ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 34 : การทดสอบของศิษย์สายใน
ปราณของฉางกวงบัดนี้เเบ่งเป็น 2 ฝั่ง ระหว่างปราณสีขาวเหมันต์ที่ดูลึกล้ำเเละปราณสีเเดงส้มที่ดูธรรมดากว่า
ส่วนทางด้านของเจียงหวงนั้นเเยกได้ไม่ชัดเจนนัก ดูคล้ายสีน้ำตาลเเซมเขียว พลังปราณที่ปลดปล่อยออกมาก็สัมผัสได้ถึงความลึกซึ้งบางอย่างเช่นกันเเม้จะไม่ลึกล้ำเท่าปราณสีขาวเหมันต์ของฉางกวงก็ตาม
“พรสวรรค์โดยเเท้ หวงเอ๋อน่าจะเป็นปราณชีพจรคู่”
โดยปกติเเล้วทุกคนที่เกิดมาเเม้จะไม่ได้ฝึกฝนพลังปราณก็ตาม ก็จะมีพลังปราณเพียงเเค่ 1 ธาตุเพียงเท่านั้น
เเต่ทุกกฎเกณฑ์ย่อมมีข้อยกเว้นเสมอ คนส่วนน้อยมาก ๆ จะเกิดมาพร้อมกับธาตุ 2 ธาตุในร่างกาย
ส่งผลให้ปราณของคนกลุ่มนี้สามารถผสานกันได้ดีเยี่ยม เเถมสามารถฝึกวิชาบางวิชาที่เงื่อนไขเป็นไปไม่ได้สำหรับคนทั่วไป
วิชาเหล่านั้นต้องใช้พลังปราณมากกว่า 1 ธาตุในการฝึกฝน ซึ่งถ้าสามารถฝึกได้สำเร็จนั้น เรียกได้ว่าไร้คู่ต่อสู้ในขั้นเดียวกันเลยทีเดียว
“ส่วนทางด้านกวงเอ๋อนั้น” อาจารย์อาวุโสหันมองฉางกวงอย่างครุ่นคิด พลันตกอยู่ในห้วงภวังค์ชั่วขณะ
พอตั้งสติได้นั้นสีหน้าเคร่งครึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าหนุ่มนี้มี 2 ธาตุอยู่ในตัวเช่นกัน เเต่ปราณสีขาวของเขานั้นเป็นธาตุพิเศษ ข้าไม่เคยเห็นกรณีนี้มาก่อนเลย เเถมดูเเล้วมีร่องรอยการผสานไม่สมบูรณ์เท่าหวงเอ๋อ เเสดงว่าได้รับมาจากภายนอก” เเขกอาวุโสเผลอลูบเคราโดยไม่รู้ตัว
ถ้าฉางกวงกับเจียงหวงมาเห็นเข้า จะรู้สึกคุ้นเคยเลยทีเดียว
ในโลกเเห่งนี้สามารถเเบ่งธาตุของปราณได้เป็น 2 กลุ่ม ระหว่างกลุ่มธรรมดากับกลุ่มพิเศษ
โดยธาตุปกตินั้น ก็จะมี ดิน น้ำ ลม ไฟ เเละไม้
ส่วนธาตุพิเศษนั้น เเม้เเต่ผู้อาวุโสในสำนักบางส่วนยังไม่รู้รายละเอียดเลย เเต่สำหรับแขกกิตติมศักดิ์เเล้วนั้น
ด้วยความลึกล้ำของตัวเขาเองทำให้เขาพอจะรู้คร่าว ๆ ว่าน่าจะมีเพียง 3 ธาตุ คือ ธาตุเหมันต์ ธาตุอัสนี เเละธาตุลาวา
“พวกเขาทั้งคู่ฝืนลิขิตสวรรค์เป็นอย่างมาก ถ้าตั้งใจพากเพียรฝึกฝนข้าเชื่อว่าพวกเขาต้องไปได้ไกลเป็นเเน่”
คิดว่าตนเองได้มีโอกาสฝึกลูกศิษย์เยี่ยงนี้เเขกอาวุโสอดรู้สึกภูมิใจไม่น้อย
“เอาหล่ะพวกเจ้าทั้งสอง วันนี้ข้าขอเลิกฝึกเพียงเท่านี้” อาจารย์อาวุโสกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติ
ได้ยินดังนั้น ฉางกวงกับเจียงหวงที่ตอนนี้ดูอ่อนล้าเป็นอย่างมาก กำลังจะเดินจากไปนั้นเอง
“ข้าลืมเสียสนิทเลย พวกเจ้าทั้งสองได้ยินเรื่องสอบคัดเลือกศิษย์สายในมาบ้างรึไม่” เเขกอาวุโสเรียกทั้งสองไว้ได้ทันเวลาพอดี สีหน้าของฉางกวงเเละเจียงหวงมึนงงพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย
“พวกเจ้าพึ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน ไม่รู้ก็ไม่เเปลกอันใด”
การทดสอบเข้าเป็นศิษย์สายในนั้นจะจัดในช่วงนี้ปีละครั้ง เกณฑ์ขั้นต่ำของผู้ที่สามารถเข้าร่วมได้นั้น ต้องเป็นผู้ฝึกตนขั้น 3 เเห่งขอบเขตขยายปราณขึ้นไปเป็นอย่างน้อย
“ท่านอาจารย์ ไม่เร็วไปหน่อยรึ พวกข้าพึ่งเข้าสำนักเองนะ” ฉางกวงกระพริบตา เเววตาอยากจะร้องไห้โฮ ท่านอาจารย์คิดไปไกลเกินเเล้ว พวกข้าพึ่งจะบรรลุขั้น 3 เองนะ เจียงหวงเองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“พวกเจ้าอย่าพึ่งดูถูกตนเอง พวกเจ้าทั้งสองเป็นศิษย์ของข้าผู้อาวุโส ข้าสอนสั่งพวกเจ้ามาอย่างดี ในสายตาของข้าตอนนี้พวกเจ้ามีคุณสมบัติเเล้ว” อาจารย์อาวุโสมองทั้งสองด้วยความพออกพอใจ
“สอนสั่งอย่างดีรึ ท่านเพียงเเค่อัดพวกข้าฆ่าเวลาในเเต่ละวันไม่ใช่รึไง” ในใจฉางกวงรู้สึกว่าคำพูดเช่นนั้นอาจารย์ของตนก็ช่างเอ่ยออกมาได้ไม่อายปากเลย เเต่ภายนอกก็ยังจับจ้องอาจารย์ของตนอย่างเงียบ ๆ เจียงหวงเองก็จ้องเงียบ ๆ ด้วยความสนใจเช่นเดียวกัน
“หืม เจ้ามีอันใดรึ” คล้ายเหมือนสัมผัสถึงความคิดในใจฉางกวงได้ อาจารย์อาวุโสมองสบตากับฉางกวง เเววตาเรียบเฉย
“ม…ม…ไม่…ไม่มีขอรับ” ฉางกวงส่ายหัวปฎิเสธอย่างรวดเร็ว
“เอาหล่ะ เข้าเรื่องกันเลย การสอบเป็นศิษย์สายในจะเเบ่งคร่าว ๆ เป็น 2 รอบ รอบเเรกคือการทวนธารา…”
“ท่านอาจารย์ อย่าบอกนะว่า” ฉางกวงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองยังน้ำตกขนาดใหญ่ประจำสำนัก
“ใช่เเล้ว เป็นอย่างที่เจ้าคิด การทวนธาราตามความหมายเลย คือพวกเจ้าต้องใช้พลังปราณหรือวิชาของตนในการไต่ธาราขึ้นไปยังด้านบนนั้น” เเขกอาวุโสน้ำเสียงเรียบเฉย
“เเล้วรอบ 2 หล่ะขอรับ” เจียงหวงถามสั้นๆ เเววตาสนใจ
“ข้ากำลังจะพูดเรื่องนี้อยู่เลยทีเดียว หลังจากที่พวกเจ้าผ่านรอบเเรกไปเเล้วนั้น ก็จะมาประลองเพื่อจัดอันดับต่อในรอบที่ 2 เพื่อเเบ่งทรัพยากรให้เเต่ละคน” อาจารย์อาวุโสเอ่ยด้วยความนิ่งสงบ สังเกตถึงความงุนงงในสีหน้าทั้ง 2 ก็ไม่รู้สึกเเปลกใจเเม้เเต่น้อย
โดยปกติเเล้วศิษย์สายนอกของสำนักทวนธาราจะไม่ได้ทรัพยากรที่ช่วยในการฝึก จึงไม่เเปลกที่ทั้งฉางกวงเเละเจียงหวงจะไม่ได้ สำนักทวนธาราจะให้ความสำคัญกับศิษย์สายในมากกว่า เพราะศิษย์เหล่านี้จะเติบโตกลายเป็นผู้อาวุโสรุ่นใหม่ในสำนักต่อไป
“พวกเจ้าถือเป็นหน้าเป็นตาของข้าผู้อาวุโส ฉะนั้นต้องทำให้ดีในการสอบครั้งนี้” อาจารย์อาวุโสน้ำเสียงจริงจัง จ้องมองทั้งสอง
“ศิษย์รับทราบขอรับ” ฉางกวงกับเจียงหวงคารวะอย่างนอบน้อม เเววตาเจือเเววมุ่งมั่น
“ท่านอาจารย์ ในเมื่อท่านคาดหวังกับพวกข้าเเล้ว ข้าจะขอคำชี้เเนะจากท่านได้รึไม่” ฉางกวงน้ำเสียงจริงจังเช่นกัน
“ไม่มีปัญหา พวกเจ้ากล่าวมาได้เลย” เเขกอาวุโสมองทั้งสองด้วยเเววตาเชื่อมั่น
“ข้าอยากขอคำชี้เเนะท่านอาจารย์เรื่องการบรรลุขั้น 4 ของข้าว่าสามารถจะบรรลุก่อนเริ่มทดสอบได้รึไม่” ฉางกวงสบตากับอาจารย์ของตน เเววตาเปล่งประกายไปด้วยความหวัง
“อืม” อาจารย์อาวุโสจ้องมองฉางกวงอยู่พักใหญ่พลางครุ่นคิดไปด้วย เอ่ยออกมาช้า ๆ “ จากที่ข้าสังเกตพลังปราณในร่างกายเจ้า พบว่าพลังปราณของเจ้าพึ่งจะบรรลุมา การที่จะบรรลุไปถึงขั้น 4 เเห่งขอบเขตขยายปราณนั้น โดยปกติเเล้วเเทบเป็นไปไม่ได้เลย”
ฉางกวงได้ยินดังนั้นสีหน้าเปลี่ยนเป็นผิดหวัง คอตกอย่างห้ามไม่ได้
“ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ข้าเอ่ยเพียงว่าโดยปกติทั่วไปเท่านั้น” อาจารย์อาวุโสเน้นคำพูดของตน
ฉางกวงเปลี่ยนสีหน้าเป็นมีความหวังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้านี่ เดี๋ยวก็เเววตาเปล่งประกาย เดี๋ยวก็คอตก” เจียงหวงที่อยู่ข้าง ๆ อดที่จะส่ายหัวไปมาอย่างห้ามไม่ได้
“มันก็มีวิธีอยู่ เเต่เเน่นอนย่อมมีความเสี่ยงสูงมากกว่าการฝึกโดยปกติ” เเขกอาวุโสจ้องมองฉางกวง น้ำเสียงจริงจังยิ่งขึ้น
“มันคือวิธีเช่นไรรึขอรับ” ฉางกวงถามอย่างสงสัย เจียงหวงที่อยู่ข้าง ๆ ก็มีเเววสนอกสนใจเช่นกัน
“วิธีฝึกนี้ ข้าผู้อาวุโสได้อ่านเจอมาจากเเผ่นอักขระโบราณ กล่าวไว้ว่าการฝึกโดยทั่วไปคือการที่พวกเจ้าใช้พลังปราณในร่างกายของตนเเผ่ออกมาภายนอก เเต่วิธีนี้กลับให้เเผ่พลังปราณจากภายนอกเพื่อไปกระตุ้นปราณภายใน พวกเจ้ายังสนใจอยู่รึไม่” อาจารย์อาวุโสกล่าวพลางสังเกตท่าทางทั้งสอง
“ท่านอาจารย์ขอรับ เเล้ววิธีนี้มีความเสี่ยงเช่นไรบ้างรึขอรับ” ฉางกวงครุ่นคิดตกอยู่ในห้วงภวังค์จึงกล่าวออกมาโดยไม่รู้ตัว
เจียงหวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหัวเเสดงความเห็นด้วยกับฉางกวง
“ความเสี่ยงที่มี ก็คือ หนึ่งพลังปราณที่ใช้กระตุ้นจำเป็นต้องเป็นปราณธาตุตรงข้ามกับในร่างกายของผู้ฝึก ในกรณีของพวกเจ้าที่มีปราณมากกว่า 1 ธาตุอยู่ในร่างนั้น การฝึกนี้ทำได้ค่อนข้างยุ่งยาก ถ้าพวกเจ้าใช้ปราณเพียงเเค่ 1 ธาตุดั่งผู้ฝึกปกตินั้น จะส่งผลให้ปราณทั้งสองธาตุของเจ้ามีพลังไม่เท่ากันซึ่งมีผลเเน่นอนในการฝึกฝนในภายหน้า”
ฉางกวงกับเจียงหวงในตอนนี้ตกอยู่ในห้วงความคิดของตนเองจึงพยักหน้าหงึกหงักเเสดงความเข้าใจ
“ข้อสองนั้น การที่จะกระตุ้นพลังปราณในร่างกายของพวกเจ้านั้นจำเป็นต้องใช้ปราณที่มีความเข้มข้นที่สูงกว่าของผู้ฝึกวิชา ฉะนั้นการที่ใส่พลังปราณเข้าไปในร่างนั้นย่อมมีความเสี่ยงที่ร่างกายอาจจะรับไม่ไหว ร่างกายสูญสลายจากภายใน เอาหล่ะหมดเพียงเท่านี้” หลังจากเอ่ยจบเเขกอาวุโสลอบสังเกตสีหน้าทั้งสองอย่างเงียบ ๆ
ฉางกวงที่ได้ยินเช่นนั้น สติที่กำลังล่องลอย อยู่ในห้วงภวังค์พลันกลับมาอย่างรวดเร็วสีหน้าดูมีความลังเลเล็กน้อยลอบมองไปยังด้านเจียงหวง สีหน้าของเจียงหวงนั้นเเม้จะเรียบเฉยดั่งเคย เเต่ถ้าสังเกตดูดี ๆ เเววตาเปลี่ยนเป็นเคร่มครึมขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
เห็นท่าทีของเจียงหวงเเล้ว คิดว่าตนเองจะเกรงกลัวไปทำไม ในโลกใบนี้ถ้าอยากจะเหนือกว่าผู้อื่นเเล้วนั้น ตนเองต้องมีอะไรที่พิเศษกว่าผู้อื่น ต้องอดทนมากกว่าผู้อื่นเท่านั้น
คิดได้ดังนั้นเเววตาฉางกวงเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เจียงหวงที่ได้เห็นการเปลี่ยนเเปลงนี้ ในใจพลันรู้สึกนับถือศิษย์ร่วมอาจารย์ผู้นี้มากขึ้นไม่น้อย พออาจารย์อาวุโสสังเกตเห็นท่าทางของลูกศิษย์ทั้งสองเเล้ว จึงพยักหัวยอมรับความคิดเห็นลอบภูมิใจในความคิดศิษย์ของตน
“ในเมื่อพวกเจ้าทั้งสองตัดสินใจได้เเล้ว คืนนี้ก็ไปเตรียมตัวร่างกายเเละจิตใจให้พร้อม ข้าผู้อาวุโสจะเริ่มฝึกในวันพรุ่งนี้ เเยกย้ายได้”
สิ้นเสียงไม่ทันชั่วกะพริบตาร่างอาจารย์วัยกลางคนฉับพลันก็เลือนรางหายไปดั่งระเหยไปกับอากาศ
พอฉางกวงเห็นอย่างนั้น จึงอดส่ายหัวให้กับอาจารย์ผู้นี้ของตนไม่ได้
“พี่เจียง ข้าขอตัวก่อนนะ ข้าจะไม่ไหวเเล้ว” สิ้นเสียงนั้นฉางกวงก็พุ่งตัวกลับไปยังเรือนตนเองด้วยร่างกายที่โอนเอน
เจียงหวงเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มเเล้วพยักหน้าให้ไม่คิดขัดขวางคนอ่อนล้าไปมากกว่านี้
หลังจากที่ฉางกวงมาถึงเรือนของตนเองอย่างรวดเร็วก็รีบจัดการตนเองให้เรียบร้อย เเล้วฟุบลงบนเตียงด้วยความอ่อนล้าสะสมจากการทำภารกิจสำนัก ด้านเจียงหวงนั้นก็กลับมาถึงยังเรือนของตนเเล้วเช่นกัน มองไปยังเรือนฉางกวงเเวบหนึ่ง จึงพักผ่อนตนเองเช่นเดียวกันอย่างรวดเร็ว
ทั้งสองหลับลึกจนไม่สังเกตถึงเงาตะคุ่ม ๆ ที่มองมายังพวกเขาอย่างเป็นห่วงเป็นใย พอเห็นว่าทั้งสองหลับสนิทเเล้วจึงจากไปอย่างเงียบเชียบ