ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 32 : ศิษย์อาจารย์พร้อมหน้า
ตัดไปในช่วงก่อนหน้านี้ คนส่วนใหญ่ก็คิดว่าฉางกวงไม่น่าจะรอดกลับมาได้เเล้ว หลังจากที่เฉินเฟย จินเยว่เเละเจียงหวงกลับมายังสำนักด้วยสภาพสะบักสะบอมนั้นเอง เหล่าศิษย์เเละเเม้เเต่ผู้อาวุโสบางคนก็ได้รับรายงานภารกิจมา เเต่ละคนที่ได้ฟังรายงานภารกิจนี้ พลันซุบซิบพูดคุยกันอย่างเห็นใจ
“ไม่น่าเลย ดีนะที่ข้าไม่ได้ภารกิจนี้”
“ข้าเองก็เกือบไปเเล้ว ดีนะที่ไม่ได้รับภารกิจนี้มาก่อน”
“ภารกิจของเจ้าพวกนั้นช่างไม่คุ้มเลยจริงๆ”
พอเจียงหวง จินเยว่ เเละ เฉินเฟยผ่านมาได้ยินพอดี พวกเขาก็เดินผ่านไปอย่างนิ่งเฉย ด้วยตอนนี้ฉางกวงได้หายสาบสูญไปทำให้พวกเขามุ่งเน้นในการค้นหาฉางกวง สมาธิทั้งหมดไปอยู่ในเรื่องๆเดียว เเต่ละคนก็คิดจะใช้เส้นสายวิธีการต่างๆของตนเพื่อช่วยฉางกวงให้จงได้
“ทางพวกเจ้าเป็นเยี่ยงไรบ้าง” จินเยว่มองไปยังเจียงหวงเเละเฉินเฟย
“ยังไม่มีเบาะเเสอันใดเลย” เฉินเฟยสีหน้าผิดหวังหันไปมองยังเจียงหวงซึ่งก็พยักหน้าตอบดั่งว่าผลลัพธ์เหมือนกัน
ซ่งหยวนที่พอรู้ข่าวเเล้ว รีบเดินมายังกลุ่มเฉินเฟยอย่างรวดเร็วสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งครึมรีบใช้เส้นสายของตนด้วยเช่นกัน
“ข้าว่าถ้าเขาตายไปเเล้ว ต้องเห็นศพ ฉะนั้นตอนนี้ข้าว่าเขายังไม่ตาย” ซ่งหยวนน้ำเสียงปลอบประโลมให้คนทั้ง 3 สงบใจลง
“ถ้าร่างของเขาเเหลกสลายไปใช่ว่าจะเป็นไปมิได้นี่” คุณหนูจินเเสดงความเห็นในใจตน สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเซียว
“นั่นก็ไม่เเน่ จากที่ข้าได้ยินอาจารย์เอ่ยมา ฉางกวงอยู่ดีๆก็พลันหายไปดั่งฟองอากาศ คนที่ไล่ล่าเขายังไม่รู้เลย” เจียงหวงน้ำเสียงเรียบเฉย เเต่ในใจกลับรู้สึกร้อนรน
“ถ้าเป็นเช่นนั้น สรุปง่ายๆเลย คือว่าฉางกวงหายตัวไป” เฉินเฟยเอ่ยความคิดของตนออกมาอย่างรวดเร็ว
ทุกคนพลันพยักหน้าตอบโดยพร้อมเพรียงกัน คิดว่าความเห็นนี้เป็นไปได้มากที่สุด
“พวกเจ้าทุกคน อยู่อย่างนี้ไปก็ไร้ประโยชน์ ข้าว่าพวกเราทำได้เเต่เพียงรอเท่านั้น เเยกย้ายกันเถอะ” ซ่งหยวนน้ำเสียงจริงจัง
ทุกคนจึงเเยกย้ายกันไปยังเเต่ละสมาคมของตน
ตัดมาที่ยังตอนปัจจุบัน
“นี่มัน…” เเขกอาวุโสสีหน้ายกยิ้มจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่ง หายตัวไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านอาจารย์ ท่านจะไปไหน” เจียงหวงเอ่ยอย่างสงสัย พอเห็นว่าอาจารย์ตนหายตัวไปเเล้ว แสดงสีหน้าตกตะลึงออกมาเล็กน้อย นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
อาจารย์อาวุโสได้มุ่งหน้าไปยังปราณที่คุ้นเคย พุ่งตัวไปดั่งประกายเเสงสีฟ้าคราม
“พลังปราณกลุ่มนี้ ท่านอาจารย์” ฉางกวงนึกถึงยังเข็มกลัดกระต่ายของตน ความซาบซึ้งปรากฎขึ้นในเเววตา รู้สึกว่าอาจารย์ผู้นี้เเม้ว่าคล้ายจะชอบเเกล้งไม่น้อยเเต่ก็เเอบเป็นห่วงศิษย์อยู่เช่นกัน ถ้าเขาไม่มีเข็มกลัดกระต่ายนี้ไม่เเน่เขาอาจจะไม่สามารถผ่านเหตการณ์เฉียดตายจนมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้
“ท่านอาจารย์” ฉางกวงไม่รอช้ารีบพุ่งไปยังจุดที่สัมผัสได้ถึงปราณนั้นในทันที ทั้งสองต่างก็เดินทางเข้าหากัน ชั่วเวลาไม่ถึงจิบชาทั้งสองก็ได้พบกัน
“เจ้าเด็กบ้า เจ้าเด็กอกกตัญญู จะทำให้อาจารย์ผู้นี้เป็นห่วงจนตายรึไร” อาจารย์อาวุโสตะเบียงเสียง เเต่เเววตากลับเเฝงไปด้วยความดีใจ
“ข้าขออภัยขอรับ ท่านอาจารย์” เมื่อเห็นเเววตาเเละท่าทีของอาจารย์ของตนเเม้ว่าในใจเขาจะรู้สึกหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออก เเต่ก็ตอบไปอย่างซาบซึ้ง เเววตาสำนึกผิด
“เจ้ากลับมาได้ก็ดีเเล้ว ถึงเเม้ว่าเจ้าจะพึ่งกลับมา เเต่วันนี้ข้าผู้อาวุโสก็ไม่พักให้เจ้าอยู่ดี” อาจารย์อาวุโสน้ำเสียงหยอกเย้า จ้องมองรอท่าทีที่ฉางกวงจะบ่นออกมาตามปกติ
“โถ่ ท่านอาจารย์” ฉางกวงไม่รู้จะกล่าวสิ่งใดต่อ ร่างกายโอนเอนเเสดงถึงความเหนื่อยล้า
“เอาเถอะ เห็นเเก่ความเหนื่อยล้าของเจ้า วันนี้ข้าจะเลิกให้เร็วซักหน่อย” อาจารย์อาวุโสหลังจากที่ได้เห็นในสิ่งที่ตนต้องการเเล้ว ก็พลันยกยิ้มอย่างช่วยไม่ได้
“ท่านอย่าผิดคำพูดนะ ท่านอาจารย์” ฉางกวงถึงเเม้ท่าทางยังคงอ่อนเเรง เเต่ก็อดยกยิ้มอย่างห้ามไม่ได้
รีบปรับท่าทางของตนให้ดูดีกว่าเดิม รวบรวมพลังปราณเพื่อทำให้ตนเองมีเรี่ยวเเรงเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลย
“กวงเอ๋อ เจ้าบรรลุขั้น 3 เเล้วรึ” อาจารย์สัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ดูใกล้เคียงกับขั้น 4 เป็นอย่างมาก จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเเววตื่นเต้น ยินดีในความสำเร็จของฉางกวง
“ท่านอาจารย์ การทำภารกิจครั้งนี้ มีทั้งวาสนาเเละเคราะห์จริงๆ” ฉางกวงคิดในใจว่าถ้าตนเองไม่บรรลุในสถานการณ์ก่อนหน้านี้ก็คงจะเป็นเคราะห์เป็นเเน่เเท้
“โชควาสนามาพร้อมกับความเสี่ยงเสมอ ถ้าเจ้ามีความสามารถไม่พอ คงไม่อาจเเม้จะไขว่ขว้าโชคนั้นได้ กลับกันบางทีชีวิตของเจ้าคงไม่เหลือ” อาจารย์อาวุโสตกอยู่ในภวังค์ กล่าวออกไปด้วยความเรียบเฉย ดั่งว่านี่คือความจริงของโลกใบนี้
“ศิษย์เข้าใจเเล้วขอรับ” ฉางกวงฟังด้วยความตั้งอกตั้งใจ พงกหัวงึกงักตามอย่างเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
“เอาหล่ะรีบกลับสำนักกันเถอะ อยากดูความพัฒนาของเจ้ายิ่งนัก” อาจารย์อาวุโสเเววตาลึกล้ำ พลันพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็ว
“นี่มัน…เฮ้อคงหนีไม่พ้นอยากทดสอบว่าพลังปราณข้าไปถึงขั้นไหนเเล้ว” ฉางกวงครุ่นคิดพลางกระโจนตามไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน
ถ้ามองจากมุมสูงจะสังเกตเห็นลำแสงสองสายที่ตามกันมาติดๆ โดยด้านหน้าเป็นลำเเสงสีฟ้าน้ำทะเลเเซมดำ ส่วนด้านหลังเป็นลำเเสงที่เเบ่งเป็น 2 ฝั่งระหว่างสีขาวเหมันต์กับสีส้มเเดง ด้วยความเร็วทั้งคู่ที่อยู่ในขอบเขตขยายปราณไม่เพียงกี่อึดใจก็ไปถึงยังสำนักทวนธารา
ตรงบริเวณด้านหน้าสมาคมอักขระ
“นั่นมัน ลำเเสงอันใดกัน ความเร็วอันใดกัน”
“ระดับพลังเยี่ยงนี้ ต้องเป็นผู้อาวุโสของสำนักเป็นเเน่”
“เฮ้ย นั่นคือฉางกวงนี่ที่คนคุยกันช่วงนี้”
คนส่วนใหญ่เมื่อเห็นลำเเสง 2 เส้นสายมุ่งมายังสมาคมอักขระ ตอนเเรกก็ตกตะลึงพรึงเพริด จากที่คุยกันจอแจก็พลันเงียบกริบลง
ท่าทางเเต่ละคนสงวนกิริยาลงดั่งเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโส เเต่พอเห็นฉางกวงอย่างชัดเจนผู้คนก็กลับเป็นตกตะลึงเช่นเดิม เเต่ที่ต่างจากเดิมเลยก็คือ เหล่าศิษย์ทั้งหลายเสียงดังจอเเจ๊กจอเเจยิ่งกว่าเดิม
เเสงทั้งสองสายนั้นพุ่งเข้าไปในสมาคมอักขระอย่างรวดเร็ว พอไปถึงสวนหลังสมาคมฉางกวงได้เห็นถึงคนที่คุ้นเคย เเววตาก็เปล่งประกาย ยกยิ้มทั้งน้ำตาจ้องมองไปยังเจียงหวง พอเห็นเช่นนั้นเจียงหวงก็ยิ้มตอบรับ เเววตาอ่อนลงไม่น้อยอย่างหาได้ยาก
“ในที่สุด พวกเจ้าทั้ง 2 ก็อยู่ครบสักที” อาจารย์อาวุโสพยักหน้าด้วยความยินดี รีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งครึมอย่างรวดเร็ว
“งั้นอาจารย์อาวุโสผู้นี้ขอเริ่มการบรรยายก่อนเลย” อาจารย์กล่าวถึงอักขระที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น คำที่เอ่ยมาบางคำ
ฉางกวงกับเจียงหวงก็ดูมึนงง เเววตาเปี่ยมไปด้วยความสงสัย เห็นดังนั้นอาจารย์ก็จะอธิบายเพิ่มเติมให้ ฉางกวงกับเจียงหวงก็จะพงักหัวหงึกหงักสติตอนนี้ของพวกเขาทั้ง 2 อยู่ในห้วงภวังค์ของอักขระ
“เอาหล่ะพวกเจ้า ตอนนี้ข้าเองก็จะสืบทอดวิชาส่วนตัวของข้าอาวุโสให้กับพวกเจ้า” อาจารย์อาวุโสเอ่ยด้วยเเววตาล้ำลึกจับจ้องไปยังฉางกวงกับเจียงหวง
“เยี่ยมไปเลย” เเม้ในใจจะคิดเเบบนี้ เเต่ด้านนอกฉางกวงนั้นกลับนิ่งสงบเป็นอย่างมาก ส่วนด้านเจียงหวงเเววตาจ้องตอบไปด้วยประกายสนอกสนใจ
“เเต่อยู่ดีๆ ถ้าข้าผู้อาวุโสจะยกให้พวกเจ้าง่ายๆ มันก็ดูไม่สมกับเป็นตัวข้าเลย” เเขกอาวุโสน้ำเสียงจริงจัง เเต่เเววตากลับหยอกเย้าจ้องไปยังทั้งคู่
“เเล้วมีเงื่อนไขอันใดหรือขอรับ” ฉางกวงขมวดคิ้ว รู้สึกว่าเรื่องนี้จะต้องยุ่งยากอย่างเเน่นอน
ตาเเก่นี่คงไม่ยอมยกให้ง่ายๆ ต้องมีบางอย่างเเอบเเฝงไว้เเน่
“เออ คือว่าวิชานี้ต้อง…ช่างเถอะเอ่ยกับพวกเจ้าก็คงไม่มีประโยชน์อันใด” สีหน้าอาจารย์อาวุโสผิดหวังอย่างชัดเจน พลางส่ายหัวด้วยความจนใจ
“ท่านอาจารย์ ท่านบอกมาเถอะขอรับ ไม่ว่าจะบุกน้ำลุยไฟข้าก็ไม่หวั่น” ฉางกวงทุบอกตนเอง น้ำเสียงจริงจัง เเววตาเปล่งประกายความเด็ดเดี่ยว
“พวกเจ้าเเน่ใจนะ” อาจารย์ผู้นี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้นขำ เเววตาหยอกเย้าอย่างชัดเจน
“ข้ามั่นใจขอรับ” เจียงหวงเอ่ยตอบยืนยันคำตอบของฉางกวงอีกครั้ง
“ถึงเวลาที่พวกเจ้า ต้องพาคู่บำเพ็ญมาเปิดตัวเเล้วสินะ” อาจารย์อาวุโสถอดทอนหายใจ พยายามกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ
“หา” ฉางกวงตกตะลึงอึ้งค้างไปชั่วครู่ใหญ่ เจียงหวงเองก็ตกตะลึงอึ้งค้างไปด้วยเช่นกัน
“ข้าว่าเเล้ว พวกเจ้าจะต้องเป็นเช่นนี้ ไม่ต่างจากที่ข้าคิดเอาไว้” อาจารย์ยกยิ้มมุมปาก
“อย่าล้อข้าเล่นนะท่านอาจารย์ คนหล่อเท่อย่างข้ายังพอว่า เเต่เจ้าเจียงหวงผู้เงียบขรึมดั่งตอไม้จะไปหาคู่บำเพ็ญมาจากที่ใดกัน” ฉางกวงเอ่ยออกไปโดยไม่ทันคิด ซักพักสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิต ยกมืออุดปากตนเองเเทบไม่ทัน
“อะเเฮ่ม”
“เออ พี่เจียง ข้าเอ่ยหนักไปเเล้ว ขออภัยด้วย เงียบขรึม สุขุมเยี่ยงท่าน เหล่าศิษย์หญิงต้องปิ๊งๆให้ท่านอยู่เเล้ว” ฉางกวงรีบเอ่ยเเก้ตัวอย่างรวดเร็ว สีหน้าร้อนรน
“ข้าถึงบอกพวกเจ้าไง ว่าเงื่อนไขนี้ คงมีเเต่ข้าผู้อาวุโสที่มีครบ” อาจารย์ผู้นี้ถอนหายใจท่าทางเศร้าสร้อยเเต่ท่าทางลำพองใจอย่างปิดไม่มิด