ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 35 : เริ่มต้นการฝึกนรก !
ฉางกวงตื่นขึ้นมาด้วยความมึนงงเล็กน้อย พลันยืดเส้นยืดสายเสร็จ
“วันนี้เริ่มฝึกจริงจังเพื่อให้ข้าเเละเจียงหวงทะลวงขั้นสินะ” พอตั้งสติได้ สีหน้าฉางกวงเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นในฉับพลัน
รีบเตรียมตัวให้เรียบร้อยมุ่งหน้าไปยังสมาคมอักขระในทันที
ปกติเเล้วช่วงเช้าศิษย์สายนอกจะต้องฝึกร่วมกัน เเต่ช่วงนี้ใกล้ช่วงคัดเลือกศิษย์สายในเเล้ว ผู้อาวุโสที่ฝึกช่วงเช้าจึงหยุดให้เป็นกรณีพิเศษ เพื่อให้ศิษย์ที่เตรียมตัวสอบคัดเลือกได้มีเวลาเตรียมพร้อมตนเอง ศิษย์บางส่วนที่ไม่ได้สอบหรือไม่มีคุณสมบัติพอพลอยสบายไปด้วย พากันจับกลุ่มคุยกันเสียงดังจอแจ
“สอบศิษย์สายในนี่สอบวันใดนะ”
“เจ้าบ้า เรื่องเเค่นี้เจ้ายังมิรู้เลย วันสอบคัดเลือกศิษย์สายในจะจัดในอีก 6 วันข้างหน้าเยี่ยงไรเล่า นี่เจ้ายังใช่ศิษย์สำนักทวนธาราอยู่รึไม่”
“ก็ข้าลืมนี่ ว่าเเต่ปีนี้ผู้เข้าสอบเป็นเยี่ยงไรกันบ้าง”
“ผู้เข้าสอบในปีนี้ ดูหน่วยก้านดีกว่าปีก่อน ๆ ไม่น้อยเลยทีเดียว มีคนที่น่าสนใจอยู่หลายคน”
“เจ้ารู้อะไรก็รีบ ๆ เอ่ยมาอย่ามัวเเต่อมพะนำ”
“ได้ ๆ เจ้านี่ก็เซ้าซี้จริง ๆ ปีนี้มีตัวเต็งหลัก ๆ อยู่ 3 คน อย่าบอกนะว่าเเม้เเต่เรื่องนี้เจ้าก็ไม่รู้”
“เเน่นอนว่าข้ารู้ เเต่ข้ารู้จักเพียงเเค่ 2 คนเเรกคือ ศิษย์พี่จางหย่ง ส่วนคนที่ 2 ก็คือศิษย์พี่จางเหว่ยใช่ไหม”
“อย่างน้อยก็ดีที่เจ้ายังพอรู้อยู่บ้าง ถ้าเจ้ากับข้าไม่ได้ฝึกมาด้วยกัน ข้าคงคิดว่าเจ้าเป็นศิษย์ใหม่ที่พึ่งเข้ามาปีนี้เเล้ว”
“เเน่นอน ถ้าข้าไม่รู้จักศิษย์พี่ทั้งสอง ข้ายอมเอาหัวไปโขกเต้าหู้ตายเสียยังดีกว่า ศิษย์พี่จางหย่งนั้นฉายาเลื่องลือไปในหมู่ศิษย์ใหม่
ด้วยวีรกรรมของเขาที่สามารถล้มศิษย์ใหม่ 10 คนได้ด้วยตัวคนเดียว โดยที่เเม้เเต่เสื้อยังไม่เปื้อนฝุ่นสักนิด”
“ใช่เเล้ว นั่นเป็นเรื่องก่อนที่เจ้ากับข้าจะเข้าสำนัก เเต่ถึงเเม้จะอย่างนั้นฉายาพยัคฆ์ร้ายเเซ่จางก็ยังคงโด่งดังในศิษย์สายนอก จนกระทั่งถึงรุ่นล่าสุดที่เริ่มจางลงเเล้ว”
“ศิษย์พี่จางหย่งก็สมกับฉายานี้เเล้วจริง ๆ ส่วนศิษย์พี่จางเหว่ยถ้าข้าจำไม่ผิดเหมือนเขาจะมีฉายาเช่นเดียวกับศิษย์พี่จางหย่ง”
“เเน่นอนอยู่เเล้ว ศิษย์พี่ทั้งสองมาจากตระกูลเดียวกัน ฉายานี้สื่อถึงว่าถ้าทั้งคู่ร่วมมือกัน เเม้เเต่ผู้อาวุโสบางส่วนยังต้องวั่นเกรงถึง 3 ส่วน”
ฉางกวงที่เดินมาได้ยินพอดี เขาก็ไม่คิดขัดขวางอันใด ตั้งใจฟังเงียบ ๆ เเววตาเปล่งประกายใคร่รู้
พอศิษย์พี่ทั้ง 2 เห็นว่าฉางกวงมาฟังบทสนทนาของตน จึงเหลือบมองฉางกวงอยู่แวบหนึ่งเเล้วศิษย์พี่ก็เดินห่างออกไปกระซิบกระซาบกันพลางมองมายังฉางกวงด้วยสายตาดูถูก
“ศิษย์พี่พวกนี้ เห็นว่าข้าจะสมัครเข้าสอบศิษย์สายในเเล้วคงคิดว่าข้าเพียงเเค่หยิ่งยโสสินะ วันสอบข้าจะทำให้พวกท่านเเละคนอื่น ๆ ตะลึงไปเลย” ในใจฉางกวงรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย
ฉางกวงถึงเเม้ว่าจะอยากรู้ข้อมูลตัวเต็งเพิ่มเติม เเต่จะทำยังไงได้ ศิษย์พี่ทั้งสองจากไปเเล้ว เขาจึงเดินเข้าไปยังสมาคมอักขระอย่างเสียดายเล็กน้อย เดินมาจนถึงยังจุดที่เขามาฝึกประจำก็เห็นว่าเจียงหวงเเละอาจารย์ของเขามายืนรออยู่ก่อนเเล้ว
“ท่านอาจารย์ พี่เจียง ข้าขออภัยด้วยที่ทำให้พวกท่านต้องรอ” ฉางกวงคารวะเอ่ยด้วยความรู้สึกผิดไปยังอาจาย์อาวุโส
“ไม่เป็นไร พวกเจ้าทั้งสองก็มาครบกันเเล้ว ตอนนี้ข้าผู้อาวุโสจะพาพวกเจ้าไปสมัครสอบคัดเลือกศิษย์สายใน”
การเข้าคัดเลือกศิษย์สายในนับว่ามีความพิเศษกว่าศิษย์สายนอกเป็นอย่างมาก
สำนักต้องการศิษย์สายในที่ไม่เพียงต้องมีพลังปราณที่เเข็งเเกร่งเพียงเท่านั้น เเต่ยังต้องการศิษย์สายในที่มีประวัติขาวสะอาด ความประพฤติดีด้วย ฉะนั้นตอนจะสมัครเข้าคัดเลือก จะต้องมีคำรับรองของผู้อาวุโสในสำนัก ซึ่งในกรณีของฉางกวงเเละเจียงหวงนั้นสามารถให้แขกกิตติมศักดิ์รับรองได้ เเละหลังจากคัดเลือกศิษย์สายในเสร็จสิ้นก็จะมีการตรวจสอบประวัติโดยละเอียด ทั้งทางลับเเละทางเเจ้ง เห็นได้ว่าสำนักทวนธาราให้ความสำคัญกับเหล่าศิษย์สายในเป็นอย่างมาก
ทั้ง 3 เดินทางอย่างรวดเร็วไปยังหน้าน้ำตกประจำสำนัก ซึ่งตอนนี้มีผู้คนมากหน้าหลายตาเเต่ส่วนใหญ่พวกฉางกวงก็คุ้นเคย
“พวกเจ้าไม่ต้องเเปลกใจอันใดไป เหล่าลูกหลานของผู้อาวุโสสำนักก็ได้สิทธิ์นี้เช่นกัน” อาจารย์อาวุโสคล้ายกับรู้ถึงความสงสัยของศิษย์ตนจึงยิ้มมองมายังทั้งสองที่ตอนนี้สีหน้ากำลังมึนงง
เมื่อทั้งสองได้ยินเช่นนั้น สีหน้าพลันเปลี่ยนกลับเป็นปกติ พยักหัวหงึกหงักเป็นการเข้าใจเเล้ว
คนเหล่านี้ต่อเเถวเรียงตัวกันเป็นระเบียบ กลุ่มฉางกวงมาถึงค่อนข้างเร็ว
รอไม่นานนักจึงได้ลงทะเบียน การลงทะเบียนใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอน ผู้อาวุโสตรงจุดลงทะเบียนก็เเจ้งรายละเอียดคร่าว ๆ พอฟังเสร็จ ทั้ง 3 จึงจากไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับสายตาเขม่นส่วนหนึ่งที่จ้องมองมา
“เจ้าเฒ่าจ้าว อย่าหวังว่าศิษย์เจ้าจะชนะศิษย์ของข้าได้” ในกลุ่มคนนั้นชายวัยกลางคนจ้องมองไปยังแขกกิตติมศักดิ์โดยไม่กะพริบตา
“ฮัดเช้ย! ทำไมข้ารู้สึกเหมือนคนนินทาข้าอยู่นะ” เเขกอาวุโสพึมพำเบา ๆ ก็พลันถึงยังสมาคมอักขระพอดี
ทั้ง 3 จึงเดินเข้าไปยังสมาคมอักขระเหมือนเช่นทุกวัน พอเดินมาจนถึงสวนหลังสมาคมอักขระ
“พวกเจ้าพร้อมสำหรับการฝึกพิเศษวันนี้เเล้วรึไม่” เเขกอาวุโสจ้องมองฉางกวงกับเจียงหวงด้วยเเววตาเรียบเฉย
“พร้อมขอรับ” ทั้งคู่เเทบจะตอบรับโดยพร้อมเพรียงกัน
“งั้นพวกเจ้าก็นั่งลงตั้งสมาธิฝึกปราณได้” สิ้นเสียงอาจารย์อาวุโส พวกเขาทั้งสองก็นั่งลง ทำเหมือนกับการฝึกบำเพ็ญเพียรเหมือนปกติ
เเต่ถ้าสังเกตดูดี ๆ ทั้งคู่จะมีท่าทางเคร่งเครียดเล็กน้อยอย่างห้ามไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ไม่อยากเสี่ยงอันตรายกันทั้งนั้น ไม่เว้นเเม้เเต่ทั้งสองที่ตอนนี้มีสีท่าตัวเกร็ง
“พวกเจ้าต้องผ่อนคลายกว่านี้ ไม่งั้นผลลัพธ์จะไม่ดีมากพอ” เเขกอาวุโสเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฉางกวงกับเจียงหวงที่สมาธิตอนนี้มากกว่าครึ่งอยู่ที่การฝึกตน จึงได้เเต่พยักหน้าตอบรับ
“พวกเจ้าต้องจำไว้ว่า เเม้จะเจ็บปวดมากเพียงไรก็จงปล่อยพลังปราณออกมาให้สูงที่สุด ห้ามเสียสมาธิโดยเด็ดขาด”
สิ้นน้ำเสียงที่จริงจังยิ่งขึ้นกว่าเดิม ฉางกวงเเม้ภายนอกจะไม่เกรงเท่าเเต่ก่อนเเต่ก็อดรู้สึกหวั่น ๆ ในใจไม่ได้
ด้านเจียงหวงสีหน้าเคร่งครึมมากขึ้นจนเเม้เเต่อาจารย์อาวุโสมาเห็นก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ เเต่ก็ไม่ได้เอ่ยอันใดมากเพียงกล่าวให้ทั้งสองผ่อนคลายลง อาศัยทีเผลอของทั้งสองนั้นเอง เเขกอาวุโสพลันหยิบตุ๊กตาสัตว์อักขระออกมา วาดอักขระบนอากาศพลันเกิดเส้นสายอักขระจากร่างปุกปุยสีขาวที่เเผ่ปราณสีฟ้าน้ำทะเลเเซมดำ พุ่งไปด้านเจียงหวงอย่างเงียบเชียบ เเขกอาวุโสพลันโยนเเผ่นอักขระที่ดูโบราณเก่าเเก่ออกมา 2 เเผ่น สัตว์ปุกปุยสีขาวนั้นปราณเปลี่ยนไปจากสีฟ้ากลายเป็นปราณเขียวสีน้ำตาลที่ดูมีพลังชีวิตเข้มข้นเป็นอย่างมาก ความเข้มข้นพลังปราณนี้เทียบเท่ากับขั้นครึ่งก้าวเเห่งขอบเขตขยายปราณ สัตว์ปุกปุยปราณสีเขียวน้ำตาลพุ่งเข้าใส่เจียงหวงอย่างรวดเร็ว
ส่วนตัวผู้อาวุโสก็รวบรวมพลังปราณสีฟ้าเเซมน้ำเงินไว้บนฝ่ามือ พุ่งเข้าหาฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“ที่ข้าต้องให้สัตว์อักขระเเผ่พลังปราณให้เจียงหวงแทนข้า เพราะว่าปราณของเขายังไม่สูงมากพอ ส่นฉางกวงที่ตอนนี้เข้าใกล้ขั้น 4 เเห่งขยายปราณเป็นอย่างมาก ข้าอาวุโสผู้นี้เชื่อว่าเขารับพลังปราณขั้น 5 ของข้าได้”
ผู้อาวุโสพลันใช้ฝ่ามือที่ห่อหุ้มปราณสีฟ้าเเซมน้ำเงินของตนเเตะลงเเผ่นหลังของฉางกวง ปราณสีฟ้าน้ำทะเลเเผ่เข้าไปอย่างรวดเร็ว
“อ…อ๊าก” ทั้งฉางกวงเเละเจียงหวงที่สัมผัสได้ถึงปราณที่เเผ่พุ่งเข้ามาในร่างกาย เเม้จะรู้อยู่ก่อนเเล้ว เเต่ก็อดห้ามใจร้องคำรามอย่างเจ็บปวดออกมาไม่ได้
“ต้องสู้เท่านั้น!” ฉางกวงเเทบจะรวบรวมพลังปราณทุกหยาดหยดจากภายในร่างกายของตนออกมาเพื่อต่อต้านปราณสีฟ้านั้น
ปราณสีขาวเเละส้มเเดงปะทะกับปราณสีฟ้าอย่างรุนแรง ส่งผลให้ปราณสีส้มเเดงสลายไปอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนปราณสีขาวเหมันต์ที่ดูลึกลับกว่า ด้วยความยิ่งใหญ่ของตัวมันย่อมไม่ยอมเเพ้อย่างง่าย ๆ เเม้ว่าปราณสีฟ้าจะเเข็งเเกร่งกว่ามันมากก็ตาม ปราณทั้ง 2 เส้นสายปะทะกันอย่างรุนเเรงภายในร่างของฉางกวง ปราณสีขาวเหมันต์ก็พยายามจะดูดพลังปราณสีฟ้านั้นให้จงได้
เเถมปราณสีฟ้าบางส่วนก็กลายเป็นน้ำเเข็งขึ้นมา บางส่วนก็คล้ายกับระเหยไป เเต่เนื่องด้วยความห่างชั้นระหว่างทั้ง 2 ทำให้ยื้อกันอยู่อย่างนี้อยู่ชั่วจิบชา ทำให้เเขกอาวุโสที่กำลังสนใจทั้งสองอย่างระมัดระวัง สีหน้าพลันตกตะลึง
“เจ้าหนุ่มฉางกวงนี่ ข้าประเมินเขาต่ำเกินไป ปราณสีขาวเหมันต์ของเขาทำได้ไม่เลวเลย ถ้าเป็นเยี่ยงนี้ ร่างกายเขาก็จะไม่รู้สึกถึงอันตราย เเล้วการฝึกก็จะช้าลง” อาจารย์อาวุโสครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ฉับพลันจึงเเผ่พลังปราณเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ปราณสีขาวเหมันต์ในตอนนี้รู้สึกได้ถึงความทรงพลังของปราณสีฟ้าที่มากขึ้น มันจึงคล้ายจะเเผดเผาตนเอง ปล่อยความร้อนเย็นออกมาอย่างรุนเเรง
ร่างกายฉางกวงก็พลันตอบสนองได้น่าสนใจไม่น้อย กระอักเลือดเเปปเดียวก็หยุด เเถมผิวบางส่วนกลายเป็นสีขาวเหมันต์ชั่วครู่ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“อย่างนี้เเหละดีเเล้ว” เเขกอาวุโสมองฉางกวงที่ตอนนี้สีหน้าซีดเซียว ร้องคำรามเป็นระยะ พอเห็นว่าด้านฉางกวงเข้าที่เเล้ว
จึงหันไปดูยังด้านของเจียงหวง เขาเองก็ร้องคำรามอย่างเเผ่วเบา ขบฟันกรอด ๆ ปราณสีเขียวเเซมน้ำตาลที่เเฝงไปด้วยพลังชีวิตเเผ่เข้าร่างกายเจียงหวงอย่างเงียบงัน
“ถ้าเจ้าหนุ่มทั้งสองสีท่าไม่ดี ข้าจะเข้าไปช่วยอย่างเเน่นอน” เเขกอาวุโสจ้องมองทั้งคู่อย่างเงียบ ๆ รอเวลาที่ทั้งคู่ฝึกฝนเสร็จสิ้น
ปล. จากไรท์ เนื่องด้วยวันนี้กลับดึกมาก ไปเลือกตั้งข้ามจังหวัดมาจึงส่งผลให้อัพช้าไปซักเล็กน้อย
ขออภัยล่วงหน้านักอ่านทุกท่านด้วยครับ