นพูดคุยกับฉางกวงพอจะรู้ว่าฉางกวงไม่รู้จักต้นหยาดน้ำค้างเหมันต์จึงนำหนังสือภาพของสมุนไพรธาตุเหมันต์คร่าวๆให้ไปอย่างใจกว้าง ฉางกวงรีบเปิดดูโดยไม่รอช้า เพียงไม่กี่อึดใจ
“หืม มันคือต้นหยาดน้ำค้างเหมันต์จริงๆ เเต่ดูจากต้นตรงหน้านี้อายุของมันมากสุดก็เเค่ 100 ปี” ตอนเเรกที่รู้ว่าคือต้นเป้าหมายของตนฉางกวงก็ยกยิ้มสีหน้าเปี่ยมสุข พอคิดได้ว่าอายุของต้นนี้คงไม่ถึงที่กำหนดเนื่องด้วยลำต้นของมันดูเล็กกว่าที่ในหนังสือภาพบรรยายไว้
สีหน้าเปลี่ยนเป็นเสียดาย คอตกอยู่ชั่วครู่พลันตั้งสติได้ จึงเดินไปต่อโดยที่ไม่ลืมเก็บผลไว้บางส่วนเผื่อต้องใช้ในอนาคต
หลังจากเดินมาได้อีกครึ่งจิบชา เขาก็เห็นเเสงเปล่งประกายสีฟ้าสลับขาวปรอทอยู่ไกลๆ รังสีที่สัมผัสได้รู้สึกถึงความพิเศษที่มากกว่าต้นหยาดน้ำค้างเหมันต์เมื่อครู่ราว 100 เท่าได้
“มันต้องเป็นต้นที่พิเศษกว่าต้นที่ผ่านๆมาอย่างเเน่นอน” ฉางกวงเดินตามเเสงเปล่งประกายฟ้าสลับขาวไปพลางยกยิ้มลำพองในว่าตนเองช่างโชคดียิ่งนัก
“ทำไมข้าเช็คดูจากสมุดภาพเเล้วไม่เห็นมีเลยหล่ะ ดูยังไงมันก็ต้องเหนือกว่าต้นหยาดเหมันต์เเน่นอน” ฉางกวงเดินมาถึงก็พลันเห็นต้นๆหนึ่งเถาของมันเปล่งประกายสีฟ้าสลับขาวปรอท ลวดลายที่สลับกันดูคล้ายตัวอักขระโบราณเก่าเเก่ไม่น้อย ผลของมันดูดูดดึงอย่างยิ่วยวดที่ใครก็ตามมาเห็นก็คงอดที่จะกลืนน้ำลายอย่างเสียมิได้ จ้องมองด้วยความงุนงงในสายตา เเต่ในใจก็มั่นใจเป็นอย่างมากว่าต้นนี้มีความพิเศษมาก ไม่รอช้าเขาก็เก็บผลของมันมาอย่างรวดเร็ววินาทีที่เขาสัมผัสกับผลนั้นเอง เขารู้สึกถึงปราณไฟเหมันต์ในร่างกายคลุ้มคลั่งขึ้นมา ราวกับว่ามันต้องการผลๆ นั้นเป็นอย่างยิ่ง
“ปราณไฟเหมันต์ของข้าไม่เคยเป็นเยี่ยงนี้มาก่อนเลย เเม้เเต่ผลหยาดน้ำค้างเหมันต์ก็ไม่มีปฎิกิริยาเช่นนี้ ” ฉางกวงตกอยู่ในห้วงภวังค์
เขาหารู้ไม่ว่าต้นเถาสีฟ้าสลับขาวปรอทนี้ต่างหากจึงเป็นสมบัติที่เเท้จริงของเทือกเขานรกเหมันต์เเห่งนี้ มันคือเถาในตำนานที่เเม้เเต่ว่าระดับที่เหนือกว่าขั้นเสถียรปราณมาเห็นเข้าก็คงเกิดความละโมบอย่างห้ามไม่ได้ ชื่อของมันก็คือ เถาเหมันต์ทลายฟ้า ว่ากันว่า คนธรรมดาที่ได้กินมันลงไปสามารถกลายเป็นผู้ฝึกตนขั้น 3 เเห่งจุดปราณได้ในทันที
เเน่นอนว่าฉางกวงย่อมไม่รู้จักมัน เเต่เขาก็รู้ได้ถึงความไม่ธรรมดาของมัน
“เเฮ่” เสียงฝีเท้าหลายกลุ่มเดินเข้ามาล้อมยังบริเวณที่ฉางกวงอยู่ เเรงกดดันเเก่นพลังกายที่เหนือกว่าขั้น 6 หลายกลุ่มกำลังเข้ามาด้วยความโกรธเกรี้ยว ฉางกวงสีหน้าซีดเซียว รีบหลบหนีออกไปโดยพลัน สัตว์อสูรที่กลิ่นอายเหนือกว่าขั้น 6 นั้นคล้ายจะสัมผัสการคงอยู่ของฉางกวงได้ เเต่มันก็ไม่เเม้เเต่จะเหลือบมามองเขาเลย ในสายตาของมัน ฉางกวงก็คือมดตัวหนึ่ง ความสนใจของมันมุ่งไปกลิ่นอายที่เหนือกว่าขั้น 6 ตนอื่นๆ พลังงานกดดันไร้รูปร่างคล้ายจะปะทะกันในอากาศ ทำให้ฉางกวงเเละสัตว์อสูรที่ขั้นต่ำกว่าไม่กล้าเข้าไปใกล้
“เยี่ยม ยิ่งพวกมันตีกันเอง ข้ายิ่งมีโอกาสรอดเพิ่มขึ้น” ฉางกวงวิเคราะห์ออกมาได้รวดเร็ว อยากให้เจ้าพวกนี้ตีกันจนชุลมุนไปเลย
เเต่ความเป็นจริงนั้น สัตว์ที่ขั้นต่ำกว่า 6 หันมามองยังฉางกวงคล้ายจะสัมผัสบางอย่างจากฉางกวงได้
“ไม่ดีเเล้ว พวกมันคงอยากได้ผลลึกลับที่ข้าเก็บมาเมื่อครู่เป็นเเน่” ฉางกวงหน้าซีด รีบใช้ความเร็วสูงสุดของตนเองสลัดสัตว์อสูรที่ตามมาให้หลุดจากการตามเขา ความเร็วตอนนี้ของเขานั้นสูสีกับขั้น 3 เลย ตอนนี้จึงมีสัตว์อสูร ขั้น 4 ขั้น 5 ไล่ตามเขามาติดๆระยะห่างเริ่มย่นเข้ามาใกล้เขาขึ้นเล็กน้อย
“พวกเจ้าอย่ารังเเกกันให้มากนักนะ ถ้าข้าตายข้าก็จะลากพวกเจ้าไปด้วย” ฉางกวงเมื่อรู้ว่ายังไงตนเองก็หนีไม่พ้น
ขอบตาเเดงกล่ำ กินผลไม้ลึกลับเข้าไปดั่งกับคนไม่มีอันใดจะเสียอีกเเล้ว
พอผลไม้ลึกลับนั้นเข้าปากไป ก่อนที่พลังเหมันต์สีฟ้าขาวกำลังเเผ่ในตัวฉางกวงอย่างรวดเร็ว ปราณไฟเหมันต์ตอนนี้ถ้าสังเกตจากในร่างของฉางกวง มันดูสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นยินดี กระโจนตนเองไปยังผลไม้ลึกลับอย่างรวดเร็ว
“อ๊าก” ฉางกวงรู้สึกว่าปราณไฟเหมันต์ของเขาขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง ความเจ็บปวดกดทับเขาไปทั่วทั้งร่าง
สีหน้าพลันบิดเบี้ยว เเถมตอนนี้เจ้าพวกอสูรที่เห็นถึงสิ่งที่มันตามอยู่ถูกกินไปอย่างหน้าตาเฉยก็เเผ่รังสีเเก่นพลังกายขั้น 4 กับขั้น 5 อย่างอำมหิต ที่ถ้าขั้น 3 ปกติโดนไปไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตอย่างเเน่นอน หลายเส้นสายจำนวนมากพุ่งเข้ามายังฉางกวง