ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 60 : ไม้ตายของสมาคมอักขระ !
“ท่านอาจารย์ขอรับ ตอนนี้ท่านอยู่ที่ใดรึขอรับ” ฉางกวงเปิดใช้งานหยกประจำตัวอย่างรวดเร็ว
รออยู่ชั่วครู่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝั่งหนึ่งเลย จึงยิ่งทำให้ฉางกวงร้อนรนมากขึ้น
อาจารย์จะเป็นอันใดรึเปล่านะ ระหว่างที่ฉางกวงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นเอง หางตาเขาเหลือบมองไปยังด้านหน้าของตนเเล้วสีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดีขึ้นมา
“ท่านอ…” พอกำลังจะเอ่ยอยู่นั้นเอง
เงานั้นก็ทำท่าทางจุ๊ ๆ ให้ฉางกวงอย่าเอ่ยอันใดออกมา ซึ่งเงานั้นก็คือเเขกอาวุโส อาจารย์ของฉางกวงนั่นเอง
เเขกอาวุโสจ้าวทำท่าทางให้ฉางกวงชี้ไปมาที่หยกประจำตัวของฉางกวง
ฉางกวงมองอยู่ชั่วอึดใจ ก็เข้าใจในทันทีเลยว่าตนเองนั้นต้องทำอันใด จึงรีบเเสร้งเอ่ยตอบไปในหยกประจำสำนักว่า
“ท่านอาจารย์ ท่านอยู่ไหนกัน งั้นศิษย์อกตัญญูขออกไปก่อนนะขอรับ” พลางปิดหยกประจำตัวเองในทันทีเเล้วก็หันไปมองยังอาจารย์ของตนเพื่อขอคำอธิบาย
“เจ้าใช้ได้เลยทีเดียว เอาล่ะตอนนี้มีเวลาไม่มากเเล้ว เจ้ารีบตามข้ามาก่อน เดี๋ยวข้าจะค่อย ๆ เล่าให้เจ้าฟัง” เเขกอาวุโสเอ่ยพลางเดินนำฉางกวงไปยังส่วนลึกของสมาคมอักขระ
ฉางกวงก็ติดตามอาจารย์ของตนอย่างไม่ลังเลเลยเเม้เเต่น้อย เพราะเขาเองก็ฝึกอยู่กับเเขกอาวุโสจ้าวอยู่พักหนึ่งเลย เเน่นอนว่าเขาพอรู้นิสัย ระดับพลังปราณ ของอาจารย์ของตนเองอยู่คร่าว ๆ
ซึ่งบุคคลที่อยู่ตรงหน้านี้ก็ตรงกันทั้งหมดกับที่เขาเห็นมา ถ้ามีคนสามารถปลอมตัวได้เเนบเนียนขนาดนี้เขาก็คงทำใจให้จับไปเลยละกัน
อาจารย์ของเขาเดินนำมาที่ห้อง ๆ หนึ่งที่พอฉางกวงเห็นเเล้วอดที่จะตกตะลึงอุทานออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ท่านอาจารย์ นี่มัน ห้องของหัวหน้าสมาคมผู้นั้นนี่”
เมื่อไม่นานมานี้เองฉางกวงเคยมีโอกาสได้มายังห้องนี้อยู่เมื่อตอนที่หัวหน้าสมาคมเรียกเขากับเจียงหวงเข้ามาพบเขาจึงพอจดจำห้องนี้ได้อยู่บ้าง
“ก็ใช่น่ะสิ เอ้ายังไม่รีบเข้ามาอีก” เเขกอาวุโสเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย พร้อมกับเปิดประตูห้องหัวหน้าสมาคมอักขระอย่างสบาย ๆ
ในห้องนั้นพบว่านอกจากมีคนไม่คุ้นหน้าเขาอยู่อีก 2 3 คนเเล้วอีกคนหนึ่งก็คุ้นหน้ากันอย่างยิ่ง
“เจียงหวง เจ้ามาอยู่ที่นี่เองรึ” ฉางกวงเอ่ยด้วยความดีใจ สหายร่วมอาจารย์ของตนอยู่นี่ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดเเล้วในสถานการณ์แบบนี้ ไม่เเน่ว่าอยู่เรือนของตนเองอาจจะมีผู้ที่อาศัยความวุ่นวายจับปลาในน้ำขุ่นอยู่ก็เป็นได้
“อืม” เจียงหวงที่มองสบตากับฉางกวงก็พยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างนิ่งสงบ ไม่เเสดงอารมณ์ออกมาเลยเเม้เเต่น้อย
“เจ้าก้อนหินนี่ เอ้ยไม่ใช่ เจียงหวงก็ยังปกติดีเหมือนเดิม” ฉางกวงมองพิจารณาสหายของตนว่าอีกฝ่ายได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้หรือไม่
เจียงหวงที่เหมือนกับจะรู้ความคิดของฉางกวงอยู่บางส่วน จึงหรี่ตามองฉางกวงคล้ายกับจะตักเตือน
“ข้าไม่คิดเเล้วก็ได้” ฉางกวงทำท่าทางขอโทษขอโพย เเล้วจึงเลิกมองพิจารณาสหายตนในทันที
“เจ้าพวกนี้ เวลาเยี่ยงนี้ยังมีเวลามาเล่นกันอีกรึ” เเขกอาวุโสจ้าวมองทั้งสองมองสบตากันก็อดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้
ไม่อยากเอ่ยขัดยิ่งนัก เเต่ยังไงก็จำเป็นต้องเอ่ย จึงรีบเอ่ยออกมาอย่างรวดเร็วว่า
“จากเรื่องทั้งหมดนี้เเล้ว ข้าผู้อาวุโสคาดเดาได้เลยว่า พวกเขาจะต้องเพ่งเล็งเจ้าอยู่เป็นเเน่ ไม่ว่าฝ่ายใดจะเเพ้หรือชนะ ทางทีดีที่สุดก็คือเจ้าจะต้องหลบออกไปด้านนอกซักพักหนึ่งเพื่อความปลอดภัยของตัวเจ้าเอง” เเขกอาวุโสจ้าววิเคราะห์เหตุการณ์ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเป็นอย่างมาก
ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ก็พากันพยักหัวยอมรับกันเงียบ ๆ เเล้วก็พากันมองมายังฉางกวงด้วยเเววตาที่เห็นใจ เจ้าหนุ่มผู้นี้ไปผูกความเเค้นอันใดมารึไร ทำไมจึงต้องโดนเยี่ยงนี้ด้วย
“ทุกท่านไม่ต้องเป็นกังวล ข้าเชื่อว่าตัวข้ากับอาจารย์ของข้าสามารถจัดการเรื่องนี้ได้” ฉางกวงเเววตามองไปยังทุกคนก่อนที่จะมองไปยังอาจารย์ของตนอย่างมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง
“เเน่นอน เเต่ก่อนอื่นข้าลืมแนะนำเลย กวงเอ๋อ 2 คนนี้เป็นคนของข้าเอง” เเขกอาวุโสเอ่ยเเนะนำอย่างง่าย ๆ พลางชี้ไปยัง
2 คนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็ว คนเเรกก็คือรองหัวหน้าสมาคมที่ดูท่าทางเป็นชายวัยกลางคนที่ดูธรรมดาเป็นอย่างมาก เกรงว่าถ้าโยนเข้าไปในกลุ่มคนละก็บางทีคงไม่มีใครรู้เลยว่านี่คือรองหัวหน้าสมาคมอักขระ
ส่วนอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ถัดไป ดูเป็นชายวัยกลางคนเช่นกันเเต่ชายผู้นี้กลับเเผ่รังสีของความเจนจัดซึ่งมีเเต่คนที่จัดการงานหลากหลายประเภทมาเเล้วเท่านั้นถึงจะมีได้ ซึ่งคนผู้นี้ก็คือพ่อบ้านตัวจริงของเเขกอาวุโสจ้าวนั่นเอง
“อืม ท่านรองเจ้าสำนักถึงภายนอกจะดูธรรมดา เเต่ภายในกับตรงกันข้ามกันเลย ส่วนพ่อบ้านของอาจารย์นั้นเมื่อเทียบกับตัวปลอมนั่นเเล้ว ดูทรงอำนาจมากกว่าเห็น ๆ เลย” ฉางกวงประสานคารวะทั้งสอง พลางมองทั้งสองอย่างครุ่นคิด
“ศิษย์ฉางกวง นายน้อยกวง ไม่ต้องมากพิธีหรอก” ทั้งสองตอบรับอย่างพร้อมเพรียง รีบโบกมือให้ฉางกวงเอามือลง
“เอาล่ะ เริ่มจากนี้ข้าจะอธิบายวิธีจะส่งเจ้าออกไปจากสำนักในตอนนี้ล่ะนะ เริ่มจากเจ้าคงรู้อยู่เเล้วใช่ไหมว่ามีค่ายกลขนาดยักษ์ที่ล้อมรอบสำนักเอาไว้กำลังขัดขวางการเคลื่อนย้ายอยู่” เเขกอาวุโสหันไปมองยังฉางกวง
ฉางกวงเมื่อได้ยินสิ่งที่อาจารย์เอ่ยมาก็พลันพยักหน้าด้วยเเววตามั่นใจ
“เเสดงว่าเจ้าคงรู้เเล้วสินะ เเล้วก็คงรู้ด้วยว่าค่ายกล หรือเเผ่นอักขระธรรมดา ๆ ละก็อย่าหวังว่าจะออกไปจากค่ายกลนี้ได้เลย” เเขกอาวุโสเอ่ยด้วยความเคร่งขรึม ผู้ที่กางค่ายกลนี้เอาไว้ตั้งใจว่าจะไม่ให้ใครสักคนออกไปจากสำนักนี้ได้
ดังนั้นค่ายกลนี้จึงสามารถสกัดทุกการเคลื่อนย้ายของทุกคนได้ทั้งหมด ไม่เว้นเเม้เเต่พวกระดับสูงเองก็เช่นกัน จึงสรุปได้ว่าค่ายกลนี้จะต้องเป็นระดับ 9 ดาวอย่างเเน่นอน
ในสำนักทวนธารานั้นได้เเบ่งขั้นของค่ายกลเอาไว้เช่นกัน ดาวเเต่ละดวงของค่ายกลก็จะกำหนดความยากของค่ายกลนั้นเอาไว้
ซึ่งค่ายกลระดับ 9 ดาวนั้นเกรงว่าเเม้เเต่ผู้ฝึกตนขั้น 9 เเห่งขอบเขตเสถียรคงปราณเองเกรงว่าก็คงออกไปได้อย่างยากลำบากอย่างเเน่นอน
ต้องรู้ว่าเจ้าสำนักทวนธาราที่กำลังสู้อยู่กับจอมโจรเงาอสูรนั้น ก็เป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้น 8 เพียงเท่านั้น จึงเห็นได้ว่าตระกูลเซียนนั้นลงทุนไปมากมายจริง ๆ
ฉางกวงเเละคนอื่น ๆ ก็พยักหน้ารับด้วยความเคร่งเครียด
เเต่ฉางกวงก็นึกเอะใจขึ้นมาได้ว่าเเผ่นป้ายหยกสีขาวน้ำเงินของเขานั้นถึงเเม้ว่ามันจะใช้เวลานานถึง 1 วันเเต่มันก็สามารถเคลื่อนย้ายได้เเม้เเต่กับค่ายกล 9 ดาวนี้เลยรึ สำนักของเจ้าหมอนั่นเองก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ เขาก็พลันนึกถึงคนผู้นั้นที่เป็นเพียงเเค่ผู้ฝึกตนขั้น 3 เเต่เเสร้งทำตัวเป็นเซียนผู้สูงส่งช่างน่าอิจฉายิ่งนัก
“ท่านอาจารย์ท่านเอ่ยเช่นนี้เเสดงว่าท่านมีวิธีใช่ไหมขอรับ” ฉางกวงรีบสลัดความคิดเมื่อครู่ทิ้งไปในทันที เเล้วจึงเอ่ยถามคล้ายกับรู้ความคิดของอาจารย์ของตน
“ย่อมมีเเน่นอน ถึงเเม้ว่าค่ายกลขั้น 9 จะทรงพลังเป็นอย่างมากเเต่ถ้าคิดว่าสมาคมอักขระดูถูกได้ละก็เเค่ผิดก็ผิดถนัดเเล้ว” เเขกอาวุโสเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง
“อย่าบอกนะว่าท่านจะใช้สิ่งนั้นรึ” รองหัวหน้าสมาคมเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ใช่เเล้ว เเต่มันต้องใช้เวลาเตรียมการสักหน่อยน่ะ” เเขกอาวุโสพยักหัวให้กับรองหัวหน้าสมาคม
“มันคือสิ่งใดกันรึขอรับ” ฉางกวงเอ่ยถามด้วยความงุนงง
“หึ ๆ มันก็คือไม้ตายประจำสมาคมอักขระ ตึกอักขระอย่างไรเล่า” เเขกอาวุโสเมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ น้ำเสียงก็เเฝงด้วยความภาคภูมิใจอยู่หลายส่วน
“งั้นก็หมายความว่าตึกนี้สามารถใช้เคลื่อนย้ายได้รึขอรับ” เจียงหวงที่ฟังเงียบ ๆ มานานเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“ใช่เเล้ว นี่คือความหวังเดียวที่จะทะลุผ่านค่ายกล ขั้น 9 ได้ เร็วเข้า ! พวกเจ้าทั้งสองรีบมาช่วยข้าเตรียมการ” เเขกอาวุโสหันไปพยักหัวให้เจียงหวงเเล้วจึงเรียกรองหัวหน้าสมาคมกับพ่อบ้านของตนเพื่อมาปรึกษาแผนการ
เเล้วทั้งสามก็เเยกย้ายกันไปคนละทิศละทางอย่างรวดเร็ว
ก่อนที่เเขกอาวุโสจะจากไปก็พลันเอ่ยทิ้งท้ายไว้ด้วย
“พวกเจ้าต้องถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด เเต่ถ้าไม่ไหวก็รีบบีบเเผ่นไม้นี้เเล้วก็หนีเลยนะ จำเอาไว้”
ถึงเเม้ว่าสมาคมอักขระจะเต็มไปด้วยค่ายกลอักขระมากมายที่ป้องกันเอาไว้ เเต่สองมือรึจะสู้สี่มือได้ ถ้าคนจำนวนมากร่วมร่ายวิชาอภินิหารพร้อมกันเเล้วบุกเข้ามาก็มีไม่อะไรที่รับประกันได้ว่าค่ายกลเหล่านี้จะต้านเอาไว้ได้
พอสิ้นเสียงก็พลันมีเเผ่นไม้สลักอักขระอย่างละเเผ่นตกลงไปตรงเบื้องหน้าของฉางกวงเเละเจียงหวง ทั้งสองจึงรีบคว้าไว้อย่างรวดเร็ว