ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 69 : ประกายเเสงสีขาว
“อัคคีคือการดับสูญ”
“พฤกษาคือชีวิต”
“วารีคือการโอบอุ้ม”
“ปฐพีคือที่อยู่อาศัย”
…
“เหมันต์คือการเหนี่ยวรั้ง”
ประกายเเสงสีขาวพึมพำประโยคนี้อย่างซ้ำเเล้วซ้ำเล่า ราวกับคนบ้า
ฉางกวงที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ คิดจะเอ่ยบอกอีกฝ่ายซักประโยคหนึ่ง เเต่ก็พบในทันทีว่าตนเองนั้นไม่สามารถเอ่ยอันใดออกมาได้เลย จึงทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาไม่น้อย
เเต่ก็ไม่รอให้ฉางกวงต้องอึดอัดอีกนานนัก ภาพทั้งหมดก็ถูกตัดไป
“นี่ข้า…” ฉางกวงลืมตาขึ้นมาอย่างงุนงง
คล้ายกับว่าสติยังไม่ตื่นขึ้นมาจากในภวังค์เมื่อครู่นี้ จึงรีบปะติดปะต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว
เท่าที่เขาจำได้ล่าสุดก็คือ ตัวเขาได้สู้กับเสือสมควรตายนั่นมาอย่างดุเดือดเเล้วก็จบลงตรงที่เขาหมดสติลงตรงบริเวณนี้อย่างที่เห็นเลย
เเล้วความฝันเมื่อครู่นี้คืออะไรกัน
“ช่างมันละกัน จัดการเจ้าพวกนี้ก่อนเลย” ฉางกวงจ้องไปมองยังสัตว์อสูรบางส่วนที่กำลังพยายามทำลายวิชา
กระดองเต่าเหมันต์ของเขาด้วยเเววตาเยือกเย็น
ด้วยสัตว์อสูรส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่นั้นจะมีพลังเทียบเท่ากับ 4 ขั้น 5 กันหมด เเต่เมื่อโดนสายตาดุดันของฉางกวงจับจ้องมาก็พากันตัวสั่นอย่างรุนแรง
เเละในที่สุดก็มีหนึ่งในนั้นที่ทนไม่ไหวเลยรีบกระโจนหายไปในผืนป่าสีขาวโพลนเเทบไม่เห็นฝุ่น
เมื่อเห็นว่าสหายของตนถอยหนีไปเเล้ว สัตว์อสูรตนอื่นก็รีบถอยหนีออกไปเรื่อย ๆ ราวกับว่าฉางกวงนั้นเป็นพญามัจจุราจที่พร้อมจะฉีกกระชากพวกมันได้ทุกเมื่อ
“เจ้าพวกนั้นนับว่ารู้ความอยู่บ้าง” ถ้าเกิดว่ามีตัวใดไม่กลัวการข่มขู่เมื่อครู่นี้ละก็ เขาไม่รังเกียจที่จะยืดเส้นยืดสายเสียหน่อยเหมือนกัน
“เเต่จะว่าไปที่นี่ก็นับว่าเเปลกใช้ได้เลยนะเนี่ย” ฉางกวงยกยิ้มขึ้นมา
ถ้าดูจากทางที่เขาจากมาเมื่อครู่นี้ละก็ ตรงบริเวณนี้ก็ไม่ควรจะมีสัตว์อสูรอ่อนเเอขนาดนี้อยู่ได้
เเถมเเรงกดดันที่อยู่ตรงจุดนี้ซึ่งอยู่ลึกกว่าจุดเมื่อครู่นี้ควรจะต้องมากกว่าสิถึงจะถูก เเต่นี่กลับอ่อนลงทำให้สังเกตความเเตกต่างได้อบ่างชัดเจนเลยทีเดียว
“ถ้าข้าคาดเดาเอาไว้ไม่ผิดละก็นะ เเรงกดดันเมื่อครู่นี้ต้องเป็นสิ่งที่ปกป้องสถานที่นี้จากโลกภายนอกเอาไว้อย่างเเน่นอน”
ฉางกวงจ้องมองไปยังตรงบริเวณภูเขาขนาดย่อย ๆ ลูกหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้านี้ด้วยเเววตาที่สนใจ
ไฟเหมันต์ที่อยู่ในตัว ก็ลุกโชนยิ่งกว่าเดิมราวกับจะสื่อสารว่า รีบเข้าไปเลย จะมามัวยืดยาดอยู่ทำไมกัน
“รู้เเล้วน่า ว่าเเต่ในตอนแรกที่เจ้าเกิดมานั้น เจ้าเป็นเพียงประกายเเสงสีขาวใช่หรือไม่” ฉางกวงคิดในใจเพื่อสื่อไปถึงยังเปลวไฟเหมันต์กองนั้นเพื่อหยั่งเชิงอีกฝ่าย
เปลวไฟเหมันต์ที่กำลังลุกโชนอยู่อย่างร้อนรนเมื่อครู่พอได้ยินเช่นนี้ ก็พลันสงบลงเชื่อขณะหนึ่งเเล้วจึงเริ่มลุกโชนขึ้นใหม่อีกครั้งด้วยความรุนเเรงยิ่งกว่าเดิม
เมื่อเห็นเช่นนั้นฉางกวงก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ จะไปถือเอาความฝันมาเป็นจริงเป็นจังได้เสียที่ไหนกัน
ถ้าเกิดว่ามีคนรู้เข้าคงจะหัวเราะเยาะข้าตายเเน่เลย
ฉางกวงรู้สึกว่าตนเองจะชักช้าเกินไปเเล้ว ถ้าไปคัดเลือกเซียนไม่ทันละก็ เขาคงจะเสียใจเเย่เลย จึงรีบเดินไปข้างหน้าในทันที หวังว่าจะได้กลับไปเร็ว ๆ
“ข้านี่ก็ลืมไปเลย ท่านลุงกับหนูน้อยผู้นั้นจะต้องเป็นห่วงข้าอยู่เเน่ ๆ”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉางกวงก็เพิ่มความเร็วของตนจนถึงขีดสุด ด้วยความที่พลังปราณของฉางกวงในตอนนี้นั้นเกินกว่าขั้น 5 ทั่วไปเเล้ว
เเละถึงเเม้ว่าจะบาดเจ็บอยู่ก็ตาม เเต่ความเร็วของเขาในตอนนี้ก็เทียบเท่าได้กับขั้น 5 ทั่วไปเลยทีเดียว จึงไปถึงที่หมายได้เพียงไม่กี่ชั่วจิบชา
“ที่ข้าฝ่าฟันมาทั้งหมดนี้ก็ลำบากมิใช่น้อย หวังว่าภูเขาขนาดย่อม ๆ นี้จะให้สิ่งล้ำค่ากับข้าได้นะ”
ฉางกวงลองเอามือไปทาบกับภูเขาลูกย่อม ๆ นั้นอย่างรีบร้อน
“อึก ชัดเจนเลย” ปฏิกิริยาการตอบสนองของฉางกวงรวดเร็วเป็นอย่างมาก จึงรีบดึงมือออกมาในทันที
ฉางกวงที่บาดเเผลเมื่อครู่ยังไม่ทันหายดี เมื่อโดนเเรงกดดันเข้าไปจัง ๆ เลือดก็พลันซึมออกมาจากปาก
ดีที่เขารีบดึงมือออกมาทัน ไม่งั้นละก็ไม่อยากคิดเลยว่าสภาพจะเป็นยังไง
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่า ปราณของไฟเหมันต์จะกร่อนเจ้าไม่ได้” ฉางกวงคำรามอย่างหัวเสีย
กระตุ้นให้ไฟเหมันต์เพื่อนยากทำงานของตนในทันที
“ฮึ่ม” ไฟเหมันต์ที่รู้หน้าที่ตัวเองดีอยู่เเล้วก็จึงเเผ่พลังปราณสีขาวรูปร่างเปลวไฟ
ออกมาปกคลุมมือของฉางกวงโดยฉับพลัน
“ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าเป็นสิ่งของอะไร เเต่ว่าถ้าย่อยเจ้าด้วยปราณไฟเหมันต์ละก็” ฉางกวงมั่นใจในไฟเหมันต์เป็นอย่างมาก
จึงนำมาที่มีปราณรูปร่างไฟสีขาวของตนไปเเตะตรงจุดเดิมเมื่อครู่นี้อย่างไม่ลังเลเลยเเม้เเต่น้อย
เมื่อฝ่ามือไปเเตะยังจุดเดิมอีกครั้ง เเรงกดดันเมื่อครู่นี้ก็ไหลทะลักมาอีกเช่นเคย เเถมคราวนี้ยังดูรุนเเรงยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียด้วยซ้ำ
เเต่ก็ไม่ทำให้ฉางกวงต้องผิดหวัง เมื่อเเรงกดดันนี้เข้ามาปะทะกับปราณของไฟเหมันต์นี้เข้า ฉับพลันก็ดูอ่อนยวบลงภายในพริบตา ดั่งหิมะที่ถูกเเสงเเดดส่องจนละลาย
“ฮ่า ๆๆ มันต้องอย่างนี้สิ” ฉางกวงสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่ไฟเหมันต์ส่งมาให้ จึงทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อยเลย
“งั้นข้าก็ถือโอกาสนี้ฝึกอยู่ตรงนี้เสียเลย” ฉางกวงพลันเลื่อนมือลงให้ต่ำกว่าเมื่อครู่นี้เเล้วจึงนั่งลงเพื่อปิดด่านตนเองอย่างสบายอารมณ์
“ครืน ๆ” ราวกับว่าภูเขานี้มีความคิดของตนเอง มันจึงยิ่งส่งเเรงกดดันที่หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมใส่ตัวของฉางกวง
เเรงกดดันในตอนนี้นั้นเพิ่มจากขั้น 6 ไปเรื่อย ๆ ราวกับจะเกินขั้น 7 ไปเเล้ว
“สีท่าไม่ดีเเล้ว เเต่จะให้จากไปเพียงเท่านี้ก็นับว่าเสียดายเเย่ งั้นขอไปนิดนึงตงไม่เป็นไรหรอกมั้ง” ฉางกวงเห็นเช่นนั้นจึงรีบปล่อยมือออกมา เเล้วจึงใช้สันมือที่คลุมกับปราณไฟเหมันต์ ตัดส่วนหนึ่งของภูเขามาอย่างรวดเร็ว
“หนี” ฉางกวงรีบพุ่งกลับไปยังทางเดิมอย่างรวดเร็ว
สัญชาตญาณของฉางกวงบอกว่าถ้าไม่รีบเผ่นไปตอนนี้ละก็ ตายอย่างเเน่นอน