ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 70 : ออกจากเทือกเขา
“บึ้ม” พื้นที่ ๆ ฉางกวงยืนอยู่เมื่อครู่นี้พลันเกิดเป็นหลุมยุบขึ้นมาคล้ายกับว่ามีหมัดที่มองไม่เห็นได้กระแทกลงมายังพื้นตรงจุดนั้นอย่างจัง
คลื่นกระแทกที่แผ่ออกมานั้นทำให้สีหน้าของฉางกวงเปลี่ยนไปในทันที
“เมื่อครู่นี้ ถ้าข้ายังยืนอยู่ตรงนั้นละก็ ได้เละเป็นเนื้อบดอย่างแน่นอน” ฉางกวงพึมพำด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังคงไม่หยุดเคลื่อนไหวเพื่อหลบหนีออกจากบริเวณนี้
ด้วยคลื่นที่เข้ามากระทบเมื่อครู่นี้ คาดการณ์แรงกดดันได้เลยว่าจะต้องเหนือกว่าขั้น 7 ขึ้นไปเป็นแน่ ด้วยการที่ฉางกวงเคยเห็นรองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาใช้พลังปราณขั้น 7 มาก่อนจึงไม่ยากเลยที่จะคาดการณ์ออกมาเช่นนี้ออกมาได้
เมื่อเคลื่อนไหวออกห่างจากจุดนั้นได้ประมาณ 5 ลี้ ลางสังหรณ์ที่บอกว่าอันตรายก็หยุดลง ฉางกวงก็พลันถอดทอนหายใจอย่างโล่งอก
“งั้นหยุดพักตรงนี้ชั่วคราวก่อนละกัน” ฉางกวงมองไปรอบ ๆ ตัวเพื่อหาสถานที่ที่สามารถพักผ่อนได้
ใช้เวลาไม่นานก็หาถ้ำที่ดูปลอดภัยได้แห่งหนึ่ง แน่นอนว่าฉางกวงลงมือจัดการสัตว์อสูรที่อยู่ในถ้ำนั้นได้อย่างง่ายดาย
“จะว่ามันเหมาะสมก็เหมาะอยู่หรอก แต่เสียที่ว่ามันมืดไปหน่อยก็เท่านั้น”
ฉางกวงพึมพำไปพลางคิดไปพลาง ก็พลันนึกถึงไฟเหมันต์ที่อยู่ข้างในร่างของตนขึ้นมาได้ จึงรีบสื่อสารกับอีกฝ่ายในทันที
เปลวไฟเหมันต์นั้นก็เหมือนกับรับรู้ความต้องการของฉางกวง มันจึงแบ่งตัวเองจากร่างกายของฉางกวงออกมาส่วนหนึ่ง ออกมาอยู่ในตะเกียงอักขระที่ฉางกวงเตรียมรอเอาไว้แล้ว
“วิ้ง” ตะเกียงอักขระสีดำน้ำหมึกพลันปรากฏสีขาวส่องส่าวออกมาตัดกันได้อย่างสวยงาม
เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ทำให้ฉางกวงยกยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“มันต้องอย่างนี้สิ มืดเกินไปก็ไม่ดี” ฉางกวงไม่รอช้ารีบปิดด่านรักษาอาการของตนในทันที
พลังปราณขั้น 5 แห่งขอบเขตขยายปราณในร่างกายพลันโคจรออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อเร่งให้บาดแผลปิดได้เร็วยิ่งขึ้น ส่วนยาพฤกษาเซียนที่ยังเหลืออยู่ไม่กี่เม็ดนั้น เขาคิดว่ากินไปก็รังแต่จะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เขาจึงตัดสินใจไม่ใช้มันในตอนนี้
ด้วยการที่ปราณของฉางกวงมีคุณสมบัติทั้งร้อนและเย็นผสานกันมา ซึ่งมาจากปราณสีส้มแดงกับสีขาว จึงทำให้บาดแผลและพลังปราณที่พร่องไปของฉางกวงนั้นฟื้นฟูขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วเป็นอย่างมากเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ทั่วไป
ในระหว่างที่ภายนอกนั้นร่างกายกำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็วอยู่นั้นเอง
ภายในร่างกายหรือก็คือจิตใจนั้น ฉางกวงก็ไปจ้องมองเปลวไฟเหมันต์อย่างสนอกสนใจ
เปลวไฟเหมันต์ที่รู้ตัวแล้วว่าฉางกวงกำลังจ้องมองมันอยู่ มันก็สงบลงอย่างแปลกประหลาด
ถ้ามันเป็นมนุษย์ละก็ตอนนี้คงจะยืนสบตากับฉางกวงพร้อมกับรอคำพูดของอีกฝ่ายไปแล้ว
“เจ้าเป็นคนทำให้ข้าฝันใช่ไหม นอกจากเจ้าแล้วยังมีสหายของเจ้าอีกใช่ไหม”
ฉางกวงรัวคำถามใส่อีกฝ่ายอย่างรวดเร็วพลางนึกไปถึงในฝันของตนที่ประกายแสงสีขาวบ่นพึมพำออกมาราวกับคนบ้า
เปลวไฟเหมันต์สีขาวไม่ตอบรับใด ๆ ออกมาทั้งสิ้น เพียงแค่ไฟกระเพื่อมขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น
“เจ้ายังไม่อยากเล่าก็ช่างมันละกัน ข้าเชื่อว่าสักวันหนึ่งข้าจะต้องได้รู้มันได้เองอยู่ดี” ฉางกวงเอ่ยด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
ถ้าเขาแข็งแกร่งไม่พอละก็ อย่าหวังว่าจะตามหาพ่อแม่พบได้เลย แม้แต่ชีวิตของตนเองก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้
เปลวไฟเหมันต์ที่เห็นเช่นนั้นก็เกิดการกระเพื่อมขึ้นอีกกครั้งราวกับว่าเห็นด้วยกับความคิดของฉางกวง
“งั้นข้าไปปิดด่านเพิ่มพลังปราณต่อดีกว่า” เมื่อคิดถึงว่าถ้าตนเองยิ่งแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น การที่จะได้พบกับพ่อแม่ของตนเองก็จะยิ่งเร็วขึ้น ทำให้ฉางกวงเกิดแรงฮึดขึ้นมา รีบนั่งลงเพื่อเพ่งสมาธิยังจุดศูนย์กลางของร่างกายในทันที
ภาพเมล็ดสีขาวแกมส้ม 2 เมล็ดกำลังล่องลอยไปมาพลันปรากฏขึ้นตรงเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ฉางกวงจึงเริ่มแบ่งพลังปราณบางส่วนเพื่อมาก่อตัวเมล็ดส้มเม็ดที่ 3 ของตนเองอย่างไม่ลังเล
สิ่งนี้ส่งผลต่อการรักษาภายนอกอยู่บ้าง แต่ฉางกวงก็ยังคงมุ่งมั่นเพื่อสร้างเมล็ดส้มเม็ดที่ 3 ของตนเองอย่างไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก
“เมล็ด 2 เมล็ดที่ผ่านมาของข้านี่ก็ช่างดูแข็งแกร่งจริง ๆ” ฉางกวงที่กำลังรวบรวมปราณมาสร้างเมล็ดที่ 3 อยู่เพลิน ๆ ก็พลันหันมาสังเกตยัง 2 เมล็ดที่อยู่ในร่างของตนเองอย่างครุ่นคิด
ถ้าสังเกตดูดี ๆ ก็จบพบได้ว่าเมล็ดสีขาวส้มทั้งสองนี้นอกจากจะแผ่กลิ่นอายของพลังปราณปกติของฉางกวงแล้ว แต่ก็ยังแผ่พลังงานอีกรูปแบบหนึ่งออกมาอีกด้วย
“พลังงานนี้คล้ายกับแรงกดดันของสัตว์อสูรจะว่าใช่ก็ใช่ แต่ก็ยังคงแตกต่างกันอยู่บางส่วน ไม่รู้ว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่ในขั้นขยายปราณเหมือนกันกับข้า จะเป็นเหมือนกันรึเปล่านะ” ฉางกวงมองไปยังเมล็ดทั้งสองของตนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แต่ถ้าว่าแขกอาวุโสหรือผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ ที่อยู่ในขั้นเดียวกันได้มาเห็นฉากนี้เข้าละก็ เกรงว่าจะต้องตกอกตกใจทำสีหน้าแปลกประหลาดออกมาอย่างแน่นอน
“ข้านี่ก็ช่างเหลวไหลเสียจริง” ฉางกวงรีบหันความสนใจไปมองยังก้อนพลังงานที่พึ่งก่อตัวขึ้นมาในทันที
“ข้าน่าจะสามารถนำพลังงานที่ได้จากภูเขาเมื่อครู่นี้มาใช้ได้นะ” ฉางกวงรีบนำพลังงานที่ไฟเหมันต์ย่อยสลายเศษภูเขาลูกเมื่อครู่มาใช้ในทันที
เมื่อพลังงานนี้ได้เข้ามาหลอมรวมกับก้อนพลังปราณที่ก่อตัวขึ้น ก็ทำให้กระบวนการการระเบิดตัวเหมือนกับถูกเร่งเวลาขึ้นมา
“ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ดีแน่” ฉางกวงรีบหยุดการถ่ายทอดพลังงานเข้าไปในทันที
ถ้าเกิดว่าปล่อยให้ก้อนพลังงานนี้ระเบิดออกมาละก็ ไม่ต่างอะไรกับการจะบรรลุขั้นไปขั้นต่อไปเลย ซึ่งนั่นเป็นภาพที่ฉางกวงไม่อยากจะเห็นมากที่สุดในตอนนี้
การบรรลุขั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ว่าการที่รีบบรรลุขั้นเกินไปก็อาจจะส่งผลเสียให้พลังปราณไม่มั่นคง ซึ่งส่งผลต่อการฝึกพลังปราณขั้นที่สูงกว่านี้ ฉางกวงไม่ปล่อยให้เส้นทางการฝึกตนในวันข้างหน้าต้องมาติดขัดด้วยความโลภเพียงแค่นี้หรอก
“งั้นก็เท่ากับข้าทำอันใดต่อไม่ได้แล้วน่ะสิ” ฉางกวงพึมพำพลางถอดทอนหายใจ
ถ้าเกิดว่าฝึกไม่ได้ งั้นก็รีบกลับไปเตรียมตัวคัดเลือกลูกศิษย์เซียนดีกว่า
คิดได้ดังนั้นฉางกวงจึงรีบเก็บไฟเหมันต์เข้ามาพลางสลายตะเกียงอักขระอย่างเรียบง่าย แล้วจึงออกมาจากถ้ำปิดด่านของตนในทันที หลังจากนั้นก็ทะยานออกตัวเพื่อออกจากเทือกเขานรกเหมันต์อย่างรวดเร็ว
ระหว่างทางนั้นเอง
“เจ้าจะไปไหน” ชายวัยกลางคนร่างยักษ์เมื่อเห็นฉางกวงทะยานตัวผ่านมาพอดีมันจึงรีบเร่งไล่ตามไปอย่างไม่รอช้า
“เอาไว้วันหลังก่อนเจ้าเสือสมควรตาย วันนี้บิดาของเจ้าไม่มีเวลาว่างมาเล่นกับเจ้าแล้ว” ฉางกวงเอ่ยพลางร่าย วิชาเหมันต์พิโรธ ออกมาอย่างรวดเร็ว
ในชั่วกระพริบตานั่นเอง หอกน้ำแข็งโปร่งใสแวววาวที่มีอักขระโบราณสลักอยู่ปรากฏขึ้นมาบนมือของฉางกวง
พร้อมกับในเพียงไม่กี่ชั่วอึดใจต่อมานั้น ฉางกวงก็ปาหอกนั้นสกัดการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายในทันที
พยัคฆ์ขาวในร่างชายวัยกลางคนเมื่อเห็นหอกอันนั้นพุ่งมาหาก็คิดจะหลบโดยสัญชาตญาณ
แต่ก็พบว่า ถ้าตนเองหลบไปละก็ จะต้องตามฉางกวงไปไม่ทันอย่างแน่นอน
“ฮึ คิดว่าลูกไม้แค่นี้จะใช้กับข้าได้ผลงั้นรึ” ชายวัยกลางตนร่างยักษ์พลันเปลี่ยนมือทั้งสองข้างของตนเองให้กลายเป็นกรงเล็บในทันที พร้อมกับเตรียมตัวคว้าหอกเอาไว้อย่างระมัดระวัง
แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เมื่ออุ้งมือพยัคฆ์เข้าสัมผัสกับหอกนั้นเอง สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึงขึ้นมาในทันที
“เจ้าหนูนั่นมันแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว แถมกลิ่นอายนี่มัน” ชายวัยกลางคนที่ถึงแม้จะใช้อุ้งเท้าพยัคฆ์ในการคว้าหอก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ต้องใช้เวลาตั้งหลายสิบอึดใจเพื่อหยุดหอกน้ำแข็งที่บ้าคลั่ง
อันนี้ แล้วที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ พอมันเงยหน้าเพื่อจะตามฉางกวงต่อนั้นเอง ร่องรอยของอีกฝ่ายก็หายไปแล้ว
“เจ้าหนูนั่น ถ้าเจอกันครั้งหน้าเกรงว่ามันต้องมาซ้อมข้าเป็นอันดับแรกเป็นแน่” ชายวัยกลางคนรู้สึกว่าจะปล่อยให้อีกฝ่ายพัฒนาไปฝ่ายเดียวไม่ได้ ตัวมันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน
คิดได้ดังนั้นจึงเริ่มคิดหาวิธีเพิ่มพลังกายของตนเองอย่างจริงจังพร้อมกับเดินกลับไปยังที่อยู่ของมัน
“หวังว่าจะทันนะ” ฉางกวงที่รู้อยู่แล้วว่าหอกเล่มนั้นที่เขาสร้างขึ้นมาจะต้องหยุดเจ้าเสือนั่นได้ จึงเพ่งสมาธิไปที่ความเร็วของตนจนหมดสิ้น
ด้วยพลังปราณที่เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยกับพลังกายที่เพิ่มขึ้นจึงส่งผลให้ฉางกวงออกมาจากเทือกเขานรกเหมันต์ได้ภายใน 2 เค่อ
เมื่อมาถึงปากทางเข้าเทือกเขาเหมันต์ ฉางกวงก็รีบมุ่งหน้าไปยังประกาศของหมู่บ้านในทันที
“เฮ้อ มาทันพอดีเลย” ฉางกวงที่เห็นคนกำลังเข้าไปคุยกับคนนั่งตรงโต๊ะก็รีบไปต่อแถวด้านหลังของอีกฝ่ายอย่างไม่รอช้า