ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 61 : เริ่มเพลี่ยงพล้ำ
“ดูเหมือนว่าทางด้านของเจียงหวงเองก็จัดการได้เเล้วสินะ” ฉางกวงเพ่งสมาธิไปดูยังอีกฝั่งหนึ่งของค่ายกล ก็เห็นว่ากลุ่มคนราว ๆ 10 กว่าคนกำลังนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น จึงเเอบพยักหน้าให้อีกฝ่ายในใจเงียบ ๆ
2 กลุ่มเมื่อครู่ที่พึ่งจัดการไปได้ นับคร่าว ๆ ได้ประมาณ 30 กว่าคน ส่วน 2 ด้านที่เหลือเองก็กำลังบุกใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เเล้ว
“งั้นข้าขอด้านนี้นะ” ฉางกวงสื่อสารผ่านจิตที่กำลังเชื่อมต่ออยู่กับค่ายกล ด้านที่ฉางกวงเลือกนั้นผู้นำกลุ่มก็คือผู้อาวุโสที่ฉางกวงพึ่งเห็นมานั่นเอง
เจียงหวงเมื่อได้ยินผ่านจิตที่เชื่อมต่ออยู่กับค่ายกลก็ตอบรับพลางเพ่งจิตไปอีกกลุ่มหนึ่งที่ซ่งหยวนเป็นผู้นำในทันที
“ดูเหมือนว่าผู้นำกลุ่มอาวุโสผู้นี้ จะมีปราณคร่าว ๆ ที่ขั้น 5 เเห่งขอบเขตขยายปราณเป็นอย่างน้อย” ฉางกวงพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ภาพที่เห็นเป็นเพียงการมองผ่านค่ายกลเท่านั้น ความเเม่นยำจึงไม่เพียงพอที่จะมั่นใจได้ว่าผู้นำกลุ่มอาวุโสมีพลังปราณจริง ๆ เท่าใดกันเเน่ สิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉางกวงต้องรับมือด้วยความระมัดระวังในทันที ไม่กล้าประมาทเลยเเม้เเต่น้อย
“สำหรับเจ้าเฒ่านี่ ต้องเจอค่ายกลอันนี้” ฉางกวงเลือกค่ายกล ขั้น 5 สูงสุดที่อยู่ใกล้กับกลุ่มนั้นมาอย่างรวดเร็ว
“เปิดใช้งานได้” ฉางกวงสั่งการค่ายกลในทันที
ตัดมาในอีกฝั่งหนึ่งนั้นเอง ผู้นำกลุ่มอาวุโสกำลังนำคน 10 กว่าคนฝ่าค่ายกลเข้ามาเรื่อย ๆ อย่างสบาย ๆ
พวกเขาได้เผชิญหน้ากับค่ายกลขั้น 3 ขั้น 4 มากมายนับไม่ถ้วน
ในตอนเเรกก็แอบหวั่น ๆ อยู่บ้างเหมือนกันว่าค่ายกลมากมายขนาดนี้จะฝ่าไปได้ก็ไม่ใช่เรื่องเเปลกเเต่ประเด็นหลักก็คืออาจจะหมดเเรงไปก่อนถึงจุดหมายน่ะสิ เเต่เมื่อเห็นผู้นำกลุ่มอาวุโสเพียงเเค่เหลือบตามองค่ายกลเหล่านั้นปราดเดียวเเล้วก็เพียงโบกมือไม่กี่ที ค่ายกลเหล่านั้นก็พลันสลายลงไปอย่างรวดเร็ว
จิตใจทุกคนที่กำลังสับสนอยู่เมื่อครู่ก็พากันหึกเหิมขึ้นมาในทันที คิดถูกเเล้วจริง ๆ ที่ติดตามผู้นำอาวุโสผู้นี้มา
ในจังหวะเดียวกับที่ฉางกวงสั่งใช้งานค่ายกลอยู่นั้น
“หืม” ผู้อาวุโสนำกลุ่มก็พลันหรี่ตามองไปยังด้านหน้าของตน ที่บัดนี้นั้นเปล่งเเสงสีส้มเเดงจ้าสว่างตายิ่งนักลวดลายอักขระมารวมตัวกับพัลวันกลายเป็นวงอักขระสีเเดงส้มขนาดยักษ์ล้อมรอบกลุ่มพวกเขาไว้อย่างรวดเร็ว
“ค่ายกลบรรลัยกัลป์งั้นรึ” สีหน้าผู้นำกลุ่มอาวุโสเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ค่ายกลขั้น 5 นี้ก็คือค่ายกลเพลิงบรรลัยกัลป์ที่โด่งดังเป็นอันดับต้น ๆ ในสำนักทวนธาราเลยทีเดียว พูดได้เลยว่าระดับสูงในสำนักเเม้จะไม่รู้จักกันทุกคนเเต่ก็เรียกได้ว่าไม่ต่างกันเเล้ว
ยังไม่ทันที่ผู้นำกลุ่มอาวุโสจะได้ทำอันใดเลย ฉับพลันนั้นเองก็มีลูกไฟสีส้มเเดงร่วงลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว รอบข้างก็พลันปรากฎเป็นหินหนืดผุดขึ้นมาจากพื้นพสุธา กำลังบีบตัวจากรอบวงเข้ามาอย่างช้า ๆ บรรยากาศรอบตัวพวกเขาในตอนนี้นั้นดูราวกับวันสิ้นโลกก็ไม่ปาน
“ค่ายกลบรรลัยกัลป์วิธีเเก้ก็คือ…” ผู้นำกลุ่มกำลังเลือกวิธีอยู่ในใจนั้นเอง
“อ๊าก” หนึ่งในกลุ่มพวกเขาที่ไม่ทันระวังเผลอไปโดนหินหนืดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว ร่างทั้งร่างก็พลันเเหลกสลายไปในชั่วพริบตา
“พวกเจ้าถ่วงเวลามันเอาไว้ก่อน อย่าประมาทโดยเด็ดขาด” ผู้นำกลุ่มตัดสินใจเลือกวิธีเเก้ค่ายกลนี้ได้อย่างรวดเร็วพลางเอ่ยกับคนที่ติดตามมาอย่างจริงจัง พอสิ้นเสียงเสร็จปุป ร่างของผู้นำกลุ่มอาวุโสก็พลันเรือนหายไปในทันที
ฉางกวงที่กำลังเฝ้ารอดูผลงานของค่ายกลอย่างสบาย ๆ อยู่นั้น เมื่อเห็นปฎิกิริยาของอีกฝ่ายเขาก็รู้ถึงความคิดของอีกฝ่ายในทันที
“ฮึ ตาเฒ่า เจ้าคิดจะทำลายจุดศูนย์กลางของค่ายกลสินะ เเต่ว่ามันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก”ฉางกวงจ้องมองอีกฝ่ายที่กำลังเคลื่อนที่ไปมารอบ ๆ วงค่ายกลอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าไม่เเปลกใจเลยเเม้เเต่น้อย
การเเก้ค่ายกล วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือทำลายจุดศูนย์กลางของค่ายกลซะ ซึ่งใคร ๆ ก็รู้กันอยู่เเล้ว เเต่ว่าในความง่ายนี้ก็เเฝงความยากไว้เช่นกัน
ถ้าเกิดว่าเจ้าอยากทำลายจุดศูนย์กลางค่ายกลละก็ก่อนอื่นเลยเจ้าก็ต้องรู้ก่อนไหมว่ามันอยู่ตรงไหน
ซึ่งฉางกวงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าถึงเเม้จะเป็นตาเฒ่านี่ก็ตามเเต่ถ้าต้องใช้เวลาหาละก็ อย่างน้อยต้องหนึ่งก้านธูปขึ้นไปอย่างเเน่นอน
เเล้วในเวลาหนึ่งก้านธูปนั้นเอง คน 10 กว่าคนนี้จะมีสักกี่คนกันที่ยืนหยัดได้ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ฉางกวงไม่รู้สึกลนลานเลยเเม้เเต่นิดเดียว
“อยากจะเห็นเสียจริงว่าเจ้าเฒ่านี่จะทำยังไง” ฉางกวงกำลังสังเกตอีกฝ่ายเงียบ ๆ ก็พลันเห็นอีกฝ่ายที่กำลังเคลื่อนที่ไปมานั้นเริ่มหลับตาลงเเล้วพึมพำอะไรบางอย่างที่ฉางกวงฟังไม่รู้เรื่องอยู่ชั่วครู่หนึ่ง
เมื้อสิ้นเสียงพึมพำนั้นเอง ผู้นำอาวุโสก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ พร้อมกับกวาดตาไปรอบ ๆ ค่ายกลปราดหนึ่ง เเล้วจึงไปหยุดอยู่ที่จุด ๆ หนึ่งพลางพุ่งตัวไปทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว
“ทิศนั้นมัน เจ้าเฒ่านี่ต้องรู้เเน่ ๆ” ฉางกวงเห็นว่าอีกฝ่ายพุ่งตัวไปยังทิศทางที่ถูกต้อง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในฉับพลัน ไม่คิดว่าตาเฒ่านี่จะตาไวเสียจริง รึว่าเกี่ยวกับวิชาที่ร่ายไปเมื่อครู่ ไม่รู่ล่ะก่อนอื่นต้องพยายามยื้อเอาไว้ให้ได้ก่อน
ฉางกวงรีบกระตุ้นค่ายกลอีกครั้งหนึ่งในทันที ฉับพลันนั้นเองที่จุดศูนย์กลางค่ายกลพลันดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมา มันเคลื่อนตัวออกห่างจากผู้นำกลุ่มอาวุโสในทันที
“ค่ายกลนี้มีผู้ควบคุมอยู่งั้นรึ เเถมดูท่าว่าน่าจะควบคุมระยะไกลอีกด้วย” ด้วยประสบการณ์ที่มากมายของผู้นำอาวุโส เมื่อเขาเห็นจุดศูนย์กลางของค่ายกลกำลังหลีกหนีจากเขาไปทำให้พอจะคาดเดาสถานการณ์ได้คร่าว ๆ ในทันที
“หึ” ผู้นำอาวุโสยกยิ้มพลางพึมพำอะไรบางอย่างอีกรอบนึง
“ฟึ่บ” ฉับพลันนั้นเอง อากาศรอบ ๆ จุดศูนย์กลางของค่ายกลคล้ายกับถูกตัดขาดการเชื่อมต่อไปจึงทำให้มันหยุดกึกกะทันหันกลางอากาศอย่างฉับพลัน
ในขณะเดียวกันนั่นเอง
“ฟิ้ว” มีดสั้นลงอักขระสีทองเปล่งประกายพุ่งออกมาจากสาบเสื้อผู้นำอาวุโสอย่างรวดเร็วไปทางจุดศูนย์กลางค่ายกลอย่างโหดเหี้ยม
“เเบบนี้ไม่ดีเเน่ เผ่นก่อนดีกว่า” ฉางกวงรีบถอนจิตออกจากค่ายกลนั้นอย่างรวดเร็ว
ถึงเเม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นก็ตาม เเต่รังสีที่เเผ่ออกมาจากมีดบินสีทองเล่มอันนั้นก็สร้างความเสียหายกับจิตของเขาได้
“อึก” ฉางกวงที่สติกลับเข้ามาเเล้ว พลันกระอักออกมาหนึ่งกอง สีหน้าไม่อยากจะเชื่อเลยเเม้เเต่น้อย
“อาวุธนั่นเกรงว่าผู้ที่จะสามารถใช้งานมันได้นั้นอย่างต่ำจะต้องเป็นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 ” ฉางกวงนึกถึงมีดบินสีทองเล่มนั้นก็อดที่จะสูดหายใจออกมาไม่ได้ อาวุธนั่นช่างน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก
“ไหวไหม” เจียงหวงที่กำลังฟื้นสติจากค่ายกลเช่นกันเมื่อเห็นว่าตรงมุมปากของฉางกวงมีรอยเลือดจาง ๆ จึงเอ่ยถามออกมาอย่างเป็นห่วง
“พวกเราดูถูกผู้นำกลุ่มผู้นั้นเกินไป ถ้าเกิดว่าตาเฒ่านั่นบุกเข้ามาได้ถึงที่นี่จริง ๆ เกรงว่าพวกเราทั้งคู่จะต้องร่วมมือกันเเล้ว” ฉางกวงเช็ดมุมปากพลางหันไปมองเจียงหวงด้วยเเววตามุ่งมั่น
เจียงหวงพยักหน้าตอบรับอย่างนิ่งสงบเหมือนเช่นเคย
“ด้านนั้นจัดการหมดเเล้วใช่ไหม” ฉางกวงเอ่ยถามพลางนำยาพฤกษาเซียนออกมากินอย่างรวดเร็ว
“อืม ซ่งหยวนปลอดภัยดี” เจียงหวงเอ่ยตอบรับสั้น ๆ ห้วน ๆ เเต่ก็คล้ายกับจะรู้ความคิดของฉางกวงจึงเอ่ยสำทับไปอีก 1 ประโยค
“ปลอดภัยก็ดีเเล้ว ข้าไม่อยากให้สหายกันต้องมาบาดเจ็บล้มตายด้วยน้ำมือพวกเดียวกันเลย” ฉางกวงที่กำลังกินยาไปอยู่นั้น ความรู้สึกอบอุ่นก็พลันเเผ่ออกมาจากร่างกายในทันที บาดเเผลภายในกับภายนอกเริ่มผสานกันอย่างรวดเร็ว
“เปรี้ยง” ฉางกวงยังไม่ทันได้ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ กำเเพงด้านหลังของเขาก็พังทลายลงมาอย่างรวดเร็ว
“ฟึ่บ” ฉางกวงกระโดดหลบเศษกำเเพงออกมาได้อย่างหวุดหวิด พลางหันไปมองด้านหลังกำเเพงนั้นด้วยสายตาที่เคร่งเครียด
ส่วนเจียงหวงนั้น ถึงเเม้ภายนอกจะดูเรียบเฉยเเต่เเววตากลับคมกริบ จ้องมองไปยังจุดที่กำเเพลงถล่มอย่างตึงเครียดไม่ต่างกัน