ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 61 : เอ่ยถึงโจโฉ โจโฉก็มา !
“ข้าขออภัยที่ทำให้พวกท่านลำบากเเล้ว” ฉางกวงเอ่ยพลางหันไปมองยังเจียงหวงเเละก็กลุ่มอาจารย์ของเขาที่พึ่งจากไป
“ ไม่ต้องคิดมาก พวกเราเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กัน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องช่วยกันอยู่เเล้ว” เจียงหวงเอ่ยน้ำเสียงจริงจังพลางตบหลังฉางกวง
ฉางกวงได้เห็นท่าทีของเจียงหวงเป็นเช่นนี้ ก็พลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในใจ สีหน้าก็มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“งั้นเราไปเตรียมตัวถ่วงเวลากันเถอะ จะต้องมีคนพยายามบุกเข้ามาอย่างเเน่นอน” ฉางกวงเอ่ยด้วยความมั่นใจ
เเผนการที่พวกเขาทั้งสองจะใช้นั้น คร่าว ๆ เลยก็คือเสริมพลังค่ายกลบางส่วนโดยการเติมพลังปราณของพวกเขาเข้าไป
เพียงเเค่เลือก 1 ในค่ายกลมากมายเหล่านั้นเพื่อไปดักรอพวกที่กำลังจะบุกเข้ามา เเล้วจึงลงมือถ่ายทอดพลังปราณเพื่อยื้ออีกฝ่ายไว้ให้นานที่สุด ถ้ายื้อไม่ไหวก็เพียงถอนปราณกลับมาเพื่อไม่ให้ปราณตีกลับมาตัว
“ว่าเเต่ เเล้วพวกเราจะต้องเสี่ยงเอาตัวไปถ่ายทอดพลังปราณเลยงั้นรึ” ฉางกวงพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่า
โดยทั่วไปเเล้ว การที่จะถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในค่ายกลนั้น ผู้ถ่ายทอดจะต้องเข้าไปถ่ายพลังปราณลงไปตรงจุดศูนย์กลางของค่ายกล เเล้วพวกเราจำเป็นต้องเสี่ยงตัวเองเพื่อเข้าไปนั่งในค่ายกลที่ไม่รู้ว่าจะพังด้วยน้ำมือของคนหลายคนเมื่อใดเลยรึ
“เราสามารถใช้เเผ่นไม้อักขระเพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมต่อกับค่ายกลได้ อาจารย์ไม่ได้บอกเจ้าหรอกรึ” เจียงหวงเอ่ยด้วนท่าทีนิ่งสงบ
เเผ่นไม้ที่ทั้งสองได้มาจากเเขกอาวุโสนั้น นอกจากจะบรรจุข้อมูลของค่ายกลทั้งหมดในสมาคมอักขระเเล้ว มันก็ยังสามารถเชื่อมต่อกับค่ายกลทุกอันได้อีกด้วย
ฉางกวงไม่รู้จะเอ่ยตอบอันใดดี จึงรีบเอ่ยเปลี่ยนเรื่องในทันที ว่าควรจะเริ่มเเผนได้เเล้ว
เจียงหวงก็พยักหน้าตอบรับ เเล้วจึงนั่งสมาธิถ่ายเทพลังปราณลงไปในเเผ่นไม้อย่างรวดเร็ว
“ข้าเองก็เช่นกัน ในเมื่อทุกคนทำถึงขนาดนี้เพื่อข้า ข้าก็จะไม่ทำให้เพวกเขาผิดหวัง” ในไม่กี่ชั่วอึดใจที่เจียงหวงตั้งสมาธิไปที่ค่ายกล ฉางกวงเองก็นั่งสมาธิถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปในเเผ่นไม้เพื่อดำเนินแผนการตามที่ตกลงกันเอาไว้
สติเขาวูบลงอย่างรวดเร็ว เเล้วก็รู้สึกได้ว่า ความคิดของเขานั้นสามารถเชื่อมต่อกับค่ายกลได้ทุกอัน
ภาพที่เขาเห็นในตอนนี้จึงเห็นภาพฉายที่มาจากค่ายกลในทุกทิศทางของสมาคมอักขระ ในภาพนั้นเห็นเป็นกลุ่มคนประมาณ 50 คน ที่ส่วนใหญ่เป็นศิษย์สายนอก บางส่วนก็ป็นศิษย์สายใน ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มคนอาวุโสของสำนัก
“ข้าหวังว่าจะไม่ได้เห็นเขานะ” ฉางกวงคิดอยู่ในใจพลางกำลังเพ่งสมาธิเพื่อมองไปรอบ ๆ
เเต่เมื่อเอ่ยถึงโจโฉ โจโฉก็มาพอดี เงาสายหนึ่งกำลังพุ่งมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เงานั้นก็คือซ่งหยวนนั่นเอง
“ข้าคงหลีกเลี่ยงปะทะกับพวกเจ้าทั้งสองไม่ได้จริง ๆ สินะ” ฉางกวงรู้สึกปลงอยู่ในใจ ก่อนหน้านี้ที่เขาสู้กับเฉินเฟยมาเเล้ว เเละในตอนนี้เขาก็ยังต้องมาสู้กับซ่งหยวนอีก ทำไมสหายต้องมาห้ำหั่นกันเองเยี่ยงนี้ด้วย
ขณะที่ฉางกวงกำลังปลงอยู่ในใจนั้นเอง ภายนอกก็มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น
“ข้าน้อยขออภัยด้วย บังเอิญว่าเรื่องที่ได้รับมายุ่งยากขึ้นเล็กน้อยขอรับ” ซ่งหยวนที่พึ่งมาถึงก็พลันประสานมือคารวะยังชายอาวุโสที่ดูจะเป็นผู้นำกลุ่ม
ผู้นำกลุ่มจ้องมองยังซ่งหยวนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง เเววตาคล้ายกับจะจับพิรุธในคำพูดของอีกฝ่าย เมื่อเห็นว่าซ่งหยวนสีหน้าเรียบเฉยก็พยักหน้าให้
“ซ่งหยวน เรื่องมันเกี่ยวข้องกับสตรีย่อมก็ต้องยุ่งยากเป็นธรรมดาอยู่เเล้ว ข้าเข้าใจ” ผู้นำกลุ่มอาวุโสน้ำเสียงเคร่งขรึม
ซ่งหยวนที่เห็นเช่นนั้นก็กำลังจะเดินไปรวมกลุ่มกับพวกด้านหลังอยู่นั้นเอง
“ภารกิจนี้ถ้าเจ้าช่วยพวกเราบุกเข้าไปได้สำเร็จละก็ ข้ายกคุณหนูจินผู้นั้นให้กับเจ้าได้เลยนะ ฮ่า ๆๆ” ผู้นำกลุ่มอาวุโสเอ่ยพลางสั่งกับคนอื่นให้เริ่มบุกได้ โดยไม่รอซ่งหยวนตอบเลยเเม้เเต่เสี้ยววิเดียว
ซ่งหยวนที่ได้ยินเช่นนั้นก็ก้มหน้าลงอยู่ชั่วครู่ เเล้วจึงเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยที่หาดูได้ยาก พร้อมกับบุกเข้าไปกับคน 50 คนที่ล้อมสมาคมอักขระ โดยที่ไม่มีใครสังเกตเลยเเม้เเต่น้อยว่าเมื่อครู่ที่ซ่งหยวนก้มหน้าลงนั้น หมัดในชายเเขนเสื้อของเขากำเเน่นเป็นอย่างยิ่ง
ฉางกวงที่กำลังจับตาดูผ่านค่ายกลอยู่ ก็ได้ยินที่ซ่งหยวนเอ่ยออกมาพอดี
สีหน้าฉางกวงจึงเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก อย่าบอกนะว่าคุณหนูจินก็คือจินเยว่ สหายอีกคนหนึ่งของพวกเขา เเต่ตัวฉางกวงก็รู้ว่ามาคิดเรื่องนี้ในตอนนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงรีบจับจ้องยังค่ายกลเพื่อจะหาโอกาสขัดขวางพวกที่บุกเข้ามา
กลุ่มคนทั้ง 50 คนนี้พากันเเยกออกเป็น 4 สายเพื่อบุกไป 4 ทิศทางในทันที
ฉางกวงที่เห็นดังนั้นก็เลือกที่จะเล็งไปยังกลุ่มคนที่มากที่สุดซึ่งก็คือ 20 กว่าคนในทันที
“ดีละ เอาอันนี้ละกัน” ภาพฉายที่ฉางกวงเห็นพลันเน้นไปยังจุด ๆ หนึ่งในทันที จุดนั้นคือค่ายกลหมอกเมฆาที่อยู่ในขั้น 4
ค่ายกลหมอกเมฆานี้ถือได้ว่าเป็น 1 ในค่ายกลที่เเข็งเเกร่งในระดับขั้นเดียวกัน เเถมค่ายกลนี้ยังเป็นประเภทล่อลวงให้อีกฝ่ายเคลิบเคลิ้ม
ติดอยู่ในค่ายกลหมอกเมฆาจนชีวิตหาไม่
ค่ายกลนี้จึงนับได้ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างมาก
“ติดไปซะ” ฉางกวงคำรามในจิตใต้สำนึก พร้อมกับค่ายกลหมอกเมฆาที่ถูกกระตุ้นด้วยพลังปราณอัคคีเหมันต์ของฉางกวง
ค่ายกลเปล่งประกายพร้อมกับกักตัวคน 20 กว่าคนเอาไว้อย่างรวดเร็ว
คนส่วนใหญ่ในนั้น เมื่อตกอยู่ในอำนาจค่ายกล ก็พากันเเตกตื่นโวยวายออกมา ดูไปเเล้วก็วุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง
“นี่มัน ค่ายกลหมอกเมฆานี่ นึกว่าจะมีอันใดเสียอีก” หนึ่งคนในนั้นที่ไม่เเตกตื่นพลันเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเยาะ
ค่ายกลนี้ถึงเเม้ว่าอาจจะยากสำหรับคนโดยทั่ว ๆ ไป เเต่สำหรับศิษย์สายในของสมาคมค่ายกลเเล้วนั้น มันดูพื้น ๆ เป็นอย่างยิ่ง
พอทุกคนที่กำลังเเตกตื่นโวยวายชุลมุนนั้นก็พากันเงียบกริบอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าเรื่องที่เกิดเมื่อครู่นี้เป็นเพียงเเค่ความฝัน
“หนอยเเน่ ข้าคงจะดูถูกคนกลุ่มนี้มากเกินไป ถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ ชิมพลังปราณของข้าเต็มที่ไปเลย”
ฉางกวงที่เห็นอีกฝ่ายเเก้ไขสถานการณ์วุ่นวายได้ในชั่วพริบตา เเถมกำลังจะเเก้ค่ายกลอย่างสบายใจเฉิบอีก
ทำให้เขารู้สึกเจ็บใจมาก เลยถ่ายทอดพลังปราณลงไปในค่ายกลอย่างเต็มความสามารถ
จากที่ศิษย์สายในผู้นั้นที่กำลังใช้ปราณเเก้ค่ายกลหมอกเมฆาอย่างสบาย ๆ นั้นเอง ก็พลันสัมผัสถึงการเปลี่ยนเเปลงของค่ายกลนี้ได้ในทันที
“น…น…นี่มัน ค่ายกลเเปรผันงั้นรึ” ศิษย์สายในผู้นี้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
มันไม่น่าจะเป็นไปได้นี่ การที่ค่ายกลจะเเปรผันได้นั้นมันจะต้องมีคนถ่ายทอดพลังปราณเข้าไปหล่อเลี้ยงค่ายกลไว้ช่วงเวลาหนึ่งมิใช่รึ เเต่ทำไมค่ายกลนี้กลับเปลี่ยนเเปลงขึ้นมาในกะทันหันถึงเพียงนี้
ในช่วงก่อนหน้านี้เองที่เขาสัมผัสได้ว่าค่ายกลนี้ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง เเล้วทำไมถึงเป็นเช่นนี้ได้ อย่าบอกนะว่า ตำนานนั่นเป็นจริงน่ะ
ยังไม่ทันที่ศิษย์สายในผู้นี้จะทำอันใดต่อ ค่ายกลหมอกเมฆมก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
หมอกเมฆาที่เเต่เดิมมีสีขาวนั้น บัดนี้กลายเป็นสีส้มสลับขาวดูโดดเด่นสะดุดตาเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนที่อยู่ในนั้นก็รู้สึกได้ในทันทีว่าบรรยากาศรอบข้างของตนเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก เดี๋ยวก็ร้อนเดี๋ยวก็เย็น
ทุกคนที่อยู่ในนั้นผ่านไปไม่ถึงครึ่งจิบชาก็พากันล้มหมดสภาพกันไปอย่างรวดเร็ว
ซึ่งศิษย์พี่สายในผู้นี้ถึงจะรู้ว่าความร้อน ๆ เย็น ๆ นี้เป็นเพียงภาพลวงตาเเต่จะทำอันใดได้เล่า ค่ายกลนี้ขึ้นไปเกินระดับ 5 เเล้ว ศิษย์สายในผู้นี้ก็รู้สึกจนปัญญาเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนจะสลบไปก็พลันเอ่ยขึ้นมาว่า “ฮ่า ๆๆ ข้าได้เห็นตำนานนั่นเเล้ว บุคคลผู้ที่เหมาะสำหรับการเรียนอักขระเเละค่ายกลเป็นอย่างยิ่ง บรมครูอักขระฟ้าประทาน”
“ไอ้ตำนานบรมครูนั่นมันคืออันใดกัน เดี๋ยวข้าต้องลองไปถามอาจารย์ดูซักหน่อยเเล้ว” ฉางกวงที่ได้ยินศิษย์สายในเอ่ยออกมา ก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้เลยเเม้เเต่น้อย เเต่ก็รีบสลัดความคิดนี้อย่างรวดเร็วพลางเพ่งสมาธิไปจดจ่อกับจุดอื่น ๆ ที่มีการบุกเข้ามา