ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 90 : การจู่โจมอย่างฉับพลัน
เมื่อพวกมันปิดล้อมทางหนีทีไล่หมดแล้วก็เริ่มจู่โจมคนทั้ง 2 ในทันที บางตัวเริ่มกระโจนเข้ามางับ บางตัวก็ตะปป ซึ่งถ้าผู้ฝึกตนขั้น 4 ทั่วไปโดนการโจมตีกระนาบเหล่านี้ละก็จะต้องบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน
“ฮึ่ม เข้ามา บิดาจะสั่งสอนเองว่าใครที่พวกเจ้าไม่ควรมาตอแยด้วย”
ฉีหมิงเทาโคจรพลังปราณขั้น 4 ของตนในทันที จากการเดินทางที่ฉีหมิงเทาผ่านมา และรวมกับที่รอฉางกวงออกมานั้น ตัวเขาก็บรรลุขั้น 4 ได้อย่างกะทันหัน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเลย ก่อนหน้านี้ตัวเขาที่อยู่เพียงขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 4 ก็เคยใช้วิชาพลังกายประจำตระกูลชนร่างสีดำมาแล้ว เมื่อเทียบกับสัตว์อสูรพวกนี้แล้วดูอ่อนกว่ากันไปเลย
“วิชากลายร่างอสูร” ฉีหมิงเทาคำรามในใจ พลังปราณในร่างถูกเปลี่ยนเป็นพลังกายอย่างรวดเร็ว ออร่าที่ฉีหมิงเทาแผ่ออกมาในตอนนี้ดูราวกับราชาของสัตว์อสูรซึ่งส่งผลให้สีหน้าของสัตว์อสูรทั้ง 10 ที่ล้อมรอบนั้นดูยำเกรงขึ้นมา 3 ส่วน
“ครืน” หมัดที่เปี่ยมไปด้วยพลังกายจากวิชากลายร่างอสูรได้ชกลงไปบนพื้นเหมันต์
เหมันต์บนพื้นพลันกระจายเป็นฝุ่นสีขาวขึ้นมาในทันที พร้อมกับพลังสั่นสะเทือนที่แผ่ออกมาจากหมัดของฉีหมิงเทา ทำให้เหล่าสัตว์อสูรที่กำลังกระโจนเข้ามากระเด็นไปในทันที ฉีหมิงเทาก็ใช้โอกาสนี้จู่โจมสัตว์อสูรที่อยู่ใกล้ที่สุด
“ตุ้ม” หมัดที่เต็มไปด้วยพลังกายราวกับอสูรพลันชกลงไปยังอสูรโชคร้ายทั้ง 2 ตัว
หมัดนี้มีพลังอำนาจที่ผู้ฝึกตนขั้น 4 ส่วนใหญ่ไม่อาจต้านทานได้ จึงทำให้ร่างของสัตว์อสูร 2 ตัวนั้นระเบิดเป็นชิ้น ๆ หายไปในทันที
“แฮ่” สัตว์อสูรที่เหลือพึ่งตั้งสติได้ พอเห็นสหายมันที่ตายไป ตัวที่เหลือจึงพุ่งเข้าไปหาฉีหมิงเทาอีกรอบหนึ่ง จะต้องล้างแค้นมนุษย์สารเลวให้จงได้
“ฮึ่ม หมัดอสุราคลุ้มคลั่ง” ออร่าพลังกายบนตัวฉีหมิงเทาพลันเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แววตาดูดุร้ายป่าเถื่อนราวกับว่าตอนนี้ฉีหมิงเทาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป ออร่านั้นไหลเข้าไปที่หมัดอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับหมัดที่กระหน่ำไปตรงหน้าไม่ยั้ง
หมัดแต่ละหมัดนี้สามารถเอาชนะผู้ที่ต่ำกว่าขั้น 4 ได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้เหล่าสัตว์อสูรที่เทียบเท่ากับขั้น 4 อีก 6 ตัวแหลกสลายกลายเป็นเนื้อบดไปในทันที
“เอ๋ง” สัตว์อสูรที่เหลืออีก 2 ตัวสุดท้ายเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้ารีบกระโจนหนีไปในทันที ผู้ใดกันแน่ที่เป็นสัตว์อสูร พวกมันจะไม่มีตอแยเจ้ามนุษย์บัดซบนี่อีกแล้ว
ในขณะเดียวกันอีกฝั่งหนึ่งนั้น
“กระบี่หยาดเหมันต์” แสงกระกายกระบี่สีขาวนวลนั้นดูอ่อนโยน เย็นสบาย ราวกับว่ามันไม่มีพิษภัยเลยแม้แต่น้อย แต่ในความเป็นจริงกระบี่นี้กลับตวัดลำคอของหนึ่งในเหล่าสัตว์อสูรเหล่านั้นจนกระเด็นออกไป
เหล่าสัตว์อสูรโดยรอบนั้นราวกับว่าตั้งสติไม่ทัน นิ่งอึ้งไปอย่างตกตะลึง
พอผ่านไปเสี้ยวอึดใจต่อมาพวกมันก็รู้ตัวในที่สุดก่อนที่จะส่งเสียงคำรามอย่างกราดเกรี้ยว พลางพุ่งตัวเข้าไปโจมตีจางฮั่นอย่างโหดเหี้ยม
“ฝันไปเถอะ กระบี่พายุเหมันต์พิโรธ” แววตาของจางฮั่นพลันเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับเหมันต์ในทันที พลังปราณเหมันต์ขั้น 4 ในร่างพลันทะลักเข้าไปในกระบี่อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับที่จางฮั่นควงกระบี่เป็นวงกลม
“ฟู่” ลมเหมันต์พลันก่อตัวขึ้นมาเบื้องหน้าของจางฮั่นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่คมกระบี่สีขาวนวลถูกพายุนี้หลอมขึ้นมาเป็นรูปร่าง ก่อนที่จะพุ่งใส่สัตว์อสูรที่อยู่ด้านหน้าในเสี้ยงกะพริบตา
“ฉัวะ” ร่างทั้ง 7 ที่อยู่ด้านหน้าเมื่อโดนคมกระบี่นี้เข้าไป เลือดก็พลันสาดกระจายพร้อมกับล้มลงไปในทันที
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้นั้น ตัวจางฮั่นเองที่เห็นฉีหมิงเทาบรรุขั้นได้ก็ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกันนำเอาวัตถุดิบที่ทางเหล่าผู้อาวุโสให้มา กินลงไปในทันที จึงทำให้พลังปราณเลื่อนขั้นเป็นขั้น 4 เช่นดียวกันกับฉีหมิงเทาและด้วยเมื่อรวมกับสมบัติกระบี่เหมันต์นั้น จึงทำให้คมกระบี่นี้สามารถจัดการผู้ที่ต่ำกว่าขั้น 5 ได้
จึงไม่แปลกเลยที่เหล่าสัตว์อสูรที่เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้น 4 จึงถูกสังหารไปอย่างง่ายดาย
“หงิง” สัตว์อสูรทั้ง 2 ที่เหลืออยู่นั้นก็รีบกระโดดหนีไปในทันที ไม่ต่างจากทางด้านฉีหมิงเทาเลย
“ไม่เลวนิ บิดาขอชื่นชมว่าคมกระบี่เจ้า แต่มันก็แค่สะกิดบิดาได้ก็แค่นั้นล่ะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยไปพลางเช็ดมุมปากที่มีคราบโลหิตไปพลาง มองจางฮั่นอย่างท้าทาย (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
“สุภาพชน ไม่สนวาจาใครทั้งนั้น” จางฮั่นเอ่ยพลางมองตอบฉีหมิงเทาอย่างเฉยเมย
“พวกเจ้าพอกันได้แล้ว” ฉางกวงที่พึ่งถูกศิษย์ดูแลค่ายกลทั้งสองปลุกมา เมื่ิอมาเห็นเหตุการณ์นี้เข้า จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขัดออกมาด้วยสีหน้าเหยเก
“ฮึ่ม” ฉีหมิงเทากับจางฮั่นก็จ้องเขม่นหน้ากันอยู่สักพักหนึ่งก่อนที่ทั้งสองจะหันหน้าไปคนละทางอย่างหัวเสีย แล้วพลันกลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างรวดเร็วราวกลับว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อกี้นั้นเป็นเพียงแค่ฝันตื่นหนึ่ง
“พวกเขารู้สถานการณ์กันก็ดีเเล้ว” ฉางกวงพยักหน้าเห็นด้วยก่อนที่คนทั้งกลุ่มจะเริ่มเดินทางต่อไป
2 ชั่วยามต่อมาสองข้างทางด้านหน้าต้นไม้ก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ อย่างเห็นได้ชัดนี่ก็แสดงให้เห็นว่าใกล้จะถึงทางออกของเทือกเขานรกเหมันต์แล้ว ก่อนที่ทุกคนกำลังจะดีใจอยู่นั้นเอง
“โฮก”เสียงคำรามอันทรงพลังที่แฝงไปด้วยพลังกายสัตว์อสูรพลันแผ่เข้าปกกลุ่มของฉางกวงอย่างรวดเร็ว
“อึ่ก” ถึงแม้ว่าจะมีค่ายกลช่วยรับแรงกดดันก็ตามแต่คนทั้งกลุ่มยกเว้นฉางกวงนั้นได้กระอักเลือดออกออกมาในทันที ร่างทั้ง 4 ได้ทรุดลงไปอย่างรวดเร็ว
“นี่มัน” ฉางกวงหันไปมองยังด้านหลังกลุ่มของพวกตนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แรงกดดันนี่ต้องมาจากพลังกายของสัตว์อสูรอย่างแน่นอนแล้วจะต้องเป็นสัตว์อสูรที่อย่างน้อยเทียบเท่ากับผู้ฝึกตนในขั้นที่ 7 ซึ่งไม่แปลกใจเลยที่ทั้ง 4 ไม่สามารถต้านทานได้ แต่ช้าก่อนทำไมจึงรู้สึกคุ้นเคยกับแรงกดดันนี่กัน ราวกับว่าเขาเคยปะทะกับอีกฝ่ายมาก่อน
“หืม ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังจำข้าได้สินะ” ร่างเงาขนาดยักษ์โผล่ออกมาจากพุ่มไม้ทางด้านหลัง
“เจ้านี่มัน เจ้าเสือสมควรตาย” ฉางกางจ้องมองยังร่างเสือเหมันต์ขนาดยักษ์ที่กำลังเดินออกมาอย่างหยิ่งผยอง ราวกับว่าฉางกวงนั้นเป็นเพียงลูกไก่ในกำมือของมันก็เท่านั้น
“ขั้น 4 ไม่ใช่สิขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 งั้นเหรอ นับว่าพัฒนาไปไม่น้อยเลย ถึงว่าทำไมเจ้าดูไม่เกรงกลัวข้าเลย”
เสือเหมันต์ตัวยักษ์นั้นเอ่ยไปพลางร่างภายของมันก็ค่อยๆ หดลงแล้วก็กลายเป็นรูปร่างมนุษย์อันคุ้นเคย
“แน่นอนสิ ข้าผู้แซ่ฉางนั้นมีปณิฐานอันยิ่งใหญ่ ย่อมไม่เกียจคร้านในการบ่มเพาะอยู่เเล้ว” ฉางกวงเอ่ยพลางยืดอกขึ้นอย่างจงใจแววตานั้นแฝงไปด้วยความมั่นใจในตนเอง
“อืม ก็ต้องยอมรับเลยว่าเจ้าเป็นตัวตนที่ประมาทไม่ได้ แต่แล้วไงล่ะ วันนี้เจ้าก็ยังเป็นลูกไก่ในกำมือของข้าอยู่ดี”
เสือเหมันต์เอ่ยด้วยน้ำเสียงยอมรับ แต่พอมาถึงช่วงท้ายน้ำเสียงก็พลันเปลี่ยนเป็นเจ้าเล่ห์ขึ้นมาในทันที
“ครืน” เมื่อเอ่ยเสร็จ เจ้าเลือเหมันต์ก็โคจรพลังกายของตนเองในทันที พื้นที่โดยรอบสั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ดีแล้ว” ฉางกวงรีบโบกมือในทันที ร่างของคนทั้ง 4 ก็พลันถูกแรงลมผลักออกไปนอกอาณาเขตการต่อสู้
ซึ่งชั่วเสี้ยวอึดใจต่อมานั้นแรงกดดันก็ได้มาถึงตัวฉางกวง แรงกดดันอันทรงพลังนี้ที่ถ้าขั้น 5 ทั่วไปละก็จะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างแน่นอน แต่ฉางกวงนั้นหาใช่ขั้น 5 ทั่วๆ ไปอยู่เเล้ว
แรงกดดันนั้นได้เข้ามาปะทะร่างกายราวพายุกระหน่ำ มันพยายามที่จะทำให้ฉางกวงคุกเข่าให้จงได้
“ไม่มีวัน” ฉางกวงโคจรพลังปราณขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 6 ของตนเองในทันที ส่งผลให้แรงกดดันนั้นทำอันใดฉางกวงไม่ได้เลย
แต่ถ้าสังเกตดีๆ ละก็สีหน้าของฉางกวงจะดูซีดลงเล็กน้อย
“ดูสิว่าเจ้าจะทนไปได้อีกซักกี่น้ำ” เสือเหมันต์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายก่อนที่จะกระโจนเข้าไปตะปบฉางกวง