ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 89 : การปะทะอันดุเดือด !
“ครืน” ฝ่ามือเหมันต์ 4 ข้างผุดขึ้นมาจากพื้นเหมันต์ในเสี้ยวอึดใจ ก่อนที่จะตบลงไปยังทั้ง 4 ร่าง อย่างดุดัน
“เปรี้ยง” ร่างสีดำทั้งสี่นั้นโดนตบเข้าอย่างจัง ก่อนที่ร่างของพวกมันจะกระเด็นติดไปกับฝ่ามือ ราว 4 ถึง 5 ก้าวก่อนที่จะหยุดลง ร่างทั้งสี่นั้นใช้โอกาสนี้งับฝ่ามือเหมันต์เข้าอย่างจังราวกับสัตว์ป่า พลังออร่าสีดำในร่างของมันพลันแพร่ผ่านปากที่งับอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือเหมันต์ที่ถูกออร่าสีดำทะลักเข้าไปก็เกิดสัณญาณล่มสลายลง พลางหลอมละลายกลายเป็นน้ำสีดำอย่างรวดเร็ว น้ำสีดำนั้นพอหล่นลงพื้นเหมันต์ก็ทำให้เกิดหลุมขนาดย่อมขึ้นมาในทันที
“เจ้าพวกนี้ช่างร้ายกาจต่างจากตัวก่อนหน้านี้นัก” ฉางกวงคิดไปพลางยกนิ้วขึ้นมาในฉับพลัน
ปราณไฟเหมันต์ในร่างพลันไหลมายังตรงนิ้วที่ยกขึ้น พลางวาดบนอากาศอย่างรวดเร็ว
“วิ้ง” ชั้นเหมันต์พลันควบรวมกันหลาย ๆ ชั้นปกคลุมไปทั่วร่างกายของฉางกวง อักขระยึกยือพลันโลดแล่นเป็นราวกับโซ่ที่คอยกระชับให้ชั้นน้ำแข็งแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในเพียงเสี้ยวพริบตา ชุดเกราะเหมันต์สีขาวนวลเหมันต์ที่ถูกตัดด้วยโซ่อักขระก็ปรากฎขึ้น ออร่าความโบราณแผ่ออกมาพลางพุ่งเป้าไปยังร่างสีดำทั้ง 4 ในทันที ซึ่งร่างทั้ง 4 ก็โดนแรงกดดันเข้าไปทำให้การเคลื่อนไหวของมันดูช้าลงเล็กน้อย
“ตายซะ” ฉางกวงชกหมัดที่เสริมด้วยเกราะเหมันต์พลางโคจรเปลวไฟเหมันต์อย่างดุดัน เล็งเป้าหมายไปยัง 1 ในร่างสีดำเหล่านั้น
ร่างสีดำที่ถูกเพ่งเล็งนั้น ก็พยายามกระโดดหลบตามสัญชาตญาณ แต่มันก็ยังช้าเกินไป
หมัดชุดเกราะสีขาวนวลนั้นทะลุลำตัวร่างสีดำนั้นในทันที พลังปราณไฟเหมันต์ได้แทรกเข้าไปตามรอยหมัดอย่างรวดเร็ว มันกัดกร่อนออร่าสีดำในทันที ก่อนที่ออร่าดำจะหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับร่างสีดำนั้นแตกสลายไปราวกับเศษกระดาษที่ถูกเผาไฟ
“แฮ่” ร่างสีดำ 3 ตนที่เหลือเมื่อเห็นเช่นนั้นก็คำรามใส่ฉางกวงอย่างกราดเกรี้ยว ฉับพลันกับที่ออร่าสีดำอันน่าเกรงขามผุดออกจากร่างสีดำเป็นจำนวนมาก ซึ่งเเรงกดดันที่เเผ่ออกมานั้นเทียบเท่าได้กับพลังปราณของผู้ฝึกตนขั้นที่ 6
พวกมันทั้ง 3 พลันกระโจนปิดล้อมฉางกวง 3 ทิศทาง พลางยกแขนเตรียมตะปปฉางกวงอย่างโหดเหี้ยม
ฉางกวงที่อยู่ในชุดเกราะเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้า โคจรปราณของตนพร้อมกับไฟเหมันต์อย่างบ้าคลั่ง
แล้วจึงวาดอักขระบนอากาศอย่างรวดเร็ว โล่ชั้นน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยอักขระยึกยือสีดำพลันปรากฎขึ้นมาในเสี้ยววิก่อนที่ฉางกวงจะเอี้ยวตัวเหวี่ยงโล่ตบเพื่อตอบโต้ทั้ง 3 ร่าง ที่เอ่ยมาทั้งหมดนี้ดูเหมือนกับจะนานแต่มันนั้นเกิดขึ้นในเพียงครึ่งลมหายใจเท่านั้น
“ครืน” ร่างทั้ง 3 พลันกระเด็นติดไปกับโล่ ออร่าสีดำพลันแทรกซึมโล่อย่างรวดเร็ว เมื่อมันไปเจอพลังปราณของฉางกวงมันก็ดูราวกับมีชีวิต รีบกระโจนไปหาพลังปราณฉางกวงอย่างหิวกระหาย แต่ก่อนที่ออร่าสีดำจะกลืนกินพลังปราณส่วนตัวของฉางกวงนั้นพลังปราณของไฟเหมันต์สีขาวนวลก็พลันปะทุออกมาจากปราณดั้งเดิมของฉางกวง ก่อนที่ทั้ง 2 จะปะทะกันอย่างดุเดือด
“แฮ่” หนึ่งในร่างทั้ง 3 นั้นมันใช้ฝ่ามือตะปปตรงจุดบอดของฉางกวง ออร่าสีดำทำให้ชุดเกราะเกิดรอยบุ๋มในทันที
“ออร่าสีดำนี่ช่างน่ากลัวยิ่งนัก” ฉางกวงมองออร่าสีดำที่ติดตรงรอยบุ๋มด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เกรงว่าถ้าเกิดผู้ฝึกตนขั้น 6 ทั่วไปโดนเข้าไปละก็ ไม่เหลือแน่
“ชี่” เกิดประกายไฟขึ้นมาตรงบริเวณโล่ของฉางกวง
ฉางกวงที่เห็นว่าร่างทั้ง 3 ดูคลุ้มคลั่งยิ่งกว่าเดิมราวกับว่าพวกมันกำลังดิ้นรนอย่างสุดชีวิตจึงไม่รอช้าใช้พลังกายผสานกับชุดเกราะเหมันต์ดันร่างสีดำทั้ง 3 ให้ติดกับพื้นในทันที พลางถ่ายทอดปราณของตนไปตรงโล่ไม่ยั้ง
“แฮ่” เสียงร่างสีดำทั้ง 3 ที่โดนโล่กดไว้ดูโกรธเกรี้ยว คั่งแค้น และก็มีแฝงไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังในช่วงสุดท้าย
“หายไปซะ” ฉางกวงกลั้นใจโคจรพลังปราณอย่างสุดชีวิต ประกายไฟเหมันต์ตรงบริเวณโล่พลันเพิ่มขึ้น พร้อมกับควันที่ออกมาราวกับเผาถ่าน โล่ที่ดันอีกฝ่ายไว้ก็ค่อย ๆ นาบกับพื้นอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนที่โล่จะนาบบนพื้นอย่างสมบูรณ์ ชุดเกราะเหมันต์พลันสลายไปราวกับม่านหมอก พร้อมกับสติของฉางกวงที่ค่อย ๆ ดับวูบลงไป
“เจ้าหนูนี่ไม่เลวเลย” เงาร่างหนึ่งพลันโผล่ออกมาจากด้านหลังต้นพฤกษาเหมันต์ทมิฬอย่างเอื่อยเฉื่อย พลางหยิบขวดใสออกมาจากสาบเสื้ออย่างรวดเร็ว เม็ดยาหนึ่งในนั้นพลันลอยเข้าปากของฉางกวงที่กำลังอ้าอย่างพอดิบพอดี
“หวังว่าเจ้านี่จะไม่อคติต่อผู้อาวุโสผู้นี้นะ” ร่างนั้นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ถ้าเกิดว่าผู้อาวุโสหน้ายิ้มได้มาเห็นร่างนี้เข้าละก็จะต้องตกตะลึงตาแทบถลนออกจากเบ้าออกมาอย่างแน่นอนเพราะร่างนี้ก็คือร่างเดียวกันกับที่ปรากฏตัวขัดขวางผู้อาวุโสหน้ายิ้มนั่นเอง
ส่วนฉางกวงนั้นถ้าลุกขึ้นมาเห็นเงาร่างนี้ก็คงตกตะลึงไม่ต่างกับผู้อาวุโสหน้ายิ้มเช่นเดียวกันเพราะร่างนี้ก็คือคนที่เขาไปเจอตอนไปหาภารกิจในรอบแรกนั่นเอง
ราว ๆ 3 ชั่วยามต่อมาฉางกวงก็ลืมตาขึ้นมาอย่างมึนงง
“นี่มัน” ฉางกวงมองฝ่ามือของตนก่อนจะค่อย ๆ ลุกขึ้นมาอย่างช้า ๆ
พอสังเกตเห็นพื้นเหมันต์สีขาวโดยรอบและก็ต้นไม้สีดำน้ำตาลก็จำได้ในทันที
“เกือบไปแล้ว” ฉางกวงค่อย ๆ เดินไปยังต้นพฤกษาเหมันต์ทมิฬ (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ถ้าเกิดว่าพลังปราณของเขาน้อยกว่านี้หรือว่าเขาไม่มีเปลวไฟเหมันต์ละก็ เขาคงไม่รอดมาเป็นแน่
ฉางกวงคิดไปพลางก็เดินมาถึงเบื้องหน้าต้นเหมันต์ทมิฬ ตัวเขาจึงไม่รอช้าเด็ดผลทั้งหมด 7 8 ผลของมันมาในทันที ก่อนที่จะเดินกลับไปยังทางออกค่ายกลลวงตาอย่างอ่อนแรง
ณ ด้านนอกของค่ายกลลวงตา
“นี่ก็ผ่านมาหลายชั่วยามแล้วนะ ไปตามหาฉางกวงเอ้ยหัวหน้ากันเถอะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยพลางมองยังภาพลวงตาด้วยแววตาเปล่งประกาย
“เจ้าบื้อ ข้าก็เริ่มขี้เกียจเอ่ยกับเจ้าแล้วนะ ตอนนี้ผ่านไปเพียง 3 ชั่วยามเท่านั้น เรายังมีเวลาเหลืออยู่อีกตั้งเยอะ เจ้าคงคันไม้คันมือล่ะสิ” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
พอได้ยินเช่นนั้นฉีหมิงเทาก็ทำหน้าเสียดายจึงกระทืบเท้าราวกับเด็กที่ถูกผู้ใหญ่จับได้เมื่อกำลังจะทำความผิด
“พวกเจ้านี่ไม่เชื่อใจหัวหน้าผู้นี้กันเลยรึไง” เสียง ๆ หนึ่งดังออกมาจากภาพต้นไม้สีดำน้ำตาลก่อนที่ร่าง ๆ หนึ่งจะเดินออกมา
ซึ่งร่างนั้นก็คือฉางกวงนั่นเอง
“ฮึ่ม ฉางกวงไม่ใช่สิหัวหน้าท่านไม่ให้ลูกน้องลงมือเลยนะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเเต่เเววตากลับดูสำรวจบนตัวของฉางกวง
“ฉางกวง เจ้าปลอดภัยมาได้ก็ดีเเล้ว เดี๋ยวที่เหลือพวกเราจะจัดการเอง” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ฉีหมิงเทาเเละสมาชิกคนอื่น ๆ ในกลุ่มก็พยักหน้าเห็นด้วย ที่เหลือไว้ใจพวกเขาได้เลย
“อืม งั้นก็ฝากด้วย” ฉางกวงไม่รอช้ารีบเข้าภวังค์เพื่อฟื้นฟูพลังปราณในทันที
ทั้งกลุ่มก็ตัดสินใจเดินทางกลับอย่างช้า ๆ โดยที่ฉางกวงนั้นอยู่ตรงกลางกลุ่ม สภาพของตัวเขาในตอนนี้นั้นเดินราวกับร่างไร้วิณญาณ แต่ภายในร่างกายนั้นกลับฟื้นฟูพลังปราณรวดเร็วอย่างเห็นได้ชัด เกรงว่าถ้าเหล่าผู้อาวุโสมาเห็นเข้าละก็จะต้องอ้าปากค้างเป็นเเน่
ด้วยความเร็วของทั้งกลุ่มนี้ขากลับจึงช้ากว่าขามามาก ผ่านไปอีกราว ๆ 2 ชั่วยามพวกเขาก็เห็นพื้นเหมันต์สีขาวอยู่ตรงเบื้องหน้า
ซึ่งก็คือจะได้พ้นไอ้ป่าพฤกษาทมิฬบ้า ๆ นี่เสียที แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทันดีใจนั้นเอง
“แฮ่ โฮก” สัตว์อสูรที่เคยล้อมรอบก่อนหน้านี้นั้นแววตาเปล่งประกายราวกับว่าเห็นอาหารอันโอชะลอยออกมา
“บัดซบ พวกมันมีพวกมาเพิ่มอีกรึเนี่ย” ฉีหมิงเทาสบถออกมาแต่แววตากลับเปล่งประกายจิตวิญญาณการต่อสู้ร้อนแรง
“เข้ามาเลย สุภาพชนน่ะไม่ได้เคี้ยวกันง่าย ๆ หรอกนะ” จางฮั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แววตาาเปล่งประกายรังสีฆ่าฟันออกมา
“ฟุ่บ” พลังปราณของทั้งสองเเผ่พุ่งออกมาในเสี้ยวกะพริบตาก่อนที่จะกระโจนใส่เหล่าสัตว์อสูรราวสายฟ้าฟาด
“เปรี้ยง ฉัวะ” หมัดที่ดูราวกับอุ้งมือหมี และกระบี่ที่มีประกายออร่าเหมันต์นั้นจัดการคู่ต่อสู้ของพวกมันในทันที
สัตว์อสูรโชคร้ายที่เทียบเท่ากับผู้ฝึกตนขั้น 4 สองตัวพลันล้มลงในทันที
สัตว์อสูรที่เหลือเมื่อเห็นเช่นนั้นแววตาก็ดูกราดเกรี้ยวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ถ้าเกิดมาสายตาพวกมันฆ่าคนได้ละก็เกรงว่าจางฮั่นกับฉีหมิงเทาคงจะตายไปนับ 10 ครั้งเเล้ว
“มา เข้ามาอีก เข้ามาให้บิดาขยี้พวกเจ้าซะ” ฉีหมิงเทาเอ่ยด้วยอารมณ์ตื่นเต้น แววตาาดูบ้าคลั่งอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าพวกเดรัจฉาน พวกเจ้าคิดผิดแล้วที่ต้องให้สุภาพชนผู้นี้ลงมือ” จางฮั่นเอ่ยพลางตวัดกระบี่อย่างดุดัน พลังปราณของเขาผสานเข้ากับกระบี่จึงทำให้มันดูแหลมคมมมากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจน
“แฮ่” สัตว์อสูรเหล่านี้เมื่อเห็นเช่นนั้นก็คำรามราวกับสั่งการ พวกมันจึงกระจายตัวไปล้อมคนทั้งสองเป็นวงกลม
โดยแต่ละตัวนั้นมีพลังกายเทียบเท่ากับผู้ฝึกตน ขั้น 3 และขั้น 4 ซึ่งมีราว ๆ วงละ 10 กว่าตัว