ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 64 : หลบหนีอย่างรวดร้าว !
“เจ้าเฒ่านี่ ไปรังเเกเด็กเยี่ยงนั้นสนุกรึไร มาเจอกับคนตัวเท่า ๆ กันดีกว่าไหม” พอสิ้นเสียงปุ๊ป เงาร่างหนึ่งก็พลันปรากฎตัวขึ้นเบื้องหน้าของฉางกวงอย่างรวดเร็วพลางใช้มือที่ล้อมรอบไปด้วยปราณสีฟ้าสดใสข้างนั้นปัดการโจมตีด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เมื่อตัวอักษรสีทองนั้นสัมผัสกับมือของเงาร่างนั้น ยังไม่ทันที่มันจะได้เเสดงประสิทธิภาพของตน ก็พลันโดนปราณสีฟ้าสดใสห่อหุ้มไว้อย่างรวดเร็ว เเล้วจึงถูกผลักออกไปทางด้านข้างอย่างง่ายดาย
“มันเป็นไปได้อย่างไร” ผู้นำกลุ่มอาวุโสมองเห็นว่าอีกฝ่ายปัดการโจมตีเขาได้โดยที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็พลันอ้าปากค้าง ความตกตะลึงเต็มอยู่ในสายตา
ตัวอักษรสีทองนั้นเมื่อมันสัมผัสกับสิ่งใดมันก็จะเกาะติดได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ไม่เว้นเเม้เเต่พลังปราณของผู้ฝึกตนก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
“เเต่ทำไม… หรือว่า” ผู้นำกลุ่มอาวุโสมองเงาร่างนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เงาร่างนั้นซึ่งก็คือเเขกอาวุโสนั่นเอง เขาไม่สนใจสายตานั้นเลยเเม้เเต่นิดเดียว รีบเข้าไปดูลูกศิษย์ทั้งสองของตนในทันที
“เเล้วอย่างไรเล่า ถึงเเม้ว่าพลังปราณของข้าอาจจะสู้เจ้าไม่ได้ เเต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ให้เจ้ามาดูถูกข้าเยี่ยงนี้”
เหตุผลเดียวเท่านั้นที่ทำให้วิชาของเขาใช้ไม่ได้ผลกับอีกฝ่าย นั่นก็คือความเข้มข้นของปราณอีกฝ่ายต้องมากกว่าเขาอย่างเเน่นอน
ถึงจะรู้อย่างนี้เเล้ว เเต่ว่าผู้นำกลุ่มอาวุโสก็รู้สึกไม่ถูกใจท่าทีเยี่ยงนี้ของอีกฝ่ายเลย จึงอดไม่ได้ที่จะตวาดใส่อีกฝ่ายอย่างดุดัน
“เจ้าก็ดีเเต่รังเเกเด็กรึไร ทีกับข้านี้เอาเเต่เห่าอย่างเดียวเลยนะ” เเขกอาวุโสเดินไปหิ้วฉางกวงที่พึ่งหมดสติไปเมื่อครู่กับเจียงหวงที่บาดเจ็บสาหัสไปไว้ด้านข้างอย่างรวดเร็ว
มองสำรวจทั้งสองอยู่ชั่วครู่สีหน้าก็พลันดำคล้ำลงอย่างเห็นได้ชัด เเต่ก็ไม่รอช้ารีบนำยาพฤกษาเซียนออกมาจากสาบเสื้อป้อนให้กับทั้งสองอย่างเคร่งขรึม
“ได้ ข้าไม่สนเเล้วว่าเจ้าจะเป็นใคร จงตายไปซะ” ผู้นำกลุ่มอาวุโสเมื่อได้ยินคำพูดของเเขกอาวุโสพร้อมกับเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงเมินตนอยู่ จึงลงมือร่ายวิชาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยโทสะ
“อึก” หลังจากที่ร่ายวิชาเสร็จผู้นำกลุ่มอาวุโสพลันกระอักเลือดออกมากองหนึ่งในทันที
เลือดกองนั้นพลันเริ่มก่อตัวกลายเป็นตัวอักษรสีเเดงทองหนึ่งพยางค์อย่างรวดเร็ว
เมื่อมันก่อตัวสำเร็จ กลิ่นอายความเคียดเเค้น ความตายก็เเผ่ออกมาจากมันอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมามันก็พุ่งเข้าใส่เเขกอาวุโสอย่างมุ่งร้าย
เมื่อเห็นเช่นนั้น เเขกอาวุโสควักรูปปั้นรูปหนึ่งออกมาถือไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่ายวิชาในทันที
“วิ้ง” ปราณสีฟ้าน้ำทะเลพลันมารวมตัวบนมืออีกข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว เรียกให้ถูกก็คือนิ้ว ๆ หนึ่งในนั้น
พลันวาดนิ้วนั้นบนอากาศพลางนำรูปปั้นอักขระที่อยู่อีกมือหนึ่งมาไว้ด้านหน้านั้นอย่างรวดเร็ว
“ฮึ่ม” เมื่ออักขระที่วาดไว้บนอากาศได้หลอมรวมกับรูปปั้นอักขระตนนั้นเเล้ว
มันเปล่งประกายสีฟ้าสดใสออกมาในทันที พร้อมกับเสียงดังสนั่นครืนครั่นของรูปปั้นหรือก็คือสัตว์อักขระตัวนี้นั้นขยายร่างของมันออกมาอย่างฉับพลัน
มัจฉามีปีกตัวมหึมาพลันปรากฎออกมาเบื้องหน้าสายตาหลายคู่อย่างรวดเร็ว อักขระสีดำบนตัวมันพลันส่องประกาย
ตัดกับรอบข้างของมันที่มีสายน้ำสีฟ้าใสที่เกิดมาจากปราณของเเขกอาวุโส ทำให้ดูราวกับภาพวาดในตำนานปรัมปรายิ่งนัก
“วิชาพญาคุนเผิง คุนเผิงทะยาน” เเขกอาวุโสตะโกนอยู่ในใจ พร้อมกับพญาคุนเผิงขนาดยักษ์ทะยานตัวเข้าไปหาตัวอักษรสีทองปนเเดงเลือดนั้นอย่างยิ่งใหญ่ สายปราณสีฟ้าก็พลันลอยตามอีกฝ่ายไปด้วยในทันที ดูราวกับว่าพญาคุนเผิงกำลังทะยานตัวอยู่ในมหาสมุทรชลทาน ทำให้ผู้คนอดที่จะเลื่อมใสศรัทธาไม่ได้
วิชาทั้งสองปะทะกับกลางอากาศอย่างรวดเร็ว เเต่วิชาของผู้นำกลุ่มอาวุโสรึจะสู้วิชาพญาคุนเผิงได้
ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องนั้นเลย เพียงเเค่ระดับความเข้มข้นของพลังปราณที่เเตกต่างกันอยู่เเล้วก็พอจะชี้วัดผลในครั้งนี้ได้เเล้ว
“โครม เปรี้ยง” ตัวอักษรสีทองปนเเดงเลือดก็พุ่งเข้าไปเกาะพญาคุนเผิงในทันที เเต่มันก็ได้เพียงเกาะอยู่กับสายน้ำสีฟ้านั้นเท่านั้น
ส่วนพญาคุนเผิงก็พลันพุ่งเข้าใส่ผู้นำอาวุโสอย่างไม่ลังเลเลยเเม้เเต่ ในขณะที่ตัวอักษรสีทองปนเเดงเลือดนั้นก็พยายามกัดกร่อนสายน้ำสีฟ้าอย่างดุร้าย เเต่สายน้ำนั้นก็ตอบโต้กลับเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ผู้นำกลุ่มอาวุโสก็รีบเคลื่อนไหวหลบไปด้านข้างในทันทีด้วยสีหน้าที่ซีดขาว
เขาสังหรณ์ใจว่าถ้าไม่หลบละก็ สภาพของเขาต้องเอน็จอนาถอย่างเเน่นอน
“อึก” ถึงเเม้ว่าจะทำเยี่ยงนั้นก็ตาม เเต่ผู้นำกลุ่มอาวุโสก็ยังกระอักเลือดออกมาอยู่ดี สีหน้าดูซีดเซียวลงเป็นอย่างมาก
“วิชากระจอกเเค่นี้รึคิดจะมาสู้กับข้า เจ้าไปเรียกซ่งหมิงเทามาดีกว่า ไม่งั้นเจ้าเตรียมตัวกลายเป็นร่างไร้วิญญาณอยู่ตรงนี้ได้เลย” เเขกอาวุโสเเค่นเสียงเยาะ เอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ
“โฮ่ ไม่คิดว่าจะได้เห็นฉากเด็ดเข้าให้เเล้ว เจ้าช่างเเข็งเเกร่งยิ่งนัก เเขกอาวุโสจ้าวเฟิง รึจะให้ข้าเรียกว่าหัวหน้าสมาคมจ้าวดีล่ะ” เสียงปรบมือมาพร้อมกับเงาคนกลุ่มหนึ่งปรากฎตัวขึ้นตรงด้านหลังของเเขกอาวุโสอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเงากลุ่มนั้น ผู้นำกลุ่มอาวุโสก็พลันยกยิ้มคิดในใจว่าตนเองรอดเเล้ว ท่าทีจึงดูผ่อนคลายลง เคลื่อนตัวออกไปด้านข้างอย่างโอนเอน
“พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มาเลยรึนี่ เจ้าอยากเรียกข้าด้วยนามใดก็เชิญเลย” เเขกอาวุโสตอบรับด้วยท่าทีเรียบเฉย ไม่มีทีท่าว่าจะปฎิเสธเลยเเม้เเต่น้อย
“หา” ฉางกวงที่พึ่งได้สติขึ้นมาสีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึงขึ้นมาในทันที
ถึงเเม้ว่าภายในใจจะเคยคาดเดาเรื่องนี้เอาไว้ก่อนเเล้ว เเต่พอมารู้ความจริงเข้าก็อดที่ตกตะลึงขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน
เจียงหวงที่พึ่งฟื้นขึ้นมาอยู่ข้าง ๆ สีหน้าก็พลันเรียบเฉยดั่งเคย ดูไม่ออกเลยเเม้เเต่น้อยว่าคิดอันใดอยู่
“พวกเจ้าจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบไปจับตัวเจ้าเด็กนั่นมาซะ” รองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาไม่สนใจอาการตกตะลึงของฉางกวงเลยเเม้เเต่น้อย จึงรีบสั่งให้กลุ่มคนที่ตามมาด้านหลังเข้าจับกุมตัวฉางกวงในทันที
“ขอรับ” 5 คนที่ยืนอยู่ทางด้านหลังของรองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทานั้นใส่ชุดที่ฉางกวงไม่ค่อยคุ้นเคยนัก เเต่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายจะต้องเป็นคนของ 3 ตระกูลเซียนอย่างเเน่นอน
เเต่ละคนได้พุ่งตัวเข้าไปล้อมฉางกวงเอาไว้อย่างรวดเร็ว ปราณที่สาดซัดออกมาจากเเต่ละคนนั้นดูไม่ธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง
“ขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 2 คน เเละก็ขั้น 5 อีก 3 คนงั้นรึ” ฉางกวงที่มองผู้ฝึกตนครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 เเละขั้น 5 ทั้งสองกำลังยืนล้อมเขาไว้อย่างจริงจัง
ส่วนผู้ฝึกตนขั้น 5 คนที่เหลือก็พุ่งตัวเข้าปะทะกับเจียงหวงโดยไม่ลังเล
“ฉางกวง เจ้าหนีไปเสีย” เเขกอาวุโสเห็นท่าว่าจะไม่ดี จึงรีบโยนเเผ่นหยกให้กับฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“ท่านอาจารย์…” ฉางกวงที่กำลังลังเลอยู่ก็หันไปมองรอบ ๆ พลันเห็นว่าคนรอบตัวของเขาเเต่ละคนที่พยายามปกป้องเขานั้น สภาพในตอนนี้นับว่าดูไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง
สิ่งนี้จึงทำให้ฉางกวงยิ่งตัดสินใจได้ในทันที รีบใช้ความเร็วสูงสุดของตนเพื่อสลัดกลุ่มคนที่ล้อมเขาเอาไว้ให้ได้
เนื่องจากว่าเเผ่นหยกสั่งการตึกอักขระนี้ค่อนข้างเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง ฉางกวงจึงไม่อยากเสี่ยงให้การเคลื่อนย้ายครั้งนี้โดนขัดได้
“เสร็จข้าล่ะ” ฉางกวงพลันบดเเผ่นหยกนั้นลง ฉับพลันนั้นเองกับที่พลังงานมิติเข้ามาล้อมรอบตัวของฉางกวงเอาไว้ในทันที
“ถ้าเจ้าไปเสียตอนนี้ละก็ ลุงจินสุดที่รักของเจ้าจะเป็นอันใดไปข้าก็ไม่รับรองให้หรอกนะ” ซ่งหมิงเทาเอ่ยออกมาอย่างชั่วร้าย หวังจะทำให้ฉางกวงรู้สึกลังเล
“ฮึ ไม่มีประโยชน์หรอก ค่ายกลตึกอักขระเปิดใช้งานไปเเล้ว ไม่มีใครสามารถหยุดมันได้ทั้งนั้น” เเขกอาวุโสหันไปมองด้านฉางกวงที่มีวงอักขระผุดขึ้นมาล้อมรอบ เเล้วเริ่มเปล่งเเสงสว่างจ้าออกมา
“ว่าไงนะ ลุงจินงั้นรึ” ฉางกวงเมื่อได้ยินชื่อลุงจินขึ้นมา ภาพที่ลุงจินกำลังยกเนื้อวัวปิ้งมาให้เขาอย่างเอ็นดูก็พลันผุดเข้ามาในหัว
“ฮ่า ๆๆ กวงน้อย เจ้าเดินได้เเล้วนะ มา ๆ เนื้อวัวอยู่ตรงนี้เเล้ว”
“กวงเอ๋อ เจ้าอย่าลืมอาบน้ำอาบท่าก่อนนอนด้วยนะ”
“กวงเอ๋อ ตัดไม้ในป่าก็อย่าหักโหมนักล่ะ กลับมาเร็ว ๆ หน่อยนะ”
“กวงเอ๋อ เจ้า…”
ภาพมากมายที่ได้อยู่กลับลุงจินก็พลันผุดขึ้นมาไม่หมดสิ้น หัวใจก็เริ่มรู้สึกเจ็บเเปลบขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้
“ไม่…ไม่จริง ทำกันเกินไปเเล้วนะ” ภาพที่ฉางกวงเห็นเป็นภาพสุดท้ายก่อนที่จะจากไป ก็คือเจียงหวงที่โดนกลุ่มคนตระกูลเซียนจับมัดมือไว้เเล้วซ้อมกันอย่างสนุกสนาน ก็ยิ่งทำให้ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย รู้สึกว่าตนเองช่างไร้พลังยิ่งนัก
“ทำไมกัน…ทำไม ท่านอาจารย์ เจียงหวง เเละก็ลุงจินที่ยังไม่รู้ชะตากรรม ทำไมโลกใบนี้ช่างโหดร้ายยิ่งนัก” ฉางกวงหายไปจากค่ายกล พร้อมกับประโยคนี้ที่ดังก้องอยู่ในหัว
เมื่อเห็นว่าฉางกวงได้จากไปเเล้ว รู้ว่าสู้ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เเขกอาวุโสจึงยกมือยอมเเพ้ในทันที
“จงจับพวกกบฏทรยศสำนักเหล่านี้เอาไว้ซะ” รองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
กลุ่มคนตระกูลเซียนเมื่อครู่นี้จึงนำตัวเจียงหวงพร้อมกับเเขกอาวุโสไปขังไว้นำฝ่ายคุมกฎในทันที
“จงนำคำสั่งของข้าออกไปในทันที ฉางกวงศิษย์สายในได้ทรยศต่อสำนักทวนธารา ข้าในนามของรองเจ้าสำนักก็ไม่อาจทนมองความชั่วร้ายนี้ได้ ขอออกประกาศจับเป็นหรือตายก็ได้ เงินรางวัล 100000 เหรียญทองทวนธารา” รองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงคุณธรมเป็นอย่างยิ่ง
“ขอรับ ท่านรองเจ้าสำนักช่างเปี่ยมคุณธรรมยิ่งนัก” คนที่อยู่รอบ ๆ รีบเอ่ยเยินยอในทันที
เเละเเล้วการก่อการปฏิวัติของสามตระกูลเซียนก็เป็นผลสำเร็จ ทางสำนักเบื้องบนก็ให้คำยอมรับเรียบร้อย เป็นอันเสร็จสิ้น
ถึงเเม้ว่าเจ้าสำนักคนเก่ากลับมาก็ทำอันใดไม่ได้เเล้ว
คำสั่งเเรกของ 3 ตระกูลเซียนที่ออกมาในทันทีเลยก็คือ ฉางกวงศิษย์สายในทรยศสำนัก จับเป็นหรือตายก็ได้ มีเงินรางวัลให้อย่างงาม
คนที่เคยรู้จักกับฉางกวงก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ส่วนพวกที่ไม่ชอบฉางกวงก็พลันรู้สึกสะใจอยู่ข้างใน
“หวังว่าเจ้าจะกลับมาด้วยความยิ่งใหญ่นะ” เฉินเฟยที่ได้ยินคำสั่งนั้นออกมาก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาหลายส่วน
“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องกลับมา” ซ่งหยวนที่อยู่ในกลุ่มคนเองก็สีหน้าเรียบเฉยเเต่ก็อดไม่ได้ที่ทอดถอนหายใจเเทนฉางกวง
คุณหนูจินที่อยู่ด้านข้างสีหน้าก็ไร้อารมณ์ไปตั้งเเต่ตอนที่ 3 ตระกูลเซียนก่อเรื่องเเล้ว
พอได้ยินว่าฉางกวงถูกประกาศจับ สีหน้าก็พลันเปลี่ยนมาเป็นซีดเซียวในทันที
“เจ้าจะต้องกลับมาเพื่อช่วยทุกคนให้ได้นะ” หยดน้ำสายหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาของคุณหนูจินในขณะที่กำลังมองเหม่อออกไปบนท้องฟ้าอย่างเศร้าสร้อย
จบภาคเเรกครับ
ขอขอบคุณที่ติดตามมาจนถึงตอนนี้นะครับ
ผมขอลาหยุด 1 อาทิตย์นะครับ
ภาค 2 จะมาต่อพร้อมกับติดเหรียญล่วงหน้านะครับ ส่วนคนที่รออ่านอยู่ก็ยังมีให้อ่านเช่นเดิมครับ
คือปลดวันเว้นวันครับ
ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ มารอติดตามกันต่อว่าฉางกวงจะทำเช่นไรต่อไปครับ
จาก เเซลมอนรมควัน