ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 33 : ธาราบรรจบ
“หน็อย เจ้าเฒ่านี่ เรื่องนี้อวดใหญ่เลยนะ” ฉางกวงมองด้วยสีหน้าเหยเก ส่ายหัวอย่างจนใจ
เจียงหวงเองก็นิ่งเงียบ ไม่รู้จะเอ่ยอันใด บรรยากาศพลันเงียบลงชั่วครู่ทันใดนั้นเอง
“ช่างมันเถอะ ข้าเอ่ยไปงั้นเอง เห็นพวกเจ้ากำลังเครียดๆ เเต่เรื่องที่ข้าผู้อาวุโสมีสาวน้อยสาวใหญ่ตามตื้อนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลยนะ” อาจารย์อาวุโสเอ่ยออกมาอย่างภาคภูมิใจ น้ำเสียงจริงจัง
“เอาเยี่ยงนี้เลยรึ ท่านเอ่ยออกมายิ่งทำให้พวกข้าเครียดกว่าเดิมหรือเปล่า” ฉางกวงเหนื่อยใจจนไม่รู้จะตอบสนองเยี่ยงไรดี
ส่วนเจียงหวงก็ยังคงเงียบดั่งปกติ
“เอาหล่ะ ตอนนี้ของจริงเเล้ว พวกเจ้าเข้ามาพร้อมกันเลย พิสูจน์ว่าตัวเองคู่ควรกับมัน”
กล่าวจบรังสีเเรงกดดันขั้น 5 เเห่งขอบเขตขยายปราณเเผ่พุ่งออกมาจากตัวอย่างฉับพลัน กดดันไปยังทั้งสองอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงเห็นเช่นนั้นก็เเผ่เเรงกดดันที่ใกล้เคียงกับขั้น 4 ออกมาต้านทานอย่างองอาจ
ทางด้านเจียงหวงก็เเผ่รังสีขั้น 3 ออกมาต้านทานเช่นเดียวกัน เเรงกดดันหักล้างกันไปไม่น้อยเเต่ก็ไม่ทำให้ฉางกวงเเละเจียงหวงรู้สึกสบายใจขึ้นเลย
“ท่านอาจารย์ รับมือ!” ฉางกวงร่าย ‘เหมันต์พิโรธ’ อย่างรวดเร็ว ปราณสีขาวในฝ่ามือนั้นควบรวมกันอย่างรวดเร็ว
เเขนเหมันต์ทั้งสองผุดขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือเหมันต์ทั้งสองดูลึกล้ำกว่าในครั้งก่อนๆ เตรียมประกบลงไปบริเวณที่อาจารย์อาวุโสยืนอยู่อย่างเเข็งกร้าว
“วิชานี้ไม่ธรรมดาเลย” อาจารย์สีหน้าเคร่งครึม ร่ายวิชาอภินิหารของตนมาปะทะอย่างฉับพลัน ‘วิ้ง’
อักขระที่วาดบนอากาศทันใดนั้นเอง ก็โค้งงออย่างรวดเร็วกลายเป็นวงเเหวนอักขระโบราณสีฟ้าน้ำทะเล 2 วง มาล้อมรอบตนเอง วงเเหวนคู่นี้เปล่งประกายความลึกล้ำไม่น้อยกว่าวิชาของฉางกวง ฝ่ามือเหมันต์ทั้ง 2 ประกบลงบนวงเเหวนในชั่วกระพริบตาไม่เปิดโอกาสให้ทันหายใจ
‘เคร้ง’ เสียงสนั่นกัมปนาท เกิดประกายไฟขึ้นบนฝ่ามือ ฉับพลันพลังงานในวงเเหวนก็ทะลักเข้าไปในฝ่ามือเหมันต์
ส่งผลให้ฝ่ามือพลันจางลงอย่างรวดเร็ว เเต่วงเเหวนคู่นั้นก็จางลงเล็กน้อยเช่นกัน
‘ตุ้ม’ ฝ่ามือไม่อาจทนปราณสีฟ้าน้ำทะเลได้ไหว จึงสลายหายไปในทันที เเต่วงเเหวนที่ตอนนี้เหลือเพียงเเค่หนึ่งวงก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก
“ใช้ได้เลย เเต่ยังไม่พอที่จะล้มข้าคนนี้ได้” เเขกอาวุโสยกยิ้มสบายๆ เเต่ในใจก็อดชื่นชมฉางกวงอย่างห้ามไม่ได้
มองฉางกวงอย่างเจ้าเล่ห์
“สายตานี้มัน ไม่ดีเเล้ว” ฉางกวงสีหน้าเคร่งเครียดร่าย ‘เหมันต์พิโรธออกมาอีกครั้ง เเต่ในครั้งนี้เขาไม่ได้ใช้ในการจู่โจมเเต่ให้ฝ่ามือทั้งสองมาห่อหุ้มร่างกายเตรียมรอตั้งรับอย่างระมัดระวัง
“ไม่เลวนี่” หลังจากที่สิ้นเสียงไปในไม่กี่อึดใจ ปราณอักขระสีฟ้าบับอัดขั้น 5 ชกไปยังฉางกวงอย่างรวดเร็ว
หมัดขนปุกปุยนั้นปะทะกับฝ่ามือเหมันต์อย่างรุนแรง ทั้งสองฝ่ายสูญเสียพลังงานไปอย่างรวดเร็ว จึงหายไปอย่างรวดเร็ว
“เกือบไปเเล้ว ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ” ฉางกวงถอนหายใจอย่างโล่งอก
“หืม” เเขกอาวุโสสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด จับจ้องไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เห็นปราณสีน้ำตาลแซมเขียวควบรวมตัวอย่างรวดเร็ว
กลายเป็นหินขนาดมหึมามากมาย พุ่งชนเเขกอาวุโสด้วยความเร็วสูง หลังจากที่เห็นดังนั้น ก่อนที่หินจะมาปะทะอย่างจังๆ
เเขกอาวุโสก็หลบกระทันหันได้อย่างสมบูรณ์เเบบเรื่อยๆ จนท่าทางคล้ายจวนเจียนจะไม่ไหวเเล้ว หินก้อนด้านหน้าจึงชนเข้ากับร่างของเขาอย่างจัง อาจารย์อาวุโสนอนลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
“สำเร็จเเล้ว” ฉางกวงชูนิ้วโป้งให้เจียงหวง ยิ้มออกมาด้วยท่าทีดีใจแบบสุดขีด เหมือนได้ระบายความอัดอั้นกับการฝึกกับอาจารย์ผู้นี้
เจียงหวงก็ยิ้มตอบเเบบดีใจไม่ต่างกัน
ถึงเเม้จะดูเหมือนว่าทั้งคู่จู่โจมสะเปะสะปะ โดยไม่มีกลยุทธ์ใดเลย เเต่ที่จริงทั้งคู่สื่อสารกันอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับเรื่องนี้
ถ้าเเค่คนเดียวโดดๆจู่โจมไปโอกาสชนะก็มีไม่มาก เเต่ถ้าพลัดกันจู่โจมเป็นอย่างดี ถึงเเม้จะเป็นขั้น 6 เเต่ก็คงจะหวั่นเกรงไม่น้อย
เเขกอาวุโสที่ตอนนี้นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้น สีหน้าดูก็รู้ว่าไม่บาดเจ็บมากนัก
“เจ้าพวกนั้นทำได้ไม่เลวเลยทีเดียว ข้าคนนี้คงต้องอ่อนให้เล็กน้อยเเล้วสิ” อาจารย์อาวุโสยกยิ้มรู้สึกว่าศิษย์ทั้งสองของตนเริ่มเติบโตขึ้นเเล้ว ถ้ารู้ว่าตัวเองนั้นสู้อีกฝั่งไม่ได้ ตัวเลือกมีไม่กี่ตัวเท่านั้น ซึ่งวิธีนี้ก็เหมาะสมอย่างยิ่งในสถานการณ์นี้
ถ้าฉางกวงกับเจียงหวงได้เห็นสีหน้าอาจารย์ของตนในยามนี้ เกรงว่าคงจะรู้สึกท้อเเท้ไม่น้อย
“เอาหล่ะ ข้าขอยอมเเพ้ พวกเจ้าทั้งสองชนะในครั้งนี้” สิ้นเสียงฉับพลันนั้นร่างวัยกลางคนที่นอนอยู่บนพื้นก็ค่อยๆลุกขึ้นมา เเสร้งทำเป็นกุมอกเล็กน้อย เตรียมคราบเลือดไว้ตรงมุมปากเพื่อความสมจริง
“ท่านอาจารย์… ท่านอย่าลืมสัญญานะ” ฉางกวงน้ำเสียงจริงจัง เจือเเววเป็นห่วงออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ท่านอาจารย์เป็นเยี่ยงไรบ้าง” เจียงหวงถามด้วยความเป็นห่วง
“ข้าไม่ลืมคำพูดตนหรอก ข้าสบายมาก พวกเจ้าคิดว่าเเค่นี้จะทำอันใดข้าได้รึ” อาจารย์อาวุโสจ้องมองทั้งสองอย่างไม่สบอารมณ์
“ขออภัยขอรับท่านอาจารย์ที่ล่วงเกิน” ฉางกวงก้มหัวคารวะพร้อมกับเจียงหวง
“พวกเจ้าไม่ต้องถืออันใดให้มากนักหรอก” อาจารย์โบกมือส่งๆ คล้ายไม่เเยเเสเเม้เเต่น้อย
ฉางกวงกับเจียงหวงได้ยินเช่นนั้น ในใจก็โล่งอก
“เนื่องด้วยพวกเจ้าทั้งสองพิสูจน์เเล้วว่ามีคุณสมบัติมากพอที่จะสืบทอดวิชาของข้า อย่ารอช้ามาเริ่มกันได้เเล้ว” เห็นท่าทีทั้งคู่ดูเหนื่อยจากการต่อสู้เมื่อครู่ เเขกอาวุโสก็เอ่ยอย่างรวดเร็ว
“เอาหล่ะ พวกเจ้าฟังให้ดี วิชานี้ของข้าผู้อาวุโสผู้นี้มีนามว่า ‘ธาราบรรจบ’ ”
กล่าวจบพลันยกมือขึ้นวาดบนอากาศ ปรากฎสายธาราอักขระออกมาอย่างรวดเร็ว อีกฝั่งหนึ่งก็หยิบเเผ่นอักขระสีน้ำตาลดูโบราณลึกล้ำ
ออกมาจากสาบเสื้อ คีบไว้กับนิ้วอีกฝั่งหนึ่ง ฉับพลันเกิดปราณสีน้ำตาลลึกล้ำสายหนึ่งก่อตัวเป็นภูเขาดินขนาดย่อมๆ
สายธาราได้ไหลไปหลอมรวมกับภูเขาดินอย่างรวดเร็ว ทำให้กลายเป็นธาราสีน้ำตาล ดูทรงพลังมากกว่าเมื่อครู่เป็นอย่างมาก
“ที่อาจารย์ถือว่ามันคือสิ่งใดรึขอรับ” ฉางกวงชี้ไปยังตรงเเผ่นอักขระน้ำตาลที่อยู่ระหว่างนิ้วของเเขกอาวุโส เเววตาเปล่งประกาย
“มันคือเเผ่นสลักวิชาที่ข้าผู้นี้หามาได้ด้วยความยากลำบากอย่างไรเล่า” อาจารย์อาวุโสตอบกลับไปด้วยความเสียดาย
เเผ่นสลักอักขระนั้น เสมือนเป็นการ่ายวิชาใส่ไว้บนเเผ่นเเล้วพอเวลาจะใช้ก็สามารถปล่อยปราณไปกระตุ้นทำให้วิชาอภินิหารออกมาได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งวิธีการทำเเผ่นอักขระโบราณนี้ก็ได้หายสาบสูญไปตั้งเเต่บรรพกาลเเล้ว ในเมืองมัจฉาวารีเเทบจะนับจำนวนเเผ่นอักขระนี้ได้ด้วยเพียงนิ้วข้างเดียว เห็นได้ว่ามันมีความพิเศษเป็นอย่างยิ่ง
“ท่านอาจารย์ ท่านทำถึงขนาดนี้เพื่อพวกข้าเลยรึ” ฉางกวงเเววตาซาบซึ้ง รู้สึกว่าอาจารย์ช่างดูเเลตนได้ดียิ่งนัก
เจียงหวงถึงภายนอกจะเพียงพยักหัวเห็นด้วยกับฉางกวงเเต่ในใจก็รู้สึกไม่ต่างกับฉางกวงมากนัก
“ข้าจำเป็นต้องใช้มัน เพื่อให้พวกเจ้าได้เห็นความสามารถวิชาของข้าชัดเจนยิ่งขึ้น เอาหล่ะ พวดกเจ้าตอบให้ข้าชื่นใจหน่อย
สายธาราสีน้ำตาลนี้ต่างยังไงกับสายธาราตอนปกติที่ไหลช่วงฝนตกบนภูเขา”
เเขกอาวุโสหันไปจ้องทั้งคู่อย่างรอคอย
“เออ ข้าว่าสายธารานี้ดูเเข็งเเกร่งเหมือนคุณสมบัติธาตุดินไม่น้อยเลย” ฉางกวงจ้องมองไปยังสายธาราสีน้ำตาลพลางตอบด้วยความมั่นใจ
“เเล้วเจ้าหล่ะ หวงเอ๋อ” อาจารย์อาวุโสหันไปจ้องยังเจียงหวง
พอเห็นดังนั้นเจียงหวงก็ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เเล้วตอบไปว่า “จากที่ข้าสังเกตสายธาราสีน้ำตาลนี้อย่างถี่ถ้วน ข้าเห็นคล้ายอักขระสีดำเล็กน้อยลอยอยู่ในธารานี้ ข้าขอเสนอความคิดเห็นตนว่า อักขระเป็นตัวเชื่อมระหว่างน้ำกับดิน” เจียงหวงเองก็ตอบด้วยท่าทางมั่นใจเช่นกัน
“พวกเจ้าสมกับเป็นศิษย์ของข้า ไม่ทำให้ข้าสูญเเผ่นอักขระไปฟรีๆเเล้ว” เเขกอาวุโสยิ้มอย่างพึงพอใจ
“งั้นพวกเจ้าก็เริ่มฝึกกันได้”
“ขอรับ” เสียงทั้งคู่มุ่งมั่นอย่างยิ่ง ฉางกวงเเละเจียงหวงรีบสลายท่าทางอ่อนล้าไปอย่างรวดเร็ว รีบลองฝึกด้วยดวงตาเปล่งประกายตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด
ณ หน้าสมาคมอักขระ
เหล่าศิษย์เเละผู้อาวุโสทั้งหลายเดินสวนกันไปมาคุยกันจอเเจอย่างปกติจนกระทั่ง
“ตุ้ม โครม !” เสียงดังสนั่นนั้นดังมาจากด้านหลังสมาคมอักขระ
“นั่นมันเสียงอันใดกัน”
“เจ้าไม่รู้หรอกรึ นั่นมันเสียงการฝึกซ้อมของเเขกอาวุโสเยี่ยงไรเล่า”
“นี่มันเสียงฝึกซ้อมงั้นรึ ข้าว่าดูเหมือนพวกเขาจะทำลายสมาคมมากกว่า”
ยังไม่ทันสิ้นเสียง พลันเกิดคลื่นกระเเทกออกมาเล็กน้อย เหล่าศิษย์ที่ต่ำกว่าขั้น 3 บาดเจ็บในช่วงพริบตา
“นี่…นี่ พวกเขาฝึกกันเยี่ยงไรกันเเน่”
“เเสดงว่าเจ้าคงมาใหม่สินะ โดยปกติเมื่อฝึกก็เป็นเช่นนี้ เเต่วันนี้คลื่นกระเเทกรุนเเรงขึ้นไม่น้อยเลย”
“เเล้วพวกเขาไม่หาทางป้องกันคลื่นกระเเทกเลยรึ”
“เเน่นอนว่าป้องกัน นี่ก็เเค่คลื่นที่เล็ดลอดออกมา”
คุยกันเสร็จทุกคนสีหน้าซีดเซียวรีบเดินถอยหนีให้ห่างจากสมาคมอักขระอย่างรวดเร็ว
“ดูเหมือนว่า ม่านที่ข้ากางไว้วันนี้จะเอาไม่อยู่เเล้ว” เเขกอาวุโสจ้องมองการฝึกของทั้งคู่เตรียมตัวจะเลิกการฝึกของวันนี้
“นั่นมัน” เเขกอาวุโสเมื่อจ้องมองไปยังบริเวณที่ฉางกวงกับเจียงหวงฝึกซ้อม สีหน้าเปลี่ยนเป็นตกตะลึง