ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 76 : ลางสังหรณ์อันเเม่นยำ
“เขาอยู่ตรงนั้น ท่านช่วยทวงเกียรติยศของพวกเราคืนมาให้ด้วยนะขอรับ”
หนึ่งในกลุ่มผู้ที่โดนฉางกวงฉกเอาเหรียญไปเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อพลางหันไปมองยังบ้านน้ำแข็งที่ฉางกวงสร้างขึ้นเมื่อครู่นี้
การที่กลุ่มของผู้แซ่จางไล่ตามฉางกวงทันนั้น ถึงแม้ว่าจะดูไม่นานแต่อันที่จริงแล้วกว่าทั้งกลุ่มจะมาถึงยังบริเวณนี้ก็ใช้เวลาไปราว ๆ ครึ่งชั่วยาม ซึ่งตรงกับที่ฉางกวงเตรียมตัวสร้างบ้านหลังนี้เสร็จพอดี แล้วถ้าเกิดว่าฉางกวงไม่หยุดพักละก็ คนกลุ่มนี้กว่าจะตามมาทันก็คงจะอีกนานโข
แถมเผลอ ๆ ตามไม่ทันอีกด้วยเนื่องด้วยความต่างของระดับพลังปราณของทั้งสองฝ่าย
“เจ้าจะเอ่ยอันใดก็เรื่องของเจ้า แต่ที่แน่ ๆ คือพวกเจ้ามันก็แค่พวกหมาขี้แพ้กลุ่มหนึ่งก็เท่านั้นเอง” น้ำเสียงยียวนดังออกมาจากบ้านน้ำแข็งในทันที
“ฮึ เจ้าแซ่ฉางที่หนีออกมาอย่างขี้ขลาดยังมีหน้าไปว่าผู้อื่นอีกรึ” ผู้แซ่จางพลันเดินแหวกฝูงชนออกมา
หันไปมองยังบ้านน้ำแข็งอย่างดูแคลน
“งั้นถ้าเก่งจริงก็เข้ามาแย่งคืนไปสิ ” น้ำเสียงที่เปล่งออกมาจากบ้านน้ำแข็งจงใจท้าทายอย่างเห็นได้ชัด
“จัดการมันเลย พี่จาง” เหล่าศิษย์ที่ได้ยินดังนั้นพากันเอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้
“พวกเจ้าไม่ต้องบอกข้าก็จะจัดการมันอยู่แล้ว” ผู้แซ่จางพลันดึงกระบี่สีขาวปรอทของตนเองออกมาพลางถ่ายทอดพลังปราณของตนลงไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ้อ รีบ ๆ หน่อยนะ ข้าง่วงแล้วนะเนี่ย” เสียงนั้นดูเกลียดคร้านแถมมีเสียงหาวเสียด้วย
ยิ่งทำให้คนฟังยิ่งคลุ้มคลั่งยิ่งขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
“รับมือ” ผู้แซ่จางฟันกระบี่สีขาวใส่บ้านน้ำแข็งของฉางกวงในทันที
ตัวดาบปะทะกับกำแพงหิมะเกิดเป็นประกายไฟเกิดขึ้น
เมื่อเห็นดังนั้นผู้แซ่จางก็ลงมือฟันไม่ยั้ง แต่นอกจากประกายไฟที่เพิ่มขึ้นแล้วนั้นก็ไม่มีอันใดเกิดขึ้นเลย
“เป็นไปได้ยังไงกัน” ผู้แซ่จางมองไปยังบ้านเหมันต์ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
ผู้คนที่รอดูอยู่ก็สีหน้าไม่ต่างกันนัก
“เฮ้อ เจ้าพวกนี้นี่ใช้การไม่ได้กันเสียจริง” ผู้อาวุโสหน้ายิ้มที่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ส่ายหัวอย่างผิดหวัง
เหล่าศิษย์กลุ่มนี้รวมถึงผู้แซ่จางอาจจะดูไม่ออก แต่ตัวเขาซึ่งอยู่ในขอบเขตเสมือนขั้น 7 มีรึจะดูไม่ออกกัน
การโจมตีของผู้แซ่จางนั้นขั้น 4 ทั่ว ๆ ไปอาจจะรับมือไม่ไหวเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาเจอกับบ้านเหมันต์ที่ฉางกวงประสานปราณขั้น 4 ที่ใกล้เคียงกับขั้น 5 เป็นอย่างมากเข้าไปก็ไม่ต่างกับของเด็กเล่นเลย ไม่สามารถสร้างความเสียหายได้เลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ เห็นทีว่าข้าต้องยื่นมือเข้าไปแทรกแล้ว” ผู้อาวุโสหน้ายิ้มแอบส่งปราณของตนออกไปก่อกวนในทันที
“ข้าไม่เชื่อหรอก” ผู้แซ่จางที่หอบแฮ่ก ๆ ฟันกระบี่ของตนไปอีกครั้งหนึ่งซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือคราวนี้บ้านเหมันต์อ่อนยวบลงแล้วพังทลายลงในทันที
“เจ้ายอมแพ้เสียดีกว่า” ผู้แซ่จางยิ้มอย่างผู้ชนะขณะที่กำลังรอดูสีหน้าตกตะลึงของฉางกวง แต่สิ่งที่เห็นต่อมานั้นก็ทำให้ทุกคนตรงนั้นทอดถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“ชาติก่อนเจ้าเกิดเป็นเต่าหรืออย่างไร เจ้าแซ่ฉาง” ผู้แซ่จางกัดฟันกรอดพลางหันไปมองยังชุดเกราะเหมันต์มีฟ้าเข้มที่ปกปิดทั้งตัวซึ่งกำลังนั่งบนโต๊ะน้ำแข็งอย่างสบายอารมณ์
“ยินดีกับเจ้าด้วยที่ลอกหนังข้าออกมาได้ชั้นนึง แต่ก็ยังคงเหลืออีกชั้นนึงนะ พยายามเข้าล่ะ” เสียงที่ออกมาจากชุดเกราะทึบแสงนั่นยิ่งดูเกียจคร้านเข้าไปใหญ่ แล้วเมื่อเอ่ยจบชุดเกราะนั่นจึงนองตะแคงหันหน้าไปทางผู้แซ่จาง ราวกับว่าเจ้าจะทำอันใดก็ทำไป ข้าจะนอนแล้ว
ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์ก็คือผู้แซ่จางฟันกระบี่พลางหอบหายใจไปอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็จนใจที่คราวนี้แม้แต่สะเก็ดไฟก็ไม่มีให้เห็น มีเพียงเสียงกระทบดังเป็นระยะ ๆ ประกอบกับที่ชุดเกราะนั้นก็ยังคงอยู่ในท่าเดิมไม่ขยับแม้แต่น้อย ก็ยิ่งทำให้ผู้แซ่จางแทบคลุ้มคลั่ง
“คราวนี้ใช้พลังปราณครึ่งก้าวสู่ขั้น 5 เลยรึ แถมยังใช้วิชาระดับสูงอีก ไม่แปลกใจอันใดเลย” ผู้อาวุโสหน้ายิ้มกำลังจะยื่นมือก่อกวนอีกครั้งหนึ่ง
“น...นี่มัน” ผู้อาวุโสหน้ายิ้มสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่าง จึงวางมือของตนลงทันที สีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเซียวในชั่วพริบตา ซึ่งแรงกดดันเมื่อครู่นี้พลันหายไปในพริบตา ราวกับว่าไม่เคยเกิดอันใดขึ้น
“แสดงว่าอย่างนี้ข้าก็คงไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้อีกแล้วสินะ” ผู้อาวุโสหน้ายิ้มคล้ายกับจะเดาเจตนาของอีกฝ่ายได้
จึงถอยออกมาอย่างรวดเร็วพลันเดินทางไปยังจุดอื่น ๆ โดยไม่สนใจฉางกวงอีกต่อไป
“อืม สัมผัสแบบนี้แสดงว่าผู้อาวุโสท่านนั้นจากไปแล้วสินะ” ฉางกวงที่กำลังเฝ้าจับตาดู เมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวห่างออกไปของอีกฝ่าย จึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังรู้สึกเหมือนมีคนคอยจับจ้องอยู่อีกกันนะ” ฉางกวงที่เชื่อมั่นในสัญชาตญาณตนเองจึงลองตรวจสอบดูอีกครั้งหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม คือไม่พบอันใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย
“ช่างมันเถอะ ตอนนี้เอาเรื่องการคัดเลือกตรงหน้านี้ให้รอดก่อนก็แล้วกัน” ฉางกวงคิดไปพลางมองผู้แซ่จางกำลังหัวเสียไปพลางด้วยท่าทางที่ไม่ตึงเครียดมากนักแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าประมาทเลยแม้แต่น้อย
“เจ้าหนูที่มีพลังปราณขั้น 5 แต่กลับมีกลิ่นอายพลังกายแฝงออกมาด้วย ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ” ร่างเงาเลือนลางที่พึ่งไล่ผู้อาวุโสหน้ายิ้มไปเมื่อครู่พลันวูบไหวอยู่ชั่วครู่หนึ่งจากนั้นจึงจางหายไปโดยที่ไม่มีใครในที่แห่งนั้นสามารถจับสังเกตได้เลย จะมีก็แต่ฉางกวงที่รู้สึกว่ากดดันนั้นลดลงอย่างประหลาดแต่ก็จับความผิดปกติอะไรไม่ได้อยู่ดี
“หนอย บัดซบ ” กระบี่ในมือของผู้แซ่จางร่วงลงกับพื้นพร้อมกับร่างของเจ้าตัวที่ทรุดลงไปกับพื้นในเวลาที่ไล่เรี่ยกัน
ฝูงชนที่มามุงดูอยู่สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นผิดหวังและเสียดาย ทุกคนล้วนมองออกว่าผู้แซ่จางถึงขีดจำกัดของการใช้พลังปราณของตนแล้ว
“ไม่เลวเลย ข้าขอชื่นชมเจ้าจากใจจริงที่สามารถใช้ปราณในขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 4 ต่อสู้กับข้ามาได้ถึงขนาดนี้
ถึงแม้ว่าจะพึ่งไอ้อาวุธเส็งเคร็งนั่นก็ตาม” น้ำเสียงของฉางกวงที่ออกมาจากชุดเกราะเหมันต์ในตอนนี้นั้นดูแตกต่างจากเมื่อครู่นี้เป็นอย่างยิ่ง
ผู้แซ่จางเมื่อได้ยินท่อนแรกก็พลันยกยิ้มขึ้นมาแต่เมื่อพอมาได้ยินท่อนหลังก็ทำให้แววตาหรี่ลง อดไม่ได้ที่จะกัดฟันกรอด
“ฮึ ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว จางฮั่น ส่งเหรียญของเจ้าออกมาเสียเดียวนี้” ฝูงชนพากันแหวกออกมาเป็นสองฝั่งอย่างพร้อมเพรียงให้ต้นเสียงนั้นราวกับว่าไม่อยากจะยุ่งกับเรื่องตรงหน้านี้
“นี่สินะคุณธรรมของพวกเจ้าน่ะ ปล่อยให้ลูกพี่จางของพวกเจ้าเผชิญหน้าด้วยสภาพเช่นนี้ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก” เสียงของฉางกวงที่ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นสีหน้าของเจ้าตัวแต่ก็ยังสามารถจินตนาการได้เลยว่าคนในชุดเกราะนั้นจะต้องกำลังเหยียดยิ้มอย่างดูแคลนอยู่แน่ ๆ
“เจ้าตัวไร้ยางอายอย่างเจ้าไม่มีสิทธิมากล่าวหาพวกข้า พี่จางพวกข้าก็อยากช่วยท่าน แต่ว่า…” กลุ่มคนที่ตามมาดูผู้แซ่จางมาทวงเอาเหรียญคืนจากฉางกวงอยู่นั้นพยายามที่จะล้อมรอบตัวผู้แซ่จางเอาไว้แต่ด้วยแรงกดดันของต้นเสียงเมื่อครู่นี้ไม่ต่างจากผู้แซ่จางนักทำให้ทุกคนเหงื่อซึมออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“พวกเจ้าถอยไปเสีย วันนี้ข้าจะทำให้เจ้าแซ่จางผู้นี้ขอร้องอ้อนวอนข้าให้จงได้” น้ำเสียงเย็นชามาพร้อมกับร่างของชายหนุ่มรูปร่างท้วมคนหนึ่งที่เดินผ่านระหว่างฝูงชนด้วยท่าทางองอาจ ซึ่งก็คือเจ้าของต้นเสียงเมื่อครู่นี้อย่างไม่ต้องสงสัย
กลุ่มคนที่ล้อมรอบผู้แซ่จางเมื่อมาเผชิญหน้ากับแรงกดดันของร่างท้วมนั้นที่กำลังเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ ก็พากันถอยหลังเปิดทางอย่างไม่รู้ตัว
“ฮึ นับว่าพวกเจ้ายังรู้ความอยู่บ้าง” ร่างท้วมนั้นพยักหน้าอย่างพอใจ
“เจ้าเองก็ดูน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยจริง ๆ” ฉางกวงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก ถึงแม้ว่าเจ้ากับข้าจะไม่มีความแค้นต่อกัน แต่เดี๋ยวข้าก็จะมาขอยืมเหรียญของเจ้าแน่” ร่างท้วมนั้นหันมามองชุดเกราะเหมันต์ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ชุดเกราะเหมันต์นั้นพลันยกมือด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อนเป็นคำตอบ
“จะลงมือก็ลงมือมา ข้าไม่กลัวเจ้าอ้วนอย่างเจ้าอยู่แล้ว” ผู้แซ่จางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้า
“ยังจะมาปากดีอีก ข้าไม่ชอบใจเจ้าก็เพราะอย่างนี้นี่แหละ” ชายหนุ่มร่างท้วมนั้นรวบรวมพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 4 ชกลงไปยังร่างของจางฮั่นหรือก็คือผู้แซ่จางในทันที