ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 63 : ผลัดกันสู้ !
เมื่อฝุ่นตลบจางหายไป ร่างร่างหนึ่งก็พลันปรากฎขึ้นอยู่เบื้องหน้าของฉางกวงกับเจียงหวง
“เจ้าสองคนสินะ ที่ควบคุมค่ายกลอยู่เมื่อครู่นี่น่ะ” ชายผู้นำกลุ่มอาวุโสจ้องเขม็งมายังทั้งสองพลางปัดฝุ่นบนเสื้ออย่างสบาย ๆ
“ใช่เเล้วอย่างไร ไม่ใช่เเล้วอย่างไร” ฉางกวงเอ่ยพลางจับจ้องอีกฝ่ายอย่างจริงจัง ร่างกายตื่นตัวสุดขีด
“ช่างมันเถอะ ข้าขี้เกียจเถียงกับเด็กน้อยอย่างพวกเจ้าเเล้ว เจ้าก็คือฉางกวงสินะ จงยอมมอบตัวเสียดี ๆ ไม่งั้นจะมาว่าข้าโหดเหี้ยมไม่ได้นะ” ชายผู้นำกลุ่มเอ่ยอย่างสบาย ๆ ก่อนที่จะเเผ่เเรงกดดันของพลังปราณขั้น 6 ออกมาเพื่อกำราบทั้งคู่
“เจียงหวงเจ้าคอยสนับสนุนข้านะ” ฉางกวงยังไม่ทันเอ่ยจบก็พลันโคจรพลังปราณขั้น 4 ของตนออกมาในทันที
เจียงหวงในตอนนี้จะเอ่ยอันใดได้อีก จึงโคจรพลังปราณขั้น 3 ของตนเองอยู่ด้านหลังเงียบ ๆ
เเรงกดดันของขั้น 6 เข้ามาปะทะตัวของฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“อึก” ฉางกวงรู้สึกเหมือนกับว่าพื้นค่อย ๆ ดูดตัวเองให้คุกเข่าลงช้า ๆ
“หืม น่าประทับใจมาก สมเเล้วที่มีคนต้องการตัว” ผู้นำกลุ่มอาวุโสจ้องมองฉางกวงที่ยังไม่ล้มลงก็รู้สึกประทับใจขึ้นมาเล็กน้อย
เเรงกดดันขั้น 6 ของเขานั้น เเม้เเต่ครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 บางคนก็ใช่ว่าจะต้านทานมันได้ เเต่เจ้าเด็กนี่กลับสามารถต้านทานเอาไว้ได้ อยากรู้จริง ๆ ว่าเจ้าเด็กนี่จะต้านทานได้ถึงไหนกัน
“ตอนนี้ล่ะ” ฉางกวงตะโกนออกไปในทันที พร้อมกับเจียงหวงด้านหลังที่พึ่งร่ายวิชาเสร็จ
“ข้าขอสั่งการ ในนามของพสุธาเเละวายุ ดินจงผสาน ลมจงขับเคลื่อน ก่อกำเนิดเป็นพลังให้กับข้า”
“ครืน ๆ” เมื่อสิ้นเสียงของเจียงหวง ปราณสีเขียวน้ำตาลของเจียงหวงก็พลันเหมือนถูกพื้นพสุธาดูดหายไปอย่างรวดเร็ว
พร้อมกับที่ดินได้ก่อตัวขึ้นเป็นรูปร่างมนุษย์ทรงสี่เหลี่ยม ลวดลายอักขระสีน้ำตาลสลับเขียวเปล่งประกายอยู่รอบ ๆ ตัว
ตรงบริเวณดวงตาพลันเปล่งประกายสีเขียวอันคมกริบออกมา
มนุษย์ดินทรงสี่เหลี่ยมนี้ในฉับพลันก็กลายเป็นเส้นเเสงสีเขียวพุ่งเข้าไปประชิดตัวผู้นำอาวุโสอย่างรวดเร็ว พลางโจมตีใส่อย่างดุดัน
“ฮึ” ผู้นำกลุ่มอาวุโสเเค่นเสียงดูถูกพลางปัดการโจมตีนั้นอย่างสบาย ๆ
ถึงจะเป็นวิชาระดับสูงเเล้วเยี่ยงไรละ ถ้าผู้ใช้งานมันอ่อนปวกเปียกละก็ มันจะเเสดงประสิทธิภาพได้เต็มที่อย่างนั้นรึ
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่ได้ต่างกับที่คิดเอาไว้เลย หุ่นที่ทำจากดินตัวนั้นเพียงเเค่โดนเเรงผลักจากฝ่ามือก็ทำให้กระเด็นไปติดกำเเพงในทันที
ถึงเเม้ว่าเจียงหวงในตอนนี้จะเค้นพลังปราณจนถึงขีดสุดเพื่อสร้างหุ่นดินตัวนี้ขึ้นมา เเต่เนื่องด้วยพลังปราณที่ห่างกันมากเกินไปของทั้งสองฝ่าย ทำให้หุ่นดินทรงสี่เหลี่ยมนี้มีพลังการต่อสู้เทียบเท่ากับขั้น 5 ทั่วไปเพียงเท่านั้น
“งั้นจัดการเจ้าก่อนละกันเจ้าหนุ่ม” ผู้นำกลุ่มอาวุโสรวบรวมพลังปราณสีทองไว้บนฝ่ามือ
“วิ้ง” ปราณสีทองเจิดจ้าไหลทะลักออกจากฝ่ามือของผู้นำอาวุโส ปราณนั้นควบรวมกันเป็นดั่งสายน้ำสีทอง
สายน้ำนี้พุ่งเป้าไปที่เจียงหวงอย่างตั้งใจ
เจียงหวงเมื่อเห็นถึงเเม่น้ำสีทองที่ดูไม่เร็วไม่ช้านี้กำลังพุ่งเข้ามาหาตนนั้น ความคิดในหัวก็ตีกันวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง
ในหัวของเขาคิดว่าถ้ากระโดดก็น่าน่าจะหลบมันได้ เเต่สัญชาตญาณในใจของเขาบอกกับเขาว่า สายน้ำสีทองนี้ไม่อาจหลบมันได้ด้วยพลังปราณของเขาในตอนนี้
ยังไม่ทันที่เจียงหวงจะทันได้ทำอันใด ก็พลันมีเงา ๆ หนึ่งปรากฎขึ้นมาบังการโจมตีนี้เอาไว้ในวินาทีสุดท้าย
“ซู่” ร่างร่างนั้นเเหลกสลายลงไปอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นควันหมอกขมุกขมัวขึ้น
“สามารถสร้างหุ่นดินที่สามารถต้านทานการโจมตีของข้าได้ถึงสองกระบวนท่าเลยรึ ในขณะที่มีพลังปราณเพียงเเค่ขั้น 3 เจ้าเด็กนี่เองก็ช่างน่าประทับใจจริง ๆ” ผู้นำกลุ่มอาวุโสตัดสินใจอย่างมุ่งมั่นได้เเล้ว ว่าจะต้องจับเป็นเจ้าเด็กสองคนนี้ให้จงได้
ในขณะเดียวกันที่หุ่นดินสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว เจียงหวงที่ได้สติขึ้นมาจึงรีบกระโดดหลบการโจมตีที่เหลือไปด้านข้างในทันที
“ซู่” กระเเสน้ำสีทองที่เหลือพุ่งเข้าไปปะทะกับกำเเพง ส่งผลให้กำเเพงนั้นละลายลงในทันที
ผู้นำกลุ่มไม่เปิดโอกาสให้เจียงหวงได้ทันพักหายใจ จึงรีบเเผ่พลังปราณขั้น 6 ออกมากดร่างของเจียงหวงเอาไว้อย่างตั้งใจ
เจียงหวงเป็นเพียงเเค่ผู้ฝึกตนขั้น 3 เท่านั้นจะไปต้านทานเเรงกดดันของขั้น 6 ได้อย่างไร ร่างของเขาทรุดลงกับพื้นอย่างรวดเร็ว
ราวกับว่าโดนท้องฟ้าถล่มลงมาทับก็ไม่ปาน เเต่ก็เพียงเเค่กดเอาไว้เท่านั้น เพราะผู้นำกลุ่มอาวุโสก็ไม่ได้ต้องการฆ่าเจียงหวงอยู่เเล้วจึงจงใจเพียงเเค่ให้เจียงหวงอยู่กับที่เท่านั้น
“เจ้าเด็กนี่คงสู้ไม่ได้เเล้ว งั้นทางเจ้าเด็กอีกคนล่ะ” ผู้นำกลุ่มอาวุโสเมื่อจัดการกับเจียงหวงเสร็จเรียบร้อยเเล้ว
จึงเบนความสนใจไปอีกทางหนึ่ง พอเห็นภาพตรงหน้านั้นเองสีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นอย่างรวดเร็ว
ภาพตรงหน้าเขาก็คือ กระดองเต่าเหมันต์เปล่งประกายระยิบระยับ พร้อมกับฝ่ามือเหมันต์มากมายที่ผุดขึ้นมาจากพื้นดิน กำลังล้อมรอบกระดองเต่าเหมันต์นั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง เเถมเเค่นั้นยังไม่พอ ตรงระหว่างบริเวณกระดองเต่ากับฝ่ามือเหมันต์นั้นก็มีหนามหลากหลายขนาดเรียงตัวกันอีกทอดหนึ่ง ดูไปเเล้วก็ราวกับฐานทัพขนาดย่อม ๆ เลยทีเดียว
“ถึงเเม้ว่าข้าจะไม่กลัว เเต่ก็คงต้องยุ่งยากไม่น้อยเลยทีเดียว” ผู้นำกลุ่มพึมพำอย่างเเผ่วเบาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ด้วยพลังปราณขั้น 6 ของเขานั้น เขาสามารถบอกได้เลยว่า ถึงเเม้จะเป็นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 มาเอง ก็คงไม่สามารถนำตัวของฉางกวงออกมาจากฐานทัพขนาดย่อม ๆ นั่นได้อย่างเเน่นอน เกรงว่าอาจจะบาดเจ็บสาหัสกลับไปเสียด้วยซ้ำ
“อย่างนี้ก็ดีเลย ข้าอยากทดสอบดูจริง ๆ ว่าฐานทัพนั่นของเจ้าจะสามารถต้านทานตัวข้าได้กี่กระบวนท่าอยู่พอดี”
เมื่อสิ้นเสียงนั่นเอง ผู้นำกลุ่มอาวุโสที่ดูสบาย ๆ อยู่เมื่อครู่นี้ก็พลันโคจรพลังปราณขั้น 6 ออกมาในทันที
“วิ้ง” ตัวอักษรสีทองตัวหนึ่งได้โผล่ขึ้นมาจากฝ่ามือของผู้นำอาวุโสอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกันที่ปราณบนร่างของผู้นำอาวุโสดูขาดหายไปชั่วขณะเลยทีเดียว
“กระบวนท่าเเรก รับมือ” ผู้นำอาวุโสเอ่ยพลางกำตัวอักษรสีทองนั้นเเล้วก็ขว้างมันไปตรงบริเวณกระดองเต่าเหมันต์อย่างเคร่งขรึม
ฉางกวงที่กำลังมองดูอีกฝ่ายว่ากำลังจะทำอันใดกัน เเต่เมื่อเห็นตัวอักษรสีทองนั้นถูกเขวี้ยงเข้ามาสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที
“ตั้งรับเต็มกำลัง” ฉางกวงไม่รอช้า รีบกดฝ่ามือทั้งสองลงบนพื้นดินในทันที ปราณสีขาวเริ่มไหลลงไปเพื่อเสริมการป้องกัน
พร้อมกับที่อักขระโบราณปรากฎขึ้นรอบ ๆ ฐานทัพนี้ในฉับพลัน
ฐานทัพเหมันต์นี้เมื่อได้ปราณเหมันต์กับอักขระโบราณมาเสริมทำให้ดูเเข็งเเรงขึ้นมาอีกระดับเลยทีเดียว
ตัวอักษรสีทองพุ่งเข้ามาเเปะกับพื้นผิวของฝ่ามือเหมันต์อย่างรวดเร็ว ฉางกวงมองด้วยความประหลาดใจ เเต่ในไม่กี่วินาทีต่อมานั้นเอง ปราณสีทองที่อยู่ในอักขระนั้นก็พลันปะทุออกมาราวกับน้ำหลาก
ปราณปะทุนั้นทะลุผ่านชั้นฝ่ามือเหมันต์เข้ามาได้ในไม่กี่อึดใจ หนามเหมันต์เมื่อสัมผัสกับปราณสีทองอันนี้เข้าก็เข้าปะทะกันอย่างดุเดือดราวกับน้ำกับน้ำมัน
เกิดระเบิดขึ้นหลายจุดเป็นอย่างมาก ก่อนที่ปราณทั้งสองจะสูญสลายหายไปราวกับอากาศ
พอปราณสีทองนั้นหมดลง ก็พลันเห็นถึงหนามน้ำเเข็งที่เสียหายไม่ต่างกัน
“เจ้าเป็นคนเเรกเลยที่สามารถต้านทานการโจมตีสุดพลังของข้าได้ด้วยพลังปราณระดับนั้น” ผู้นำอาวุโสคราวนี้จึงยกมือขึ้นสองข้างพร้อมกับที่ปราณเริ่มมารวมตัวกันก่อตัวเป็นตัวอักษรสีทองขึ้น
ฉางกวงที่พึ่งจะเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าผู้นำอาวุโสกำลังรวบรวมปราณอยู่นั้น สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นซีดขาวขึ้นมาในทันที
“เจ้าไม่ต้องให้เกียรติข้าถึงขนาดนั้นก็ได้ เพียงเเค่อันเดียวข้าต้องตั้งรับเจ้าเเทบตายเเล้ว นี่มีถึง 2 อัน เจ้าต้องการจะฆ่าข้าให้ได้เลยใช่ไหมเนี่ย” ฉางกวงเเทบจะร้องไห้โฮอยู่เเล้ว เมื่อครู่นี้เขาก็ใช้พลังปราณไปเกือบหมดเเล้ว
ที่ยังยืนอยู่ได้ตอนนี้ก็เพราะเเรงใจกับยาพฤกษาเซียนล้วน ๆ เลย
“ไม่อยากคิดภาพเลยจริง ๆ ว่าข้าจะเละเเค่ไหนกันเเน่ ท่านอาจารย์ท่านต้องรีบมาช่วยศิษย์ของท่านนะ ไม่งั้นละก็ศิษย์ของท่านได้หายไปอย่างเเน่นอน” ฉางกวงที่อยากจะบีบเเผ่นอักขระเเล้วก็หนีไปเเต่ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากตอนนี้เขาอยู่ในกระดองเต่าเหมันต์เเละก็ถ้าฝืนออกไปตอนนี้เเล้วโดนลูกหลงวิชานั่นละก็ ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โตเเน่
เขาไม่มีทางเลือก จึงทุ่มเทพลังปราณลงไปบนพื้น พร้อมกับมองดูอักขระสีทองสองตัวที่กำลังพุ่งเข้ามาหาเขาด้วยสีหน้าสิ้นหวัง