ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 31 : ความจริงถูกเปิดเผย
เวลาก็ผ่านไป 3 วันอย่างรวดเร็ว
“ร่างกายข้า ในที่สุดก็กลับเป็นปกติ อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มอัตราศึกเสียที” ฉางกวงพึมพำอย่างเเผ่วเบา สีหน้าสดชื่นขึ้นไม่น้อย
เเต่เป้าหมายของเขายังไม่เสร็จสิ้น การบรรลุขั้นขยายปราณของฉางกวงในตอนนี้นั้นยังมีระยะห่างไม่น้อยเลย
เนื่องด้วยการที่ฉางกวงบรรลุขั้นเเบบไม่ปกติ ทำให้การบรรลุขั้น 4 ไม่เป็นไปดั่งที่คิดไว้ ถึงเเม้จะปิดด่านฝึกตนผ่านมาได้อีก 7 วันเเล้วก็ตาม “เห็นทีข้าคงจะหวังมากเกินไป การบรรลุขั้นของข้ายังคงไปไม่ถึงขั้น 4 เเน่ถึงเเม้ว่าจะปิดด่านนานกว่านี้ก็ตาม” ฉางกวงตัดสินใจได้เอาเป็นว่างั้นก็ไปหาเป้าหมายที่ทำให้เขาต้องขึ้นมายังเทือกเขาเเห่งนี้ก่อนเลยละกัน ซึ่งก็คือผลหยาดน้ำค้างเหมันต์ 1000 ปี
เขาจึงออกจากถ้ำที่ปิดด่านอย่างรวดเร็ว ความเร็วของเขาตอนนี้ใกล้เคียงกับขั้น 4 เเห่งขยายปราณยิ่งนัก มีความเเตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ฉางกวงพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็ว ผ่านมาได้ราว 1 ชั่วยามเขาเหลือบไปเห็นต้นที่ดูคุ้นเคย เเต่ขนาดดูใหญ่กว่าที่เคยเห็นมา
“ลำต้นสีน้ำเงินครามที่ดูใหญ่กว่าต้นก่อนหน้านี้ มันต้องใช่เเน่ ผลหยาดน้ำค้างเหมันต์ 1000 ปี” ฉางกวงหยิบผลออกมาจากต้นอย่างรวดเร็ว หยิบมาให้เพียงพอต่อตนเอง เเละเซียนผู้นั้น ใช้เวลาราวครึ่งจิบชา จึงได้ผลมาตามจำนวนที่ต้องการ
“ในที่สุดข้าก็ได้มันมา” ฉางกวงพุ่งตัวอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปยังทางออกไม่กล้าชักช้าเเม้เเต่น้อย
“ถ้าข้ายังอยู่ในสถานที่บัดซบเยี่ยงนี้ต่อไป ชีวิตน้อยๆของข้าคงเเม้นมิอาจรักษาได้” ยิ่งคิดตามก็ยิ่งพยักหัวกับตนเอง
เเต่ยังไม่ทันจะไปไหนได้ไกล “ฟ่อ…อ” งูยักษ์ราวกับเชือกสีเเดงฉาน พุ่งตัวมาฉกอย่างฉับพลันพลางเเผ่เเรงกดดันที่เทียบเท่ากับขั้น 4 ออกมา
“เจ้าอย่าหวังเลย ข้าทนมามากพอเเล้ว” ฉางกวงร่าย ‘เหมันต์พิโรธ’ โดยไม่รอช้า ฝ่ามือเหมันต์ใส 2 ข้างพลันประกบงูยักษ์อย่างรวดเร็ว
ในการใช้วิชาครั้งนี้นั้น เขารู้สึกว่าใช้พลังปราณในตัวน้อยลงกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา ใช้ไปเพียงราวๆ 1 ส่วนเท่านั้น
“เยี่ยมไปเลย พลังปราณของข้าเสถียรเต็มที่เเล้ว” ฉางกวงสีหน้าระบายรอยยิ้ม ไปเก็บผลึกเเก่นอสูรมาอย่างรวดเร็ว รีบเร่งเดินทางต่อไป
ระหว่างทางเขาก็พบกับสัตว์อสูรขั้น 4 ไปไม่น้อยเลย ซึ่งเเน่นอนว่าไม่คณามือเขาเเม้เเต่นิดเดียว
ส่วนถ้าเจอสัตว์อสูรที่เทียบเท่ากับขั้น 5 บางตัวที่เขาเลี่ยงได้เขาก็เลี่ยง เเต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้เขาก็ไม่เกรงกลัวอยู่เเล้วที่จะปะทะ
พอมาถึงทางออกได้ท่าทางของเขาจึงดูอ่อนล้าอยู่บางส่วน
“ในที่สุดก็สำเร็จ เอาหล่ะข้าต้องกลับไปยังที่อยู่ของเซียนผู้นั้น” ฉางกวงเดินไปอย่างสบายๆ ความตึงเครียดหายไปจากใบหน้า
เดินมาจนมาถึงยังเรือนหรูหราที่คุ้นเคยเอ่ยออกไปว่า “ท่านเซียนข้ากลับมาเเล้ว”
“เจ้าได้ของที่ข้าต้องการมาไหม” น้ำเสียงนั้นเจือเเววตื่นเต้นออกมาโดยปิดไม่มิด
“ข้าได้มันมาเเล้ว ขอเชิญท่านออกมารับมันไปเถิด” ฉางกวงน้ำเสียงเรียบเฉย เเววตาลึกล้ำจับจ้องไปในเรือนหรูหรานั้น
ฉับพลันนั้นเองเงาเลือนรางเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในขณะที่กำลังจะหยิบผลหยาดน้ำค้างเหมันต์จากมือของฉางกวงอยู่นั้นเอง
“หึ เจ้านะรึที่เป็นเซียนวิเศษวิโส” ฉางกวงเคลื่อนไหวร่างกายโดยฉับพลัน คว้าส่วนเเขนเงาเลือนรางไว้อย่างรวดเร็ว
“เจ้าปล่อยข้านะ” เงาเลือนรางนั้นออกอาการร้อนรน พยายามสะบัดฉางกวงอย่างสุดเเรงเเต่ความพยายามนั้นก็ไร้ผล
“เป็นอย่างที่ข้าคิดเอาไว้เลย เซียนที่สูงส่งที่เเท้ก็เพียงเเค่ขั้น 3 หรอกรึ” เขาเองนั้นก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันทะเเม่ง ๆ ตั้งเเต่ตอนเเรกที่เขาได้พบเจอกับเซียนผู้นี้เเล้ว ในตอนนั้นระดับพลังของเขายังอยู่เเค่ขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 3 ประสาทรับรู้ยังไม่ดีเท่ากับในตอนนี้ จึงได้เเต่สงสัยในใจ
เเต่ในตอนนี้นั้น ระดับพลังของเขาใกล้เคียงกับขั้น 4 เเห่งขอบเขตขยายปราณเป็นอย่างยิ่ง ประสาทสัมผัสจึงเเม่นยำจับได้ทันทีว่าเซียนผู้นี้นั้นที่เเท้ก็เป็นเพียงเเค่ขั้น 3 เท่านั้น
“เจ้าช่างกล้าที่จะหลอกข้าได้นะ จงบอกมาบัดเดี๋ยวนี้ว่าข้าจะออกไปยังภายนอกได้เยี่ยงไร” ฉางกวงหิ้วคอเสื้อร่างที่เลือนรางบัดเดี๋ยวนี้ปรากฎเป็นชายหนุ่มสวมเสื้อสีขาวสลับฟ้าเเต่งกายคล้ายศิษย์สายนอก กำลังจ้องมองฉางกวงด้วยสีหน้าซีดเผือก
“เออ…ข้าขออภัยท่านอย่างสุดซึ้งที่หลอกท่านไปยังเทือกเขาเเห่งนั้นขอรับ” ชายหนุ่มที่ถูกหิ้วคอเสื้อเอ่ยด้วยความนอบน้อม น้ำเสียงสั่นเครือ
“หึ ถ้าข้าคนนี้ยังไม่บรรลุขั้นที่สูงกว่าเจ้า เกรงว่าเจ้าคงไม่เอ่ยอย่างนอบน้อมเช่นนี้หรอกกระมัง” ฉางกวงจ้องมองกลับด้วยเเววตาเย็นชา
ชายหนุ่มผู้นี้ไม่รู้จะกล่าวตอบเยี่ยงไร ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับฉางกวง
“เอาหล่ะ ในเมื่อข้านำของที่เจ้าต้องการมาได้เเล้วเจ้าก็ควรที่จะเเสดงความจริงใจของเจ้าออกมา” ฉางกวงจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่ถูกหิ้วคอเสื้อด้วยเเววตาข่มขู่
“เออ… เรื่องวิธีการออกไปจากที่เเห่งนี้ไม่ใช่เรื่องยากเลยเเต่เกรงว่าจะมีปัญหาตามมา” ชายหนุ่มผู้นี้กล่าวด้วยน้ำเสียงอยากจะร้องไห้ เเววตาขอร้องอ้อนวอน
“นั่นมันก็เรื่องของเจ้า บอกมาบัดเดี๋ยวนี้” ฉางกวงตวาดด้วยน้ำเสียงกราดเกรี้ยว ปล่อยกลิ่นอายของครึ่งก้าวสู่ขยายปราณออกมาอย่างตั้งใจ ตอนนี้เขาโกรธเเล้วจริงๆ การที่เขาเข้าไปเสี่ยงอันตรายเพื่อนำสิ่งของมาเเลกเปลี่ยน เเต่เจ้าหมอนี่ก็ยังคงไม่ยอมเเลกตามสัญญา
“เออ คือว่า…” ชายหนุ่มผู้นี้ก็เล่าออกมาอย่างไม่ปิดบัง คร่าวๆเลยก็คือตัวเขาเองนั้นเป็นศิษย์ของสำนัก ๆ หนึ่งที่อยู่บริเวณใกล้ ๆ เเถวหมู่บ้านนี้ เเล้วทางสำนักของเขาก็จะมีหยกประจำตัวพิเศษที่สามารถเดินทางไปกลับยังมิติเหมันต์นี้กับโลกของฉางกวงได้
เเต่ได้เพียงเเค่ครั้งเดียวเท่านั้น เเถมถ้าใช้จนครบเเล้วจะส่งผลให้หยกชิ้นนั้นเเตกสลายไปในทันที
เเล้วถ้าเกิดทางสำนักตรวจสอบหยกประจำตัวขึ้นมาตัวเขาเองก็จะเผชิญกับการตวรจสอบจากทางสำนักซึ่งสร้างปัญหายุ่งยากไม่น้อย
“อ้อ อย่างนี้นี่เอง” ฉางกวงไม่รอช้าหยิบตราหยกประจำสำนักสีขาวน้ำเงินติดอยู่บนอกเสื้อของชายหนุ่มผู้นี้อย่างรวดเร็ว
“เจ้ารู้ได้เยี่ยงไรว่านั่นคือตราหยกของข้า” ชายหนุ่มผู้นี้สีท่าร้อนรน เเววตาตกตะลึงอึ้งค้าง
“ข้าไม่รู้สิเเปลก เจ้าเล่นติดมันไว้บนชุดของเจ้าออกจะเด่นซะขนาดนี้” ฉางกวงจ้องมองด้วยเเววตาคล้ายมองคนโง่
“เอาคืนมานะ สหายมีอะไรค่อย ๆ เจรจากันได้นะ” ชายหนุ่มผู้นี้บีบน้ำตา น้ำเสียงอ้อนวอนราวกับว่าชีวิตเขาผูกไว้กับหยกชิ้นนี้
“ขอบใจเจ้ามาก” ฉางกวงเเสร้งไม่สนใจคำพูดเมื่อครู่ พลันนำหยกสีขาวน้ำเงินมาพิจารณาอยู่ชั่วครู่
“อักขระนี่เองสินะ” ฉางกวงวาดอักขระไปชั่วครู่ หยกสีขาวน้ำเงินพลันส่องประกายออกมา พลันเกิดพลังงานไร้รูปร่างที่ฉางกวงเเม้จะไม่สามารถสัมผัสได้ เเต่เปลวไฟเหมันต์ตอบสนองขึ้นมาจึงทำให้ฉางกวงยิ่งมั่นใจ ว่านี่คือหนทางกลับไปยังที่ของตน
พลังงานไร้รูปร่างคล้ายจะตอบสนองกับเเผ่นหยกนั้น ฉับพลันเกิดเเรงดึงดูดที่ฉางกวงรู้สึกคุ้นเคยไม่น้อย กำลังจะดึงตัวฉางกวงเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างที่ฉางกวงกำลังถูกพลังงานไร้รูปร่างดูดเข้าไปนั้นเองเเผ่นหยกสีขาวน้ำเงินได้เเผ่ปราณสีขาวฟ้าออกมาเป็นวงกลมห่อหุ้มรอบๆตัวของเขาอย่างรวดเร็ว ไม่ทันชั่วเวลาจิบชาฉางกวงก็อันตรธานหายไปราวกับว่าบริเวณนี้ไม่เคยมีผู้ใดอยู่ พร้อมกับเสียงร่ำร้องโวยวายของชายหนุ่มผู้ที่พึ่งเสียหยกประจำตัวไป
ตัดไปเมื่อหลายวันก่อน ตรงกับช่วงที่ฉางกวงกำลังเข้ามานั้น
ณ จวนเเห่งหนึ่ง วัสดุทำมาจากน้ำเเข็งสีน้ำเงินใส เปล่งประกายระยิบระยับ เเผ่รังสีความสูงศักดิ์ออกมาทำให้ผู้คนมากมายที่เดินผ่านไปผ่านมาอดเดินอย่างสงบเสงี่ยม เงียบงันเสียมิได้ จวนเเห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองเเห่งหนึ่ง ผู้คนเดินกันมากมายขวักไขว่ เสียงดังจอแจ
เมืองเเห่งนี้นั้นมอบความรู้สึกประทับใจ ตกตะลึงให้กับผู้มาเยือนไม่น้อย เมืองเเห่งนี้กินพื้นที่อาณาบริเวณกว้างขวางกว่าเมืองมัจฉาวารีนับ 10 เท่า 100 เท่า ไม่อาจเทียบกันได้
บรรยากาศที่ตอนเเรกดูสงบ เเผ่กลิ่นอายความสูงส่งนั้น ตอนที่ฉางกวงกำลังโดนดูดเข้าไป บรรยากาศพลันเปลี่ยนไปโดยฉับพลัน
“ท่านเเม่ทัพ เกิดเรื่องใหญ่เเล้วขอรับ” พลทหารผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ ท่าทางร้อนรนอย่างปิดไม่มิด พลันคุกเข่าคารวะไปยัง
คนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ด้วยท่าทางครุ่นคิด พอได้ยินดังนั้นก็หันไปมองยังต้นเสียงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“มีอันใดก็เอ่ยมา” ชายวัยกลางคนในชุดคล้ายขุนพลใหญ่จ้องมองยังพลทหารด้วยเเววตาเรียบเฉยเเต่ถึงกระนั้นก็ยังเเผ่เเรงกดดันออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เออ ท่านเเม่ทัพ คือว่าอยู่ดีๆก็มีสัญญาณการเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตขอรับ” พลทหารตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
“คงเป็นพวกลูกศิษย์สำนักไหนสักเเห่งใช้หยกโดยไม่ได้รับอนุญาต พวกเจ้าก็ไปสืบมาก็พอ เอาหล่ะรีบออกไปได้เเล้ว ” ชายวัยกลางคนตกอยู่ในห้วงความคิด เเววตาเบื่อหน่าย โบกมือส่งๆ พลทหารผู้นั้นไม่กล้ารอช้าพลันออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงหลังจากที่โดนดูดมาได้ซักพัก ปลายทางเริ่มเห็นทิวทัศน์อันคุ้นเคย คล้ายกับก่อนที่ฉางกวงจะโดนดูดเข้าไป
“เป็นไปตามที่ข้าคิดเอาไว้ หยกอันนี้สามารถปรับสถานที่คร่าวๆได้” ฉางกวงพึมพำอย่างเเผ่วเบา เตรียมตัวออกไปยังที่ๆตนเองจากมา
พอมาถึงยังปลายทาง พลังงานไร้รูปร่างฉับพลันก็ผลักฉางกวงออกมาอย่างรุนแรง เเต่โชคดีที่เขายังมีปราณที่ห่อหุ้มตัวเองไว้ ผลกระทบที่ได้รับเลยไม่มากนัก
“เอาหล่ะ ในที่สุดข้าก็กลับมาได้เเล้ว” ฉางกวงกล่าวด้วยสีหน้ายกยิ้ม พลันพุ่งตัวกลับไปยังทิศทางของสำนักทวนธาราอย่างรวดเร็ว
ด้วยพลังปราณของเขาในตอนนี้นั้นที่เทียบเท่ากับขั้น 4 เเห่งขอบเขตขยายปราณเป็นอย่างยิ่ง เวลาที่ใช้เดินทางจึงเร็วขึ้นอย่างมาก เพียงไม่ถึงวันเขาก็มาถึงใกล้ๆ กับเมืองมัจฉาวารีเเล้ว
ตัดภาพมาที่ยังสมาคมอักขระ
ชายวัยกลางคนผู้เเต่งตัวหรูหรา บัดนี้เอาเเต่เหม่อลอย ตกอยู่ในห้วงภวังค์ เอาเเต่พึมพำเบาๆ
“กวงเอ๋อ เจ้าไปอยู่ ณ เเห่งหนใด ผู้อาวุโสคนนี้เชื่อว่าเจ้ายังไม่ตายอย่างเเน่นอน” อาจารย์อาวุโสสีหน้าเศร้าโศก
มองไปยังทิศทางที่ฉางกวงหายไปอย่างเป็นปริศนา
“ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านโปรดห่วงสุขภาพตนเองด้วย” เจียงหวงที่บัดนี้ดูดีขึ้นจากครั้งก่อนไม่น้อย เอ่ยออกมาอย่างหาได้ยาก จ้องมองไปยังอาจารย์ของตนอย่างเป็นห่วง
“หวงเอ๋อ เจ้าไม่ต้องมากวาจา ไปพักผ่อนเสียเถิด” อาจารย์ผู้นี้กล่าวด้วยความยึดมั่นในตนเอง พยายามปล่อยประสาทสัมผัสของตน ตรวจสอบไปทั่วบริเวณรอบๆเมืองมัจฉาวารี ถึงเเม้ว่าจะหาไป 3 วัน 3 คืนก็ตาม คนส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าเรื่องนี้คงจะร้ายมากกว่าดี