ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 75 : ไพ่รับที่ไร้ยางอาย !
“ฝันไปเถอะ” ฉางกวงตวาดพลางเบี่ยงตัวหลบอย่างรวดเร็ว
“ฮึ คิดว่าเจ้าจะเป็นเทพสามเศียรหกกรมาจากที่ไหนเสียอีก ที่เเท้ก็รู้จักวิธีการหลบหลีกเยี่ยงสุนัขเช่นนี้ด้วยรึ”
เมื่อเห็นปฎิกิริยาตอบโต้ของฉางกวง ผู้เเซ่จางก็เอ่ยออกมาอย่างสาสมใจ
ฉางกวงเมื่อได้ยินคำเยาะเย้ยของอีกฝ่าย ก็เเสร้งทำเป็นหูทวนลม สีหน้ายังคงเป็นเช่นเดิม เเต่ฝ่ามือที่อัดเเน่นไปด้วยปราณเหมันต์ก็อาศัยจังหวะดั่งกล่าวตบลงไปยังช่องว่างของอีกฝ่ายในทันที
เมื่อผู้เเซ่จางเห็นเช่นนั้นก็คิดที่จะตวัดกระบี่ไปปะทะกับฝ่ามือของอีกฝ่าย เเต่ก็ไม่ทันการเสียเเล้ว ฝ่ามือนั้นของฉางกวงพุ่งเข้าใส่ลำตัวของผู้เเซ่จางอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าผู้เเซ่จางผู้นั้นจะต้องโดนฝ่ามืออย่างเเน่นอนนั้นเอง กระบี่ในมือก็พลันเปล่งประกายเเสงสีขาวปรอทออกมาในฉับพลัน
แสงนั้นเข้าไปห่อหุ้มรอบตัวของของผู้เเซ่จางในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ฝ่ามือที่ตบมาจึงปะทะกับลำเเสงของกระบี่นั้นอย่างจัง
“เคร้ง” เมื่อฝ่ามือสัมผัสกับลำเเสงสีขาวที่ดูราวกับกระจกนั่นเอง คลื่นกระบี่สีสีขาวอันคมกริบก็พุ่งเข้ามาจู่โจมยังเป้าหมายของมันในทันที
แต่เมื่อตัวมันได้เข้าปะทะกับปราณเหมันต์ที่ดูกราดเกรี้ยวไม่ต่างกันนั้น ก็ราวกับว่าเจอคู่ปรับฟ้าประทานของตน ผลลัพธ์ก็คงไม่ต้องคาดเดากันแล้ว
“อืม กระบี่นั่นไม่เลวเลยจริง ๆ”
ฉางกวงเมื่อเห็นว่าฝ่ามือตนเองทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้จึงชักมือกลับพลางถอยออกมาตั้งหลักในทันที
“เจ้าคงอยากจะเอ่ยว่าถ้าข้าไม่มีกระบี่นี่แล้วเจ้าคงจะชนะได้ในทันทีสินะ” ผู้แซ่จางยกกระบี่พลางเหลือบมองฉางกวงด้วยแววตาเรียบเฉย
เหล่าผู้เข้าสอบคัดเลือกคนอื่น ๆ ที่กำลังส่งเสียงโฮ่ร้องกันอย่างคึกคักพลันเงียบลงในทันที
ราวกับว่าเป็นการแสดงความเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
“รึว่าเจ้าจะบอกว่าจะทิ้งกระบี่ของตนแล้วมาปะทะกับข้ารึไง” ฉางกวงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่ต่างกัน
“หึ แล้วมีประโยชน์อะไรที่ข้าจะต้องทำเยี่ยงนั้นด้วยล่ะ การมีต้นทุนน่ะก็นับว่าเป็นพลังได้เช่นกัน”
ผู้แซ่จางเอ่ยจบก็ใช้กระบี่สีขาวปรอทของตนฟาดฟันใส่ฉางกวงต่อในทันที
“ฮ่าๆๆ แล้วเจ้ารู้ไหมว่าข้าเองยังมีไพ่ลับเหลืออยู่อีกอันหนึ่งเช่นกัน” ฉางกวงอมยิ้มมองอีกฝ่ายด้วยสายตานิ่งสงบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้แซ่จางก็ถอยออกมาในทันที พลางจ้องมองฉางกวงด้วยสายตาหวาดระแวง ถ้าเกิดว่าอีกฝ่ายยังมีท่าไม้ตายอยู่อีกละก็ เขาต้องแพ้อย่างแน่นอน
“หึ” รอยยิ้มบนใบหน้าฉางกวงพลันกว้างขึ้นพร้อมกับที่พร้อมกับร่างที่เริ่มเลือนรางลงช้า ๆ
“อย่าบอกนะว่า…” ผู้แซ่จางสีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นซีดเผือด รีบงัดเอาวิชาป้องกันที่ดีที่สุดของตนออกมาในทันที
พร้อมกับยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันเสริมอีกชั้นหนึ่งด้วย
เหล่าศิษย์ที่เห็นดังนั้นจึงรีบถอยออกมาอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทุกคนต่างก็คิดว่าฉางกวงจะต้องใช้ไม้ตายออกมาแล้วอย่างแน่นอน ซึ่งไม้ตายของผู้ฝึกตนขั้น 4 นั้นจะต้องเป็นฝันร้ายของพวกเขาแน่ ๆ
ร่างนั้นของฉางกวงที่เลือนรางลงจนเห็นได้ชัดนั้นก็เริ่มเปล่งแสงจ้าออกมาพร้อมด้วยสีหน้าเคร่งเครียดของทุกคนในบริเวณนั้น
“หืม เจ้าหนูนี่เล่นอะไรสนุก ๆ แล้วสินะ” ผู้คุมหลงเซิ่งจ้องมองฉางกวงผ่านทางค่ายกลภาพฉายด้วยแววตาเปล่งประกาย
“วิ้ง” แสงจ้าที่เปล่งออกมานั้นทำให้ผู้ฝึกตนที่อยู่ต่ำกว่าขั้นที่ 4 ทั้งหมดตาพร่ามัวลงในทันที รวมไปถึงผู้แซ่จางด้วยเช่นกัน
เมื่อแสงจางลงเหล่าศิษย์ที่เฝ้าดูอยู่ก็พากันขยี้ตาเพื่อเตรียมจ้องมองผลลัพธ์ที่จะออกมา แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นผลลัพธ์นั้น ก็พากันปากอ้าตาค้างอย่างพร้อมเพรียงกัน
“หา” ผู้แซ่จางที่การมองเห็นก็เริ่มสำรวจตนเองด้วยความแปลกใจ แต่เมื่อหยุดครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่นั้น
ก็เริ่มหัวเราะออกมาอย่างรวดเร็วพลางเริ่มเอ่ยเหยียดหยามอีกฝ่ายออกมาในทันที
ตัดมาที่กระโจมของผู้คุมสอบ
“ฮ่า ๆๆ”
ผู้คุมหลงเซิ่งที่เฝ้ามองอยู่ก็พลันเห็นสหายตนที่เพิ่งเดินเข้ามาก็กำลังหัวเราะอยู่เช่นกัน
ซึ่งก็คือผู้คุมสอบหน้ายิ้มนั่นเอง
“เจ้าหนูนี่ช่างกลิ้งกลอกยิ่งนัก” ผู้คุมหลงเซิ่งเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มที่ราวกับรู้ทัน
“อย่างนี้ไม่เรียกว่ากลิ้งกลอกอันใดหรอก สู้เรียกว่าหมาจิ้งจอกตัวนึงเลยจะดีกว่า” ผู้คุมสอบหน้ายิ้มพลันมองไปยังสหายของตนด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ถ้าเจ้าเอ่ยออกมาเช่นนี้ แสดงว่าเจ้าหนูนี่คงจะไม่เลวจริง ๆ ชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ” หลงเซิ่งเห็นดังนั้นน้ำเสียงจึงเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
“เจ้าอย่าประมาทไป เดี๋ยวข้าขอไปตรวจสอบทั่วสนามสอบสักหน่อย เดี๋ยวข้ากลับมา”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงร่างของผู้คุมหน้ายิ้มก็พลันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เฮ้อ” หลงเซิ่งหันไปยังทิศทางหนึ่งพลางทอดถอนหายใจออกมา
ในตอนแรกเขาคิดว่าจะเอาผู้ฝึกตนขั้น 4 หรือก็คือฉางกวงมาเปรียบเทียบตนเองซึ่งเป็นทั้งผู้อาวุโส อาจารย์และก็ผู้ฝึกตนขั้น 6 ได้อย่างไร แต่ในเมื่อสหายของเขาหรือก็คือผู้อาวุโสหน้ายิ้มเอ่ยออกมาเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ที่เจ้าหนูนี่จะปกปิดพลังไว้อยู่ แต่ถ้าเป็นเยี่ยงนั้นจริงละก็เขาจะปิดไว้ทำไมกัน มีจุดประสงค์อะไรกันแน่
ถ้าเกิดว่าฉางกวงมาได้ยินความคิดเห็นของผู้คุมสอบหลงเซิ่งในตอนนี้เข้าละก็ จะต้องรู้สึกภาคภูมิใจอย่างแน่นอนเพราะว่าตนเองสามารถปกปิดพลังปราณขั้น 5 ของตนกับพลังกายที่ถ้ารวมทั้งสองเข้าด้วยกันจะสามารถสู้กับผู้ฝึกตนเสมือนขั้น 7 ได้อย่างสูสี แต่ก็ต้องกลับมากลายเป็นเคร่งเครียดและหดหู่เช่นกันเมื่อได้รู้ความคิดของผู้อาวุโสหน้ายิ้มที่มองออก
“ฮัดชิ้ววว ใครกำลังนินทาข้าอยู่กันนะ” ฉางกวงที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วของผู้ฝึกตนขั้น 4 อยู่พลันยกมือขึ้นมาปิดปากตนเองในทันที
ไม่แปลกใจเลย ก็คงเป็นไอ้พวกเฮงซวยพวกนั้นแน่ที่กำลังก่นด่าตนอยู่ ในสถานการณ์อย่างนั้นที่ถ้าไม่ปลดปล่อยพลังปราณขั้น 5 ของตนออกมาละก็ ยังไงก็แพ้เห็น ๆ แล้วถึงจะปลดปล่อยพลังปราณขั้น 5 ออกมาแล้วเอาชนะไปได้ละก็ นอกจากจะไม่มีประโยชน์อันใดแล้ว อาจมีโทษเป็นของแถมเสียด้วยซ้ำ
ทางสำนักจะต้องสอบสวนตัวเขาอย่างแน่นอนแล้วถึงแม้ว่าเขาจะปลอดภัยออกมาแต่ก็จะยุ่งยากขึ้นมาก ฉะนั้นแล้วผลลัพธ์เช่นนี้จึงดีที่สุดแล้ว
แต่ตัวฉางกวงก็หารู้ไม่ว่ามีเงาสายหนึ่งกำลังลอบตามเขาไปอย่างเงียบ ๆ เช่นกัน
ตัดมาที่สนามสอบบัดนี้ดูยุ่งเหยิงเป็นอย่างมาก บนพื้นเต็มไปด้วยร่องรอยการต่อสู้ประกอบกับเสียงที่ดังเป็นระยะ ๆ การแย่งชิงกันไปกันมาเกิดต่อเนื่องกันราวกับงูกินหาง
“เฮ้อ เจ้าพวกนี้ยังต้องอบรมอีกมาก” เงาของผู้อาวุโสหน้ายิ้มพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว สายตาของเขาจับจ้องไปยังจุดที่ฉางกวงอยู่โดยไม่เหลือบแลการต่อสู้บนพื้นเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าเหมือนมีสายตากำลังจับจ้องข้าอยู่เลยกันนะ” ฉางกวงหันไปมองยังรอบข้างด้วยความหวาดระแวง ความรู้สึกนี้พึ่งมาชัดเจนเมื่อครู่นี้ จะต้องเป็นผู้อาวุโสคนใดคนหนึ่งอย่างแน่นอน ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องยิ่งระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น เมื่อคิดได้ดังนั้นฉงกวงจึงหยุดพุ่งตัวลงในพื้นที่โล่งที่หนึ่งในทันที
“เฮ้อ เหนื่อยจริง ๆ ข้าพักเสียดีกว่า” ฉางกวงพึมพำพลางกดพลังปราณของตนให้อยู่ในขั้น 4 แล้วจึงนำมันไปเชื่อมกับหิมะเพื่อนำมาสร้างบ้านขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง
“ฮึ เจ้าจิ้งจอกน้อย อย่าคิดว่าจะรอดจากสายตาผู้อาวุโสคนนี้ไปได้นะ” ผู้อาวุโสหน้ายิ้มมองฉางกวงจากระยะ 5 ลี้ อย่างสนอกสนใจ
“เจ้าฉางกวงน่าไม่อายมันอยู่ทางนี้ รีบตามมาเร็ว ๆ เข้าพวกเรา” ผู้เข้าสอบกลุ่มนี้ซึ่งก็คือกลุ่มที่โดนฉางกวงแย่งเหรียญไปกำลังเดินทางตามมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับผู้แซ่จางที่อยู่กลางขบวนราวกับผู้กล้าที่กำลังจะไปปราบจอมมาร ซึ่งจอมมารย่อมก็คือฉางกวงอย่างไม่ต้องสงสัย
“มันต้องอย่างนี้สิ เดี๋ยวจะได้รู้กันว่าเจ้าจะปกปิดไปได้อีกนานแค่ไหน” ผู้อาวุโสหน้ายิ้มจ้องมองภาพตรงหน้านี้ด้วยแววตาชั่วร้าย รอชมเรื่องสนุก
ปล.จากผู้เขียน ขอบคุณที่ยังติดตามกันอยู่นะครับ ช่วงนี้ยุ่งมากเลยครับ ผมขอไปเขียนให้จนจบพากษย์นี้ก่อนนะครับ
เเล้วเดี๋ยวจะทยอยลงให้ครับ เพราะเดี๋ยวจะค้างกันไปเปล่า ๆ 555
ด้วยรัก จากเเซลมอนรมควัน