ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 36 : สิ้นสุดวันเเรก
หลังจากฉางกวงกับเจียงหวงฝึกฝนมาด้วยสภาพร่างกายที่เจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา พอใกล้ถึงเวลาสิ้นสุดการฝึกเเล้วนั้นเอง
“เอาหล่ะ วันนี้พอเเค่นี้ก่อน พวกเจ้าทำได้ดีมาก” เเขกอาวุโสหยุดส่งปราณเข้าในตัวของฉางกวง พลางดีดนิ้วฉับพลัน
“ปุ้ง” เกิดหมอกควันขึ้นตรงร่างปุกปุยสีขาว พอควันหายไปนั้นเอง ร่างปุกปุยสีขาวก็หายไปด้วยเช่นกันกลายเป็นตุ๊กตาสัตว์อักขระกลับมาบนฝ่ามือของอาจารย์อาวุโสอย่างรวดเร็ว
“ในที่สุด !!!” ฉางกวงดีใจจนเเทบอยากตะโกนโห่ร้องออกมา ความเจ็บปวดที่เผชิญมันรุนเเรงมากจนตัวเขาเเทบจะทนไม่ไหว
“เฮ้อ” เจียงหวงเองสีหน้าก่อนหน้านี้ที่ดูไม่ดีนั้น ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเรียบเฉยดั่งปกติ ทอดถอนหายใจออกมาอย่างหาได้ยาก
“ข้าผู้อาวุโสจะให้พวกเจ้าทั้งสองพักในวันพรุ่งนี้ 1 วัน” อาจารย์อาวุโสน้ำเสียงเรียบเฉย เอ่ยจบก็จับจ้องปฏิกิริยาของทั้งคู่อย่างเงียบ ๆ
ฉางกวงที่ได้ยินว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องฝึก สีหน้าที่ยิ้มอยู่เเล้วก็ยิ้มจนปากแทบฉีก คิดว่าอาจารย์ตนเองก็ไม่โหดร้ายอย่างที่คิด
“ท่านอาจารย์ขอรับ ถ้าฝึก ๆ หยุด ๆ มันจะไม่ส่งผลต่อการฝากรึขอรับ” เจียงหวงถามคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของตน
“พี่เจียง…ท่าน” ฉางกวงพยายามเอ่ยห้ามอย่างเเผ่วเบา ท่านอาจารย์ให้หยุดก็เป็นเรื่องที่ดีเเล้ว จะไปถามท่านอาจารย์อีกทำไม ถ้าเกิดท่านอาจารย์เปลี่ยนใจขึ้นมาจะทำเยี่ยงไร
“ที่ข้าให้พวกเจ้าหยุดนั้น มันก็เป็นขั้นตอนหนึ่งในการฝึกเช่นกัน” อาจารย์พวกเขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างกับรู้ความคิดของศิษย์ทั้งสอง
ฉางกวงที่ได้ยินเช่นนั้น ก็ลอบปาดเหงื่อของตน เจียงหวงพยักหน้าตอบอย่างเรียบเฉย
“วันนี้เเยกย้ายกันได้” สิ้นเสียงเเขกอาวุโสทั้งสองกำลังเดินจากไปนั้นเอง
“ช้าก่อน ข้าเกือบลืมเสียสนิทเลย” อาจารย์อาวุโสโยนขวดหยกที่บรรจุไปด้วยเม็ดกลม ๆ สีเขียวหลายเม็ดที่เปล่งประกายถึงพลังชีวิตที่อบอุ่น
“นี่คือโอสถรักษาที่ข้าผู้อาวุโสเตรียมมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ” อาจารย์อาวุโสเอ่ยด้วยความโอ้อวด ยาในขวดหยกนี้สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทั้งภายในเเละภายนอก เเถมยานี้ยังส่งผลเเม้เเต่ผู้ฝึกตนขั้น 6
ในตลาดจึงมียอดต้องการซื้อมากกว่าขาย การที่จะได้มันมานั้นมีเงินเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจเเม้เเต่จะได้เห็นมันเลยก็มี
เเต่ทั้งฉางกวงเเละเจียงหวงนั้นเเม้จะไม่รู้ถึงความหายากของยาตัวนี้ เเต่พวกเขาก็รู้สึกได้ว่ารังสีของพลังชีวิตที่เเผ่ออกมาไม่ธรรมดาเป็นอย่างมาก พวกเขาทั้งสองก็รู้สึกซาบซึ้งในอาจารย์ของตน รีบเก็บขวดหยกเอาไว้เป็นอย่างดี พลางคำนับขอบคุณด้วยใจจริง
เห็นดังนั้นเเขกอาวุโสก็พยักหน้า คิดว่าเจ้าพวกนี้เองก็รู้จักบุญคุณเหมือนกัน สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นพึงพอใจ
“พวกเจ้าคงต้องการพักผ่อนเเล้ว เเต่ข้ามีเรื่องบางอย่างที่ต้องย้ำกับพวกเจ้าสักเรื่อง”
เเขกอาวุโสนำ้เสียงเปลี่ยนเป็นจริงจังอีกครั้ง
ฉางกวงกับเจียงหวงที่สภาพในตอนนี้ดูโอนเอนเเต่ก็ยังคงตั้งใจฟังอย่างเงียบ ๆ
“พวกเจ้าต้องจำไว้ว่า พักก็คือพักจริง ๆ ห้ามฝึกฝนเพิ่มโดยเด็ดขาด” อาจารย์อาวุโสน้ำเสียงจงใจเน้นประโยคอย่างชัดเจน
“เออ ท่านอาจารย์ข้าสงสัยว่าทำไมต้องห้ามฝึกฝนเพิ่มด้วยขอรับ” ฉางกวงอดเอ่ยถามอย่างห้ามไม่ได้ เเววตาไม่เข้าใจ
“พวกเจ้าต้องพักฟื้นอย่างจริงจัง การที่พวกเจ้าฝึกเพิ่มนั้น การบาดเจ็บในร่างกายของเจ้าจะยิ่งหายได้ช้าลง
เเถมมีความเสี่ยงอีกด้วย” อาจารย์อาวุโสพอเอ่ยกำชับจบ ฉับพลันก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ด้วยท่าทางทีดูเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อยที่เเทบจะสังเกตไม่ได้
“พี่เจียง ท่านกับข้าก็กลับด้วยกันเถิด” ฉางกวงเอ่ยชักชวนด้วยท่าทางอ่อนเเรง
“อื้อ” เจียงหวงพยักหน้าเช่นเคย พอเห็นดังนั้นฉางกวงกับเจียงหวงจึงเดินกลับไปยังที่เรือนพักของตนอย่างอ่อนเเรง
ผู้คนที่เห็นพวกเขาผ่านมา ถ้าไม่รู้จักกับพวกเขาก็มองมายังทั้งสองด้วยความเเปลกประหลาด คล้ายกับมองคนที่น่าสงสารเห็นใจ
ส่วนกลุ่มที่รู้จักนั้น พวกซ่งหยวน เฉินเฟย เเละก็คุณหนูจินนั้นก็ทักทาย ไถ่ถามทั้งสองอย่างเป็นห่วง
พอได้ยินว่าทั้งสองจะเข้าสอบเป็นศิษย์สายใน สายตาของพวกเขาก็นิ่งอึ้ง ค้างไปชั่วครู่ พอตั้งสติได้จึงเอ่ยวาจาให้กำลังใจ
2 3 ประโยคด้วยเห็นว่าคนทั้งสองจะไม่ไหวเเล้ว จึงเอ่ยลาอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงกับเจียงหวงที่ได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวตอบเป็นมารยาท พลันรีบบึ่งไปยังพื้นที่เรือนของตนอย่างรวดเร็ว
“พวกเขาก็ช่างน่าเห็นใจยิ่งนัก” คุณหนูจินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา
“ถึงพวกเขาจะมีคุณสมบัติในการเข้าสมัคร เเต่ก็ถือว่าหนักหนาสำหรับศิษย์ใหม่เลยทีเดียว” ซ่งหยวนที่ยิ้มอบอุ่นดั่งปกติก็พยักหน้าเห็นด้วย
“อาจารย์พวกเขาก็ช่างคาดหวังเกินไป” เฉินเฟยเอ่ยสิ่งที่ตนคิดออกมาด้วยรู้สึกว่าถ้าเป็นตนเอง คงจะโต้เเย้งกับอาจารย์ของตนอย่างเเน่นอน ทั้งสามคิดเห็นไปในทางเดียวกันก็ส่ายหัว รู้สึกสงสารฉางกวงกับเจียงหวงอย่างห้ามไม่ได้
“นี่มัน ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าตนเองโดนนินทาอยู่กันนะ” ฉางกวงที่ตอนนี้กำลังเดินทางกลับยังที่พักของเเต่ละคนกับเจียงหวงอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกคันจมูกอย่างไม่ปกติ คิดไปคิดมาสงสัยตนเองคิดมากไป จึงไม่เก็บความคิดมาใส่ใจอีก
พอใกล้ถึงบริเวณเรือน ทั้งสองก็เเยกย้ายอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงที่ตอนนี้กำลังเข้าไปในเรือนของตนด้วยสภาพจะล้มมิล้มเหล่ พลันนึกถังโอสถที่พึ่งจะได้รับมา จึงหยิบขึ้นมาลองอย่างรวดเร็ว
“อื้ม รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย” พอยาเข้าไปในปากก็ละลายภายในทันที พลังชีวิตสีเขียวก็เริ่มกระจายจากส่วนปากของเขา
ไปยังรอบ ๆ ร่างกาย พลังชีวิตอันมากมายก็ได้ไปเร่งการรักษาของการบาดเจ็บให้ร่องรอยการบาดเจ็บรู้สึกอบอุ่นดั่งกับมวลพฤกษาที่เเผ่ความอบอุ่นมาห่อหุ้มร่างกายของตน ยานี้นอกจากจะเร่งการรักษาเเล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมสารอาหารให้การรักษายิ่งดีขึ้นอีก ผลเสียเเทบจะไม่มีเลย
“ถึงเเม้ว่าร่างกายข้าจะดีขึ้นไม่น้อย เเต่ความเหนื่อยล้าย่อมไม่ส่งผลมากนัก” คิดยังไม่ทันไร รู้สึกว่าตนเองจะวูบ
จึงรีบไปยังเตียงของตน ช่วงที่ถึงเตียงตัวก็โน้มลงอย่างรวดเร็ว ดั่งว่าเตียงมีเเรงดึดดูดรุนเเรงที่มองไม่เห็น กำลังดึงให้เขาฟุบลง
หลับไหลไปในเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจ กรนออกมาอย่างสบายตัวจากผลของยา
เจียงหวงเองสภาพก็ไม่ต่างกันมากนัก กินยาเข้าไป 1 เม็ด พลันเข้านอนอย่างรวดเร็ว
วันนี้เนื่องจากการฝึกนรกของเขา จึงทำให้เขาหลับลึก ฝันถึงช่วงตอนเด็ก ๆ เห็นชายวัยกลางคนอุ้มเขาอย่างรักใคร่ ข้าง ๆ ชายผู้นั้นคือสตรีรูปร่างอรชรงดงาม ไม่รู้ว่าฉางกวงคิดไปเองรึไม่ เเต่รู้สึกได้ถึงความเย็นที่เเผ่ออกมาจากสตรีคนนี้ “กวงเอ๋อ” ชายวัยกลางคนอุ้มเด็กคนหนึ่งขึ้นมาด้วยความรักใคร่
“ท่านพี่ อย่ารุนเเรงกับเขานัก” สตรีอรชรอดเอ่ยเตือนไม่ได้
“ตุ้ม” ฉับพลันในฝันนั้น ก็เกิดเหตวุ่นวายอลม่านขึ้น มีคนมากมายเข้ามาล้อมยังคนทั้ง 3 พลางเเผ่ปราณไฟสีเเดงส้มที่ดูเเข็งเเกร่ง
อย่างมาก เเรงกดดันที่เเผ่ออกมาเพียงนิดก็ทำให้ฉางกวงอดสั่นสะท้านไม่ได้
“อย่าบอกนะว่านั่น…นั่น” ฉางกวงร่างสั่นสะท้าน เห็นคู่สามีภรรยาเมื่อครู่กำลังถูกพาตัวไป พร้อมกับเปลวไฟขนาดยักษ์โหมกระหน่ำรุนแรง “ท่านพ่อ ท่านเเม่” ฉางกวงตะเบ็งเสียงรีบร่ายพลังปราณของตนอย่างสุดความสามารถ เเม้เขาจะรู้สึกได้ว่าพลังปราณของตนสู้ปราณเปลวไฟนั้นไม่ได้ก็ตาม เเต่ยังไม่ทันที่เขาจะร่ายวิชาเสร็จ “ไม่…” ฉางกวงสะดุ้งลึกขึ้นมาจากเตียงด้วยเหงื่อโซมกาย
ด้านข้างใบหน้าสังเกตได้ถึงคราบน้ำตาที่ไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“มันเกิดอันใดขึ้นกันเเน่กับพ่อเเม่ของข้า ปราณไฟในฝันนั้นเเข็งเเกร่งมากจนข้าไม่อาจต่อต้านได้
ข้าต้องรู้ให้จงได้ว่าพวกท่านเป็นเช่นไร” ฉางกวงกำหมัดเเน่น คิดจะฝึกฝนเเต่จำคำเตือนของอาจารย์ตนได้
จึงเปลี่ยนเป็นเอายาออกมากินแทน สภาพร่างกายก็ยิ่งดูดีขึ้นกว่าเดิมหลายส่วน
เงาที่จ้องมองยังทั้งสอง เห็นฉางกวงกินโอสถก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
พอเห็นว่าคืนนี้คงไม่มีเรื่องอันใดเเล้ว เงานั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงที่ตื่นขึ้นมาเเล้ว นอนก็นอนไม่ได้ จึงนำตำราที่เขายืมออกมาจากสมาคมอักขระ
พลิกอ่านไปอ่านมาก็เสริมสร้างความเข้าใจในโลกเเห่งเซียนไม่น้อย
“หืม ยังมีสำนักใหญ่ที่คุมสำนักใกล้เคียงกับสำนักทวนธาราอีกรึ เเถมสำนักทวนธาราก็ถูกควบคุมอยู่ด้วยเช่นกัน
กล่าวได้ว่าสำนักใหญ่นั้นเพียงส่งคนรับใช้ที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าศิษย์สายนอกออกมา ก็สามารถบีบให้เจ้าสำนักทวนธาราเเสดงตนเพื่อต่อสู้ได้เเล้ว พวกสำนักใหญ่นั่นก็เห็นเหล่าสำนักใต้การควบคุมว่าเป็นพวกบ้านนอก ไร้ความสามารถ ด่าทอสารพัด เเถมสำนักทวนธารายังต้องส่งทรัพยากรให้อีกด้วย เพียงเเค่ศิษย์สายนอกของพวกเขามาเยือน เหล่าเจ้าสำนักกับสามตระกูลใหญ่ก็จะออกมาต้อนรับอย่างนอบน้อม ไม่กล้าหือเลยเเม้เเต่น้อย”
ฉางกวงอ่านมาถึงท่อนนี้ รู้สึกว่าน่าสนใจเสียจริง สำนักใหญ่นั่นคงมีระดับที่สูงกว่าขั้น 9 เเห่งขอบเขตเสถียรคงปราณเป็นเเน่
เเล้วการที่จะตามหาความจริงเรื่องพ่อเเม่ของตนก็จะใกล้ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง อ่านไปอ่านมาถึงตอนเช้าโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ฉางกวงคิดว่ายังไงวันนี้ก็พักผ่อนอยู่ในเรือนของตนเงียบ ๆ ดีกว่า วันพักผ่อนเยี่ยงนี้ออกจะหาได้ยาก เเถมความเหนื่อยล้าของเขายังคงหลงเหลืออยู่บางส่วน
จากไรท์ :ขออภัยด้วยครับ ติดปัญหาเล็กน้อย เลยทำให้ล่าช้า
ขอให้สนุกกับกาวเอ้ยนิยายนะครับ
เนื่องด้วยตอนที่เขียนไว้หมดสต็อคเเล้ว จึงเเต่งวันชนวันเลย
จะพยายามอัพให้ตรงเวลานะครับ ขอบคุณที่ติดตามครับ