ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 45 : เล่นตุกติกเล็กน้อย
“วิ้ง” พลันปรากฎวงอักขระขนาดใหญ่ ที่จุดศูนย์กลางนั้นอยู่ตรงบริเวณที่ฉางกวงกำลังปิ้งปลากินอยู่อย่างพอดิบพอดี
ฉางกวงที่เห็นดังนั้น ก็กินปลาขณะที่มองไปยังผู้ที่พุ่งเข้ามากำลังตัดอยู่ในวงอักขระอย่างเยาะหยัน เจ้าคิดว่าข้าผู้เเซ่ฉางนั้นจะเคี้ยวได้ง่าย ๆ รึไร เจ้าจงยอมรับผลของความประมาทของตนเองเอาละกัน
“ฮึ่ม” ถึงเเม้ว่าศิษย์พี่สายนอกผู้นี้จะประมาท เเต่ตัวเขาเองก็มีของดีที่ได้มาจากผู้อาวุโสของตนเช่นกัน
เขาจึงรีบหยิบนำเเผ่นไม้โบราณเเผ่นหนึ่งขึ้นมาจากสาบเสื้ออย่างรวดเร็ว
ตัวอักขระบนเเผ่นไม้พลันเรืองเเสงขึ้นมา ฉับพลันนั้นเองร่างของศิษย์พี่สายนอกเมื่อครู่ที่ติดอยู่ในวงอักขระก็พลันอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว
“ฟึ่บ” ร่างศิษย์พี่สายนอกเมื่อครู่พลันปรากฎออกมาห่างจากจุดเมื่อครู่ราว 1 ลี้ เขาพลันจ้องมองฉางกวงจากจุดนั้นด้วยความเคียดเเค้น เเผ่นไม้ที่เขาใช้ไปเมื่อครู่นี้ อาจารย์ของเขากำชับนักกำชับหนาว่าใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น เพราะมันใช้ได้เพียงเเค่ 3 ครั้งเท่านั้น
ในตอนนี้เขากลับต้องมาเสียเเผ่นไม้ไป 1 ครั้ง กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ในใจเเม้ว่าจะไม่ยินยอมเเต่อาจเกิดเหตุการณ์ที่วิหคหอยกาบตีกัน ชาวประมงรับทรัพย์ก็เป็นได้ คิดได้ดังนั้นจึงถอยออกมาอย่างรวดเร็ว
“ถ้าเมื่อครู่นี้เขาไม่มีไม้ตายล่ะก็ ข้าคงจับเขาเอาไว้ได้เเล้ว” ฉางกวงพึมพำอย่างเสียดาย เขาอุตส่าห์เเสร้งทำเป็นเหลาะเเหละ เพื่อให้อีกฝ่ายประมาท เข้ามาติดกับของเขาอย่างง่ายดาย
“ดูเหมือนว่าข้าเองก็ประมาทคนพวกนี้ไปสินะ” สีหน้าฉางกวงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างรวดเร็ว
ที่เขานำเเท่งน้ำเเข็งไปเเทงปลาในเเม่น้ำนั้น เขาจงใจให้ได้มาเพียง 2 ตัวตั้งเเต่เเรกอยู่เเล้ว
ส่วนที่เห็นว่าเขาเเทงมั่ว ๆ ไม่โดนปลาเลยเเม้เเต่น้อยนั้นก็คือการกลบเกลื่อนการวาดวงอักขระกลางอากาศเเต่เขานำมาประยุกต์ใช้โดยการวาดในน้ำเเทน วงอักขระที่เขาวาดเอาไว้นี้คุณภาพพอ ๆ กับระดับผู้อาวุโสที่ร่ายใช้ค่ายกลเลยทีเดียว
คนอื่น ๆ ที่เฝ้าจับตาอยู่เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้น ไม่กล้าจะประมาทฉางกวงอีกเเล้ว
“ในเมื่อมีคนเห็นวงอักขระเเล้ว งั้นก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกเเล้ว” ฉางกวงที่พึ่งกินปลาปิ้งเสร็จนั้นเอง
พลันรวบรวมปราณกระตุ้นไปยังจุดศูนย์กลางของค่ายกลอักขระ วงอักขระเมื่อครู่พลันปรากฎขึ้นมาอีกครั้งให้เห็นได้ชัดเจน
“การที่ข้าทำเยี่ยงนี้ ก็คงจะล่อพวกเก่ง ๆ มาได้อย่างเเน่นอน ซึ่งข้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา” ฉางกวงคิดได้ดังนั้นจึงรีบพักผ่อนอย่างรวดเร็ว เขาไม่หวาดกลัวคนที่เฝ้าดูเขาจะบุกจู่โจมเข้ามาเลยเเม้เเต่น้อย
เนื่องจากถ้าพวกเขามีความสามารถมากพอ พวกเขาก็คงเปิดฉากจู่โจมไปนานเเล้ว เเต่เพื่อความไม่ประมาท เขาก็พลันเขียนอักขระไว้กลางอากาศ เมื่อเวลามีผู้ที่น่ายวิชาอภินิหารใส่ พยายามถ่ายทอดปราณ หรือพยายามบุกเข้ามา อักขระนี้จะส่งเสียงเตือนในทันที เขาพลันตกสู่ห้วงนิทราอย่างรวดเร็ว
พอตื่นขึ้นมาอีกที ก็ถึงตอนเช้าเเล้ว เขาสังเกตเห็นมีคน 2 3 คนออกมาหาปลากินอยู่เหมือนกัน
ทุกคนถึงเเม้จะไม่ได้ตกลงกันเรื่องสงบศึกชั่วคราว เเต่ทุกคนที่อยู่ตรงเเม่น้ำนี้เมื่อจ้องตากันก็จะรู้กันได้ในทันทีว่าเวลาออกมาหาปลา หรือวัตถุดิบต่าง ๆ ห้ามจู่โจมกันอย่างเด็ดขาด นับได้ว่าเป็นข้อตกลงที่ไม่เป็นทางการต่อคนที่อยู่ใกล้บริเวณเเม่น้ำเเห่งนี้ เเต่ทุกคนก็จ้องมองกันอย่างไม่ประมาทเลยเเม้เเต่น้อย ถ้าจะมีใครลอบจู่โจมทีเผลอก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้
“ในเมื่อข้าเเสดงให้เห็นว่ามีวงอักขระเเล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องระวังตัวมากนักก็ได้” ฉางกวงพึมพำอย่างเเผ่วเบาพลางไปหาปลาในเขตวงอักขระของตนเอง เพื่อความไม่ประมาทที่ว่าอาจมีบางคนคิดจะมาจู่โจมทางเเม่น้ำ ค่ายกลอักขระของเขาจึงครอบคลุมเอาไว้อยู่ส่วนหนึ่งของบริเวณเเม่น้ำเช่นกัน เเต่ก็ไม่มีใครจู่โจมกันในเวลาหาปลาก็เป็นไปตามที่เขาคิดเอาไว้
“ครืน” ความปั่นป่วนของพลังปราณในฟ้าดิน ในขณะที่มีปราณสองเส้นสายกำลังมุ่งหน้ามาทางฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“สัมผัสนี้มัน ขั้น 4 2 คนงั้นรึ” ฉางกวงสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นในชั่วพริบตา เตรียมตัวพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทางด้านคนอื่น ๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นก็จับจ้องยังเส้นสายทางสองนั้นเช่นเดียวกัน
“ผู้ใดที่ชื่อว่าฉางกวง จงโผล่หัวออกมาบัดเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของหนึ่งในนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง
“คนผู้นี่รู้จักข้าด้วยรึ” ฉางกวงครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นจึงออกตัวอย่างรวดเร็วเพื่อไปเผชิญหน้ากับคนทั้งสองนี้อย่างนิ่งสงบ
“เจ้ามาตามหาข้าด้วยเรื่องอันใดกัน” ฉางกวงจ้องมองคนทั้งสองอย่างมึนงง
“อาจารย์ของเจ้ากับอาจารย์ของข้าเคยเเข่งกันมาตั้งเเต่ในอดีต ตอนนี้ข้าจะมาพิสูจน์ว่าอาจารย์ของข้านั้นเหนือกว่า ฉะนั้นเจ้าก็ออกมาสู้ตัวต่อตัวกับข้าซะ ถ้าเจ้าไม่กล้าก็ลืมเรื่องนี้ไปเสีย” ชายหนุ่มในนั้นพลันพุ่งตัวออกมาเผชิญหน้ากับฉางกวงด้วยท่าทางมั่นใจ
“ใครบอกว่าข้าไม่กล้ากัน เเต่ว่ามีเรื่องอยู่เรื่อง ๆ หนึ่งที่ค้างคาใจข้าเป็นอย่างมาก ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองสามารถช่วยชี้เเนะหน่อยได้ไหม” ฉางกวงเอ่ยพลางมองไปยังทั้งสองคนนี้ด้วยเเววตาลึกล้ำ
“เรื่องที่เจ้าจะเอ่ยถึง คงจะเป็นเรื่องที่พวกข้าทั้งสองรู้ตำเเหน่งของเจ้าได้ยังไงใช่รึไม่” ชายหนุ่มที่ยืนเผชิญหน้ากับฉางกวงยกยิ้มอย่างได้มีเลศนัย ซึ่งพวกเขาก็ได้คาดเดาเอาไว้เเล้ว ว่าอีกฝ่ายจะต้องสงสัยเรื่องนี้อย่างเเน่นอน
“งั้นเจ้าก็ช่วยชี้เเนะให้ข้าฟังหน่อยสิ” ฉางกวงจับจ้องยังชายหนุ่มผู้นี้อย่างไม่วางตา
“เรื่องนั้นไม่ยากเลย ก็เเค่อาจารย์ของข้าเเอบเล่นตุกติกกับค่ายกลบนเเผ่นหยกของพวกเจ้าทั้งสองนิดหน่อยก็เท่านั้นเอง”ชายหนุ่มเอ่ยด้วยท่าทางสบาย ๆ อาจารย์ของพวกเขาผู้อาวุโสหลินมู่ก็นับว่ามีอำนาจในสำนักอยู่ไม่น้อย
เเถมเขายังมีส่วนร่วมต่อการสอบในรอบนี้อีกด้วย การที่จะลอบดัดเเปลงค่ายกลบางอย่างในตราหยกก่อนที่จะส่งให้กับพวกฉางกวง นับได้ว่าไม่ใช่เรื่องยากอันใดเลย ฉะนั้นพวกเขาทั้งสองจึงเห็นตำเเหน่งของฉางกวงกับเจียงหวงอยู่ตั้งเเต่เเรกเเล้ว เเต่พวกเขาเลือกที่จะมาจัดการกับฉางกวงก่อนก็เท่านั้น
“ข้าเข้าใจละ นับว่าอาจารย์ของพวกเจ้ามีความพยายามไม่น้อยเลย คงไม่ต้องเอ่ยวาจาอันใดให้มากความกันอีกเเล้ว”
ฉางกวงปลดปล่อยพลังปราณขั้น 4 ของตนออกมาโดยไม่รอช้า อีกฝ่ายที่เห็นเช่นนั้นก็ปลดปล่อยพลังปราณขั้น 4 ออกมาเช่นกัน
กลิ่นอายทั้งสองพลันกดดันซึ่งกันเเละกัน เเต่ถ้าสังเกตดูดี ๆ เเรงกดดันของฉางกวงจะเหนือกว่าเล็กน้อย
“รับมือ” สิ้นเสียงตะโกน ฉางกวงพลันพุ่งตัวออกมาจากวงอักขระอย่างรวดเร็ว พลันตบฝ่ามือทั้งสองที่ห่อหุ้มไปด้วยปราณเหมันต์อย่างเข้มข้นลงไปบนพื้นดิน พลางร่ายวิชา’เหมันต์พิโรธ’ อย่างไม่รอช้า
“ครืน” ฝ่ามือเหมันต์ขนาดยักษ์ทั้งสองผุดขึ้นมาจากพื้นดินอย่างรวดเร็ว พลันตบไปยังฝ่ายตรงข้ามด้วยเจตนาที่ต้องการบดขยี้อีกฝ่าย
“ไม่เลวนี่” ชายหนุ่มผู้นั้นพลันร่ายวิชาเตรียมตอบโต้เช่นกัน ปราณสีเเดงในฝ่ามือพลันมาก่อตัวกลายเป็นดั่งสุริยันขนาดยักษ์ พุ่งไปทางฉางกวง สุริยันนี้ดั่งจะสามารถบดขยี้พื้นดินให้เเหลกสลายได้เลยทีเดียว
ฝ่ามือเหมันต์ทั้งสองพลันพุ่งเข้าปะทะกับสุริยันสีเเดงยักษ์อย่างรวดเร็ว
เสียงสนั่นกัมปนาทดังขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย ทั้งสองพลันปะทะกันอยู่ชั่วครู่ก็ยังไม่มีฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำเลยเเม้เเต่น้อย
“นี่เรื่องจริงรึเนี่ย” ชายหนุ่มคนนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดในทันที ตามที่เขากับอาจารย์ของเขาวางเเผนกันมานั้น
พวกเขาก็รู้อยู่ก่อนเเล้วว่าปราณของฉางกวงนั้นมีองค์ประกอบเป็นธาตุเหมันต์ ซึ่งการที่จะกดดันธาตุพิเศษได้นั้น ย่อมต้องอาศัยธาตุที่สามารถมาข่มอีกฝ่ายได้อย่างพอดิบพอดี ซึ่งถ้าอ้างอิงตามความเป็นจริงเเล้วจะต้องใช้ธาตุลาวามารับมือกับอักฝ่ายเเต่พวกเขาทั้งสองก็ไม่มีใครมีปราณธาตุลาวาเลย ดังนั้นอาจารย์ของเขาจึงตั้งใจถ่ายทอดวิชา ‘สุริยันสีชาด’ ซึ่งว่ากันว่ามีพลังงานความร้อนมากที่สุดในสำนักให้กับพวกเขา ตามหลักเเล้วธาตุเหมันต์จะต้องไม่สามารถต้านทานได้นานขนาดนี้นี่
จึงไม่เเปลกที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“พวกเจ้าของไม่รู้หรอก ว่าปราณเหมันต์ของข้านั้นมาจากไฟเหมันต์ซึ่งมันก็ไม่ใช่ของธรรมดาอยู่เเล้ว ฉะนั้นย่อมนำหลักเกณฑ์โดยทั่วไปมาอ้างอิง เเน่นอนว่าย่อมต้องพังพินาศอยู่เเล้ว” ฉางกวงยกยิ้มมุมปาก จ้องมองอีกฝ่ายด้วยความเฉยเมย
เเถมเขายังใช้วิชา ‘เหมันต์พิโรธ’ บนพื้นดินด้วยย่อมต้องเเข็งเเกร่งยิ่งขึ้นไปอีก
ถ้าฉางกวงต้องการเเน่นอนว่าย่อมสามารถร่ายวิชาเหมันต์พิโรธได้โดยไม่จำเป็นต้องตบมือสัมผัสกับดินเลยเเม้เเต่น้อย เเต่ด้วยเหตุอันใดเขาเองก็ไม่อาจทราบได้ การตบมือลงบนพื้นดินจะทำให้พลังปราณเหมันต์ในฝ่ามือนั้นดูเเข็งเเรงขึ้น เเน่นอนว่าเขาก็ต้องเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการร่ายใช้วิชาอยู่
ซึ่งถ้าตัวฉางกวงบรรลุขั้นที่สูงกว่านี้มากเเล้ว พอถึงตอนนั้นเขาย้อนคิดกลับมาก็จะเข้าใจได้ในทันที เรื่องนี้ถ้าไปถามระดับสูงในสำนัก หรือเเขกอาวุโสในตอนนี้ก็คงไม่มีใครตอบได้อย่างเเน่นอนเนื่องด้วยระดับพลังที่ยังไม่มากเพียงพอนั่นเอง
หลังจากที่ทั้งสองปะทะกันได้ราวชั่วจิบชาทั้งสองพลันสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว
“ตาข้าบ้างล่ะ” ชายหนุ่มผู้นี้พลันร่ายวิชาออกมาอย่างรวดเร็ว
ฉับพลันนั้นเองพลันมีเงาสีเเดงชาดหลากหลายตนพุ่งเข้าไปหมุนรอบตัวฉางกวงอย่างรวดเร็ว
พอหมุนจนความเร็วเเทบที่นักรบขั้น 4 ทั่วไปไม่อาจมองตาได้ทัน
เงาสีเเดงชาดเหล่านั้นจึงเริ่มพุ่งตัวใส่ฉางกวงจากหลากหลายทิศทาง
“ปล่อยไว้อย่างนี้ข้าคงเสร็จมันเเน่” ฉางกวงรีบร่ายใช้วิชา ‘เหมันต์พิโรธ’ อีกครั้งหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด