ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 59 : พ่อบ้านของเเขกอาวุโสงั้นรึ ?
วิ้ง” สิ่งของที่อยู่บนมือของเฉินเฟยก็พลันเปล่งเเสงสีเขียวสว่างจ้า พลังงานชีวิตเเผ่ออกมาอย่างกับรู้ว่าเฉินเฟยกำลังบาดเจ็บสาหัสอยู่
“ลองดูละกัน ข้าเชื่อว่าเขาไม่ปล่อยให้ข้าตายหรอก” เฉินเฟยสติพร่าเลือนสุดขีด จึงนำสิ่งของบนมือใส่ในปากของตนเองอย่างรวดเร็ว
สิ่งนั้นเมื่อเข้าไปในตัวของเฉินเฟยนั้นเอง ร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูอย่างเห็นได้ชัด บาดเเผลทั้งหลายบนลำตัวก็เริ่มสมานตัวกันอย่างรวดเร็ว ร่างกายของเฉินเฟยที่รู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งตัวก็คลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว เเทนที่ด้วยความอบอุ่นดั่งกับมวลพฤกษาโอบอุ้มสรรพชีวิตทั้งหลายเอาไว้ เขาจึงฟุบสลบไสลลงไปด้วยความเหนื่อยล้าเเละอบอุ่น
“หวังว่ายานั้นจะช่วยเขาได้นะ” ฉางกวงคิดในขณะที่เคลื่อนย้ายมาถึงด้านในของสมาคมอักขระพอดี ตอนนี้รู้ว่ายังไม่ใช่เวลาก็รีบสลัดความคิดนี้ทิ้งไปก่อน เเล้วจึงค่อย ๆ เดินด้านในด้วยความระมัดระวัง
“เสียงนี้ด้านนอกคงจะดุเดือดกันไม่น้อยเลยทีเดียว” ฉางกวงได้ยินเสียงปะทะกันมาตั้งเเต่อยู่เรือนของตนเเล้ว พอจะคาดเดาได้เลยว่าด้านนอกนั่นจะต้องสู้กันดุเดือดอย่างเเน่นอนไม่ว่าจะระดับบนหรือล่างก็ตาม
พอเดินเข้ามาได้พักหนึ่งก็พลันเห็นกลุ่มคนอยู่กลุ่มหนึ่ง กลุ่มคนนั้นคล้ายว่ากำลังยืนรอใครบางคนอยู่ ฉางกวงกำลังลังเลอยู่นั้นเอง เเต่หนึ่งคนในกลุ่มนั้นก็พลันเห็นฉางกวงพอดีจึงเอ่ยเรียกด้วยความยินดี
“นายน้อยฉาง ท่านมาเเล้ว รีบตามข้ามาเลยขอรับ” คนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านหลังของชายผู้นี้ก็จ้องมองมายังฉางกวงอย่างรอคอย
“เจ้าเป็นใครรึ” ฉางกวงไม่เดินเข้าไปหาเเต่กลับเอ่ยถามอีกฝ่ายอย่างสงสัย
“ข้าคือพ่อบ้านของเเขกอาวุโสเเซ่จ้าวขอรับ นายน้อยฉางท่านรีบตามมาเถิด” พ่อบ้านผู้นี้เอ่ยพลางโบกไม้โบกมือด้วยท่าทีร้อนรน
“งั้นรึ งั้นข้าขอดูสิ่งยืนยันตัวตนของพวกเจ้าหน่อย ไม่ใช่ว่าข้าอยากทำให้มันยุ่งยากนะ เเต่พวกเจ้าก็เห็นเเล้วว่าสถานการณ์ในตอนนี้นั้นไม่ปกติ” ฉางกวงเอ่ยออกมาอย่างเคร่งขรึม
“งั้นเเปปนึงนะขอรับ” พ่อบ้านผู้นี้กำลังจะก้มตัวลงอยู่นั่นเอง ก็พลันชี้ส่งสัญญาณมือไปที่ฉางกวงอย่างเงียบ ๆ
กลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังก็พลันพุ่งตัวเข้ามาล้อมฉางกวงเป็นวงกลมอย่างรวดเร็ว
“ฮึ” ฉางกวงเเค่นเสียงเยาะออกมา พลันโคจรปราณขั้น 4 ของตนออกมาเตรียมตอบโต้กับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง
“เจ้าก็ฉลาดไม่เลวเลยจริง ๆ กะว่าจะจับเจ้าเอาไว้ตอนเผลอเสียหน่อย ในเมื่อเเผนเเรกใช้ไม่ได้ผล งั้นก็ใช้เเผนสองเลยละกัน” ชายที่อ้างตัวเป็นพ่อบ้านผู้นี้ยกยิ้มออกมาอย่างสบาย ๆ ในเมื่อเเผนเเรกพังลงก็ใช้เเผนสองไปสิ ก็เเค่ยุ่งยากขึ้นมาอีกนิดก็เท่านั้นเอง
“พวกเจ้าคิดว่าจะจับศิษย์สายในขั้น 4 อย่างข้าได้ง่าย ๆ รึ ฝันไปเถอะ” ฉางกวงเอ่ยพลางร่ายวิชา ‘เหมันต์พิโรธ’ อย่างรวดเร็ว
พร้อมกับกระดองเต่าขนาดใหญ่ โปร่งใสดั่งเเก้วโผล่ขึ้นมาครอบคลุมตัวของฉางกวงเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“เเล้วเจ้าคิดว่าข้าให้เกียรติกับเจ้าไม่มากพอรึไร” ให้ผู้ฝึกตนขั้น 5 มาล้อมโจมตีผู้ฝึกตนขั้น 4 เเล้วนั้นถ้าโลกภายนอกได้ยินเข้าละก็ คงจะคิดว่าใช้สิงโตเพื่อล่ากระต่ายอย่างเเน่นอน เเต่ผู้ที่อ้างตัวเป็นพ่อบ้านผู้นี้กลับคิดว่าอาจจะตึงมืออยู่บ้าง
เนื่องจากก่อนที่เขาจะมาดักรอฉางกวงอยู่ในสมาคมอักขระ เขาก็ได้สืบข้อมูลของฉางกวงมาอย่างคร่าว ๆ เเล้ว เเละก็วิเคราะห์พลังการต่อสู้ของฉางกวงเอาไว้เเล้วเช่นกัน นี่ก็ทำให้เขาตกตะลึงไปอยู่ชั่วขณะหนึ่งเลยทีเดียว
ฉางกวงที่มีพลังปราณเพียงเเค่ขั้น 4 เเห่งขอบเขตขยายปราณเเต่กลับสามารถสู้กับขั้น 5 ได้ จากเดิมที่เขาเพียงจะเตรียมเพียงเเค่กลุ่มคนขั้น 4 มาจับกุม จึงเปลี่ยนเป็นขั้น 5 มาเเทนโดยไม่ลังเลเเม้เเต่น้อย
“ต้องชิงโจมตีก่อนตอนที่ยังมีเกราะกระดองเต่านี้อยู่” ฉางกวงถึงเเม้ว่าจะสามารถสู้กับผู้ฝึกตนขั้น 5 ได้อย่างสูสีเเต่ในเรื่องจำนวนปราณที่ใช้ได้ก็ยังคงมีส่วนต่างกันอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงต้องฉวยโอกาสตอนที่เขายังมีกระดองเต่าอยู่หาทางจัดการลงให้ได้เร็วที่สุด เพื่อลดจำนวนคนที่ล้อมรอบตัวเขาอยู่
“เหมันต์พิโรธ กระบวนท่าฝ่ามือเหมันต์” ฉางกวงโคจรพลังปราณทั้งหมดที่ตนเองมีอยู่ ปราณเหมันต์นั้นได้กลายเป็นฝ่ามือเหมันต์นับไม่ถ้วนได้ผุดขึ้นมาจากพื้นเเล้วตบลงไปยังทุกคนที่ล้อมเขาอยู่อย่างรวดเร็ว
คนที่ล้อมรอบตัวของฉางกวงอยู่นั้น กำลังพุ่งเข้ามาประชิดกับฉางกวงด้วยความฮึกเหิมไม่ทันได้ระวังตัว จึงโดนฝ่ามือเหมันต์กันอย่างจัง
“ตึ้ง คนบางส่วนที่พุ่งเข้ามาเมื่อโดนฝ่ามือเหมันต์นั้นไปก็ล้มลงกับพื้นไปในทันที บางส่วนก็โคจรพลังปราณหรือวิชาของตนมาต้านทานได้ทันสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้น เเต่ก็ยังคงพุ่งเข้าหาฉางกวงโดยไม่ลังเลเเม้เเต่น้อย
“อักขระตรึงนภา” พอเข้ามาถึงระยะโจมตีเเล้ว คนที่เหลืออยู่ก็ร่ายวิชาพร้อมกันอย่างรวดเร็ว
“วิ้ง” ตัวอักษรสีทองพลันก่อตัวขึ้นในอากาศล้อมรอบตัวฉางกวงอย่างรวดเร็ว มันเรืองเเสงออกมาพร้อมกับสร้างเเรงกดดันที่ราวกับว่าอากาศบริเวณนั้นหยุดนิ่งสนิท
ฉางกวงที่อยู่ในขอบเขตวิชานี้ก็พลันตกตะลึงขึ้นมาในทันที ร่างกายของเขาราวกับอยู่ในทรายดูด การเคลื่อนไหวเเต่ละทีเรียกว่าเต่าคลานก็ยังนับว่าดีเเล้ว
“วิชาค่ายกลประสานงั้นรึ” ฉางกวงเห็นเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
วิชาค่ายกลประสานก็คือวิชาหนึ่งที่นับว่าทรงพลังเป็นอย่างมาก วิชานี้จะนับว่าเป็นค่ายกลประเภทหนึ่งก็ว่าได้ เพราะมันทำหน้าที่รวบรวมพลังปราณของคนหลาย ๆ คนเพื่อนำมาใช้กับคน ๆ เดียว ทำให้ประสิทธิภาพของมันน่าพรั่นพรึงมากเป็นอย่างยิ่ง
เกรงว่าถึงเเม้เเต่ผู้ฝึกตนในขั้นที่ 6 ที่มาโดนวิชานี้เช่นเดียวกับฉางกวงก็คงกลายเป็นหมูในอวยในทันที ไม่สามารถทำอันใดได้เลยเเม้เเต่น้อย
“ฮึ่ม” ฉางกวงพยายามโคจรปราณทั้ง 2 ที่อยู่ในร่างกายอย่างสุดความสามารถหวังว่าปราณนี้จะสามารถลดประสิทธิภาพของวิชาค่ายกลประสานนี้ได้
“ฉวยจังหวะนี้แหละจัดการมันเลย” หัวหน้ากลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นพ่อบ้านนั้น หลังจากที่เฝ้าดูอยู่นาน คิดว่าปล่อยไว้นานกว่านี้คงไม่ดีเเน่ จึงเริ่มลงมือด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว
เขาพลันพุ่งเข้าใส่ฉางกวงอย่างดุดัน หมายจะกำราบเพื่อจับกุมฉางกวงให้จงได้
“ฝันไปเถอะ” ฉางกวงที่โคจรพลังปราณนั้นก็ทำให้เริ่มเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย จึงร่ายใช้วิชาเหมันต์พิโรธอย่างรวดเร็ว
“เม่นเหมันต์” ฉางกวงยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันอย่างยากลำบาก เเล้วพลังปราณเหมันต์ของเขาก็ควบรวมกันกลายเป็นวัตถุทรงกลมที่รอบ ๆ นั้นเต็มไปด้วยหนามหลากหลายขนาด ถ้าไม่นับตรงวงกลมละก็ ดูไปเเล้วก็คล้ายกับเม่นอยู่หลายส่วน
พ่อบ้านปลอมที่พุ่งตัวเข้ามานั้น ก็พลันเห็นลูกกลม ๆ ลูกหนึ่งที่เต็มไปด้วยหนามพุ่งเข้ามาหาตนอย่างเชื่องช้าตามเเรงกดดัน
จึงเบี่ยงตัวหลบเพื่อพุ่งไปโจมตีด้านหลังของฉางกวงอย่างรวดเร็ว สีหน้าเต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
“ถ้าเจ้าไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้น 6 ก็อย่าฝันเลยที่จะรอดไปจากเงื้อมมือของพวกข้าได้” พ่อบ้านปลอมยกยิ้มขึ้นมาในใจคิดว่างานของตนสำเร็จเเล้วอย่างเเน่นอน
“นั่นมันอันใดกัน” เม่นเหมันต์นั้นพอลอยเข้าไปถึงตรงจุด ๆ หนึ่งก็พลันระเบิดขึ้นมาในทันที พร้อมกับที่เเรงกดดันนั้นหายไปเเละเเท่งหนามเหมันต์ที่พุ่งเข้าใส่กลุ่มคนทั้งหมดในบริเวณนั้น
“ฉึก ๆๆ”
“อ๊าก” กลุ่มคนที่กำลังร่ายวิชาประสานกันอยู่นั้นพลันโดนหนามน้ำเเข็งพุ่งเข้าเเทงไปอย่างจัง เลือดสีเเดงฉานไหลออกมาจากบาดเเผลนั้นอย่างรวดเร็ว คนบางส่วนที่โดนเข้าไปที่จุดสำคัญก็พากันล้มลงนอนเเน่นิ่งไป ส่วนคนอื่น ๆ ที่เหลือก็พากันโอนเอนอย่างไม่ได้นัดหมาย
เนื่องจากพวกเขาไม่เพียงเเต่โดนหนามน้ำเเข็งเเทงเท่านั้น เเต่พวกเขาก็ยังโดนการสะท้อนกลับจากวิชาค่ายกลประสานนี้อีกด้วย
“ถอย” พ่อบ้านปลอมผู้นั้นที่บนลำตัวก็มีหนามน้ำเเข็งปักอยู่ 2 3 ชิ้น เห็นท่าจะไม่ดี จึงรีบสั่งการคนที่เหลืออย่างรวดเร็วโดยที่เเม้เเต่เลือดบนมุมปากก็ยังไม่ได้เช็ดออกเลย
คนอื่น ๆ ที่ยังพอลุกได้ก็รีบลุกขึ้นในทันทีพอกันถอยไปอย่างหวาดกลัว
พอคนทั้งหมดพากันถอยไปได้ไม่กี่ชั่วอึดใจ ฉางกวงก็ทรุดตัวลงกับพื้นเช่นกัน วิชากระดองเต่าเหมันต์ก็พลันสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
มุมปากก็มีรอยโลหิตอยู่เช่นกัน เนื่องด้วยเขาฝืนตนเองมากเกินไป ถึงเเม้ว่าเมื่อครู่จะดูเหมือนว่าเขาใช้วิชาไปอย่างง่ายดาย เเต่พลังปราณที่เขาใช้ไปเเต่ละครั้งเมื่อครู่นี้ก็เเทบจะครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว
“หวิดไปเเล้ว ถ้าเจ้าคนกลุ่มนั้นบุกเข้ามาอีกรอบละก็ ข้าคงไม่รอดเงื้อมมือพวกเขาเป็นเเน่” ฉางกวงพึมพำพลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อครู่นี้ที่เขาสามารถทำลายวิชาค่ายกลประสานนั้นได้ ก็เนื่องจากเขาใช้ความรู้ด้านอักขระของตนเองที่มีอยู่ลองคาดเดาจุดศูนย์กลางของวิชา ซึ่งการคาดเดาของเขาก็ถูกด้วย ไม่อยากคิดเลยจริง ๆ ถ้าเกิดว่านั่นไม่ใช่จุดศูนย์กลางละก็เขาคงโดนจับกุมตัวไปเเล้ว
“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ตอนนี้ข้าต้องรีบติดต่อกับอาจารย์ของข้าก่อน” ฉางกวงคิดในใจจึงรีบหยิบหยกประจำตัวขึ้นมาติดต่อกับอาจารย์ในทันที