ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 7: มัจฉาครึ่งตัว ?
ระหว่างเดินทางนั้น ฉางกวงพบเจออุปสรรคมากมาย ทั้งสภาพอากาศเอยสัตว์ดุร้ายเอย เเต่เขาก็ผ่านมาได้ด้วยความมั่นใจเเละเเน่วเเน่
เส้นทางที่ออกจากป่านั้นมีเป็นทางสายเล็กๆ ทอดยาวไปด้านหน้า ช่วงเเรกๆ ของทางนั้นดูเหมือนป่าพฤกษาเมฆาปกติ พอผ่านมาได้ซักพักนั้น สังเกตได้เลยว่าต้นไม้เริ่มหนาเเน่นน้อยลง ทางเริ่มสว่างกว่าป่าทางด้านหลังเล็กน้อย
เดินไปเรื่อยๆ จนผ่านมาได้ 2วัน ระหว่างทางนี้ เขาอาศัยปีนต้นไม้ สร้างห้างเล็กๆ ไว้ วันที่ฝนตกเขาก็ลำบากเพิ่มอีกหน่อยสร้างที่บังฝนอย่างง่าย จากไม้ไผ่ในกระเป๋าที่ลุงจินเตรียมมาให้เขา ส่วนเนื้อลุงจินเตรียมเป็นเนื้อโคเเห้ง โรยเกลือ เพียงพอใน 2วัน
ทำให้เขาเดินทางครั้งนี้ไม่ยากลำบากนัก
“ในที่สุดก็ถึงเเล้วสินะ…” ทิวทัศน์ข้างหน้าคือนครที่มีความเจริญรุ่งเรือง บ้านทรงจีนโบราณเรียงกันเป็นเเถวๆ อย่างเป็นระเบียบ กลางนครมีจวนหลังใหญ่โตหรูหราวิจิตรตระการตา มีน้ำเเม่เเทรกหลายเส้นสาย รอบๆ ตัวเมือง มีผู้คนเดินขวักไขว่ บรรยากาศครึ้นเครง
“นี่หรือ ภายนอกป่า ช่างยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนัก” ฉางกวงน้ำเสียงตื่นเต้น เเววตาวิบวับ เป็นประกาย พลางรีบเดินเข้านคร ปานกลัวนครวิ่งหนีหายไป
จนมาถึง หน้าประตูบานใหญ่สีแดง ตัวอักษรตง (ตะวันออก) สีขาวตัวใหญ่อยู่กลางประตูมีกำเเพงข้างๆ
บนกำแพงมีทหารควรตรวจตราสอดส่อง ถ้าใครดูมีวัตถุประสงค์ไม่ดี จะโดนคุมตัวโดยทันทีโดยไม่ยกเว้น
“หยุดอยู่ตรงนั้น เเจ้งชื่อเเซ่ ที่อยู่ มาไม่งั้นเจ้าก็ผ่านไม่ได้” ทหารพูดเสียงดัง น้ำเสียงเรียบเฉย
ฉางกวงได้ยินดังนั้นจึงตอบในทันที “ใต้เท้า ข้าน้อยชื่อกวง เเซ่เฉา ข้าน้อยอาศัยอยู่ในป่าพฤกษาเมฆา”
“เจ้ามาที่นครเเห่งนี้ด้วยเรื่องอันใด เเจ้งมา” สีหน้าทหารเรียบเฉย ในเเววตามีประกายความดูถูก
“ข้าน้อย มายังเมืองเพราะได้ยินว่าสำนักในเมืองรับศิษย์ ข้าเลยอยากมาลองทดสอบดู” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อม ก้มหน้าลงในเเววตาวิบวับ
“เช่นนั้นรึ งั้นก็เข้ามาในเมืองได้” ทหารน้ำเสียงเรียบเฉย เเววตายังคงดูถูกเเละเยาะเย้ย
พอได้ยินเช่นนั้นฉางกวงก็ไม่พูดอะไร พลางเดินเข้าไปในประตูคิดในใจว่า “เจ้าทหารนั่นคงดูถูก คิดว่าข้า เป็นชนเผ่าบ้านป่าเมืองเถื่อนเป็นเเน่”
นครมัจฉาวารีนั้นจะเเบ่งเป็น 3เขต ส่วนหัว ส่วนตัว เเละส่วนหาง โดยเเต่ละเขตจะมีเเม่น้ำคั่นระหว่างเขต ส่วนหางนั้นอยู่ทางทิศตะวันออกที่ฉางกวงเพิ่งเดินเข้ามา ส่วนนี้จะให้ประชากรยากจน ไม่ค่อยมีเงินอยู่ บรรยากาศจึงดูไม่ค่อยหรูหรานัก ถัดจากส่วนหางก็คือส่วนตัว คือที่ๆ คนส่วนใหญ่อยู่อาศัยกัน บรรยากาศคึกคัก ผู้คนจอแจ
ความหรูหราก็มากกว่าส่วนหางหลายส่วนกลางตัวปลามีจตุรัสวงกลม มีจวนเจ้านครวิจิตร ตระการตาใหญ่โตตั้งอยู่ ซึ่งคนทั่วไปก็จะคิดว่านครมัจฉาวารีนั้นมีเเค่ 2 ส่วนนี้เท่านั้นเเต่ถ้าผ่านส่วนลำตัวไปทางทิศตะวันตก ก็จะเจอหัวมัจฉาที่ซ่อนอยู่ เป็นที่อยู่เหล่าเซียน สำนัก ตระกูลทั้งหลาย คนทั่วไปจะคิดว่าเซียนนั้นเป็นตำนาน มีอยู่จริงเเต่ไม่รู้ว่าพวกเซียนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน มีส่วนน้อยที่ได้เห็นเซียน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้เฒ่าผู้เเก่ทั้งสิ้น เเถมส่วนหัวมัจฉายังมีการอารักขาอย่างเเน่นหนาจากเจ้านคร
เเละส่วนหัวก็มีการพรางตาด้วย จึงไม่เเปลกที่คนทั่วไปจะคิดว่าเซียนเป็นตำนาน เเละเมืองมีเเค่ 2ส่วน ส่วนที่คนมาอารักขาผู้คนก็คิดว่า คงเป็นโกดังเก็บข้าวของเงินทองเจ้านคร
“ที่นี่ดูไม่ค่อยหรูหราเลย ไม่ได้ๆ ข้ามัวเเต่คิดอะไรอยู่เนี่ย รีบหาที่พักก่อน ไม่งั้นนอนข้างถนนเเน่ๆ” ฉางกวงเดินไปรอบๆ มองไปมองมาอย่างร้อนรน