ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 95 : ศิษย์สายนอกอันดับ 1
“อืม น่าสนใจดีนี่ ว่าแต่เจ้าเป็นใครกัน ข้ารู้จักเจ้าด้วยรึ” ฉางกวงจ้องมองร่างของศิษย์สายนอกที่แต่งตัวหรูหราด้วยแววตาสงสัย
“หืม เจ้าไม่รู้จักข้างั้นรึ ดูเหมือนว่าข้าจะหายหน้าหายตาไปนานสินะ ผู้คนถึงได้ลืมเลือนกันไปแล้ว”
“อืม ข้าว่าเจ้าคนที่เปล่งประกายด้วยเงินทองผู้นั้นน่ะ ดูคุ้นตาอยู่เหมือนกันนะ”
“อ้อ ข้านึกออกเเล้ว คนผู้นี้คือ ไฉฟู่หลิน ศิษย์สายนอกอันดับ 1 มิใช่รึ”
“ข้าได้ยินมาว่าเขาติดอยู่ในอันดับหนึ่งศิษย์สายนอกมานานหลายปีเเล้ว ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนี้”
เหล่าผู้คนที่มามุงดูอยู่บางส่วนก็ยกยิ้มขึ้นมาอย่างสาเเก่ใจ ไม่คิดปิดบังเลยแม้แต่น้อย
พอได้ยินเช่นนั้น ไฉฟู่หลินไม่รู้ว่าไปหยิบพัดมาจากที่ใด พลันคลี่พัดออกมาอย่างรวดเร็ว ประกายแวววาวของอัณญมณีนั้นแทบทำให้คนโดยรอบพากันกลืนน้ำลายด้วยความอิจฉา
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน แต่ถ้าเจ้าไม่กล้าที่จะวางเดิมพันที่เท่าเทียมกันละก็ ข้าก็ไม่รู้จะสู้กับเจ้าไปทำไม”
ฉางกางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ถ้าเขารีบเอ่ยตอบรับไปโดยไม่คิดอันใดละก็ การที่ชนะก็จะไม่ได้อันใดเลยแต่กลับกันถ้าเกิดแพ้ขึ้นมาเขาจะต้องเสียตำแหน่งศิษย์สายในไป จะจับเสือมือเปล่างั้นรึ ฝันไปเถอะคิดว่าเขาโง่รึไร
“สหายฉางวางใจได้ แน่นอนว่าข้าผู้แซ่ไฉย่อมต้องมีสิ่งของเดิมพันเตรียมไว้อยู่แล้ว” ไฉฟู่หลินแสร้งเอ่ยออกมาอย่างสบาย ๆ แต่ในใจกลับแอบกัดฟันกรอด ก่อนที่จะหยิบเอาขวดใสรูปทรงหยดน้ำขวดหนึ่งออกมา ในขวดนั้นมีของเหลวสีฟ้าแผ่กำจายความเย็นอันหนาวเหน็บของเหมันต์สลับกับความอบอุ่นอันเข้มข้นเปล่งประกายออกมา
“สิ่งนี้มันคืออันใดรึ” ถึงฉางกวงจะรู้ว่าของเหลวนี้ไม่ธรรมดา แต่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่ามันคือสิ่งใด
“มันก็คือหยาดเหมันต์พิรุณอย่างไรเล่าสหายฉาง หวังว่าเจ้าจะเคยได้ยินมานะ” ไฉฟู่หลินเอ่ยพลางยิ้มให้กับฉางกวง
“ไม่น่าเชื่อ ไม่คิดว่าสิ่งนี้จะปรากฎขึ้นมาได้”
“แล้วมันคืออันใดกันเล่า เจ้ารู้ก็อย่ามัวเเต่อมพะนำเอาไว้รีบบอกมาเร็วเข้า”
“มันก็คือหยาดเหมันต์พิรุณ ที่ว่ากันว่าในรอบ 100 ปีจะพบพานได้สักครั้งหนึ่ง มันเกิดจากหยดน้ำธรรมดาที่ตกลงมาบนใบของต้นเหมันต์พิรุณสมุนไพรปราณระดับสูงแล้วกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่บนใบนั้นเป็นเวลา 10 ปี จึงทำให้หยดน้ำธรรมดาได้รับสรรพคุณของต้นสมุนไพรต้นนั้นมาเต็ม ๆ”
“โห งั้นก็หมายความว่าเพียงเเค่ข้ากินหยาดนี่ไปเพียง 1 หยดก็เท่ากับการกินสมุนไพรเหมันต์พิรุณไป 1 ต้นเลยน่ะสิช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก”
“เเน่นอน และด้วยสรรพคุณของต้นเหมันต์พิรุณที่เพียงใบเดียวก็สามารถช่วยให้ผู้ฝึกตนในขั้นขยายปราณประหยัดเวลาในการบ่มเพาะได้อย่างดีเยี่ยมแล้วและมันก็ยังสามารถรักษาบาดแผลที่มองไม่เห็นได้ถึงแม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ไม่ต้องพูดถึงทั้งต้นเลย เกรงว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนในขั้นที่ 7 ก็ยังอยากได้มันมาใจจะขาด”
ฝูงชนคุยกันไปพลางมองขวดรูปหยดน้ำนั้นด้วยดวงตาตกตะลึง ไม่คิดว่าไฉฟู่หลินจะหน้าใหญ่ใจโตเกินไปแล้ว ซึ่งเหล่าคนที่มาต่อแถวก็คิดเช่นเดียวกันไม่เว้นแม้แต่ผู้อาวุโสที่คุมโต๊ะทั้ง 2 คน
“อย่างนี้สิค่อยน่าคุยด้วยหน่อย ข้าตกลง เลือกวันมาได้เลย” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นแต่แววตานั้นกลับจ้องมองขวดรูปหยดน้ำด้วยแววตาเป็นประกาย เจ้านี่ช่างรู้ใจยิ่งนัก ราวกับยื่นหมอนให้ตอนง่วงอย่างพอดิบพอดี
ด้วยการที่เขาพัฒนาพลังปราณรวดเร็วเกินไป แถมยังต่อสู้มาเป็นจำนวนมากจึงไม่แปลกที่จะต้องมีบาดแผลที่มองไม่เห็นหลงเหลืออยู่ ถึงแม้ว่าเขาจะเคยกินโอสถที่มีสรรพคุณคล้าย ๆ กันมาก่อนก็ตาม แต่ถ้าเกิดว่าสามารถทำให้พื้นฐานร่างกายมั่นคงได้มากที่สุด ใครจะไม่ทำกันเล่า ถ้าฐานมั่นคง ตัวตึกยิ่งสามารถสูงขึ้นได้อีกมาก การฝึกพลังปราณก็เป็นเช่นเดียวกัน
“ข้าไม่รีบหรอกสหายฉาง เห็นแก่ที่เจ้าพึ่งทำภารกิจเสร็จมาหมาด ๆ เอาเป็นอีก 3 วันข้างหน้าเป็นอย่างไร” ไฉฟู่หลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม
“ไม่มีปัญหา เอาตามนั้น” ฉางกางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ แต่ในใจนั้นรู้สึกดีเป็นอย่างยิ่ง
“งั้น ข้าขอตัวก่อน หวังว่าสหายฉางจะไม่เบี้ยวนะ” ไฉฟู่หลินที่เอ่ยเสร็จ ก็เดินจากไปในทันที ราวกับว่าตัวเขาได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ไม่คิดแยแสอันใดอีก
“อืม เจ้านายน้อยร่ำรวยนี่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย” ฉางกวงบ่นภายในใจ ก่อนที่จะหันไปคุยกับผู้อาวุโสที่ประจำโต๊ะต่อ
ซึ่งขั้นตอนก็ผ่านไปรวดเร็วเป็นอย่างมาก จนฉางกวงได้รับของรางวัลมาก็ตรวจนับจนมั่นใจ ก่อนที่จะเดินออกไปจากจุดรับภารกิจ ค่อย ๆ นำเอารางวัลไปแบ่งกับพวกฉีหมิงเทา
“ผลประกอบการในครั้งนี้ไม่เลวเลยทีเดียว” ฉางกวงมองแก่นผลึกอสูร 10 ก้อนที่อยู่ในถุงเก็บของ
ด้วยสีหน้าที่พึงพอใจ แกนสัตว์อสูรขั้น 6 1 ก้อน ขั้น 5 5 ก้อน และขั้น 4 อีก 4 ก้อน ถ้านำทั้งหมดนี่ไปแลกเหรียญของสำนักละก็ สามารถนั่งกินนอนกินได้ 2 ปีอย่างสบาย ๆ
“แกนสัตว์อสูรขั้น 6 กับขั้น 5 มีประโยชน์กับตัวข้าเป็นอย่างยิ่งส่วนขั้น 4 นั้นเก็บไว้ก่อนก็แล้วกัน” ฉางกวงคิดไปพลางเดินไปพลาง ด้วยความเร็วของผู้ฝึกตนขั้น 6 จึงมาถึงยังจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว บ้าน 2 ชั้นพลันปรากฎขึ้นมาตรงเบื้องหน้าของฉางกวง นั่นก็คือบ้าน 2 ชั้นที่ฉางกวงเคยมาคุยกับคนขายข่าวชุดฟ้านั่นเอง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“เสี่ยวเอ้อ เรียกเถ้าแก่เจ้ามาคุยกับข้าหน่อย ข้ามีธุระกับเขา” ฉางกวงเดินเข้าไปในบ้าน 2 ชั้นในทันที
ก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ท่างฉางใช่ไหมขอรับ เถ้าแก่รออยู่ชั้น 2 แล้วขอรับ” เสี่ยวเอ้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมก่อนจะเดินนำฉางกวงขั้นไปบนขั้น 2 ที่คุ้นเคย
“สหายฉาง ท่านทำให้ผู้คนประหลาดใจยิ่งนัก ไม่คิดว่าท่านจะกลับมารวดเร็วเช่นนี้” ยังไม่ทันที่ฉางกวงจะได้เดินเข้าไปในห้องชั้น 2 น้ำเสียงที่ดูสบายๆ ก็ดังขึ้นมา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสี่ยวเอ้อก็ก้มหัวให้ฉางกวงก่อนที่จะเดินจากไปอย่างรู้งาน
“ไม่เลย ท่านพูดเกินจริงไปแล้ว ข้าเพียงโชคดีก็เท่านั้น” ฉางกวงเปิดม่านเข้าไปพลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงถ่อมตัว
“งั้นก็ข่างมันเถอะ ถ้าเข้าเดาไม่ผิด สหายฉางจะมาจ่ายหนี้ที่ค้างไว้ใช่รึไม่” คนขายข่าวที่วันนี้สวมชุดขาวก็ยิ้มก่อนที่จะตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ราวกับว่าตัวเขานั้นเป็นสายน้ำที่ไหลอย่างเอื่อยเฉื่อย
“ใช่แล้ว ท่านสามารถลองเซ็คดูก่อนได้” ฉางกวงเอ่ยเสร็จพลันโยนแก่นผลึกอสูรออกไปอย่างรวดเร็ว
“ฟึ่บ” คนขายข่าวกำเอาแก่นผลึกอสูรมาไว้ในมือก่อนที่จะพิจารณาอย่างสนใจ
“สมบูรณ์แบบมาก ไม่มีร่องรอยความเสียหายเลยแม้แต่น้อย” คนขายข่าวอุทานออกมาก่อนที่จะหันไปมองฉางกวงด้วยแววตาเคร่งขรึม
“งั้นก็ถือว่าเจ้ากับข้าไม่มีหนี้ต่อกันแล้วใช่ไหม” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แน่นอนอยู่แล้วสหายฉาง หวังว่าครั้งหน้าเจ้าจะมาใช้บริการข้าอีกนะ” คนขายข่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร สีหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างเห็นได้ชัด
ฉางกวงไม่รอฟังจนจบก็เดินออกจากบ้าน 2 ชั้นในทันที
“เฮ้อ เหนื่อยแล้ว รีบกลับไปพักดีกว่า” ฉางกวงมองผู้คนที่เดินสวนกันไปมาอย่างเหนื่อยล้า ก่อนที่รีบกลับไปยังที่พักของตนเองในทันที ถ้าอยู่นานกว่านี้เกรงว่าเขาจะต้องหลับอยู่ท่ามกลางฝูงชนเป็นเเน่
พอมาถึงที่พักศิษย์สายนอกของตนฉางกวงก็ฟุบลงไปในทันที
“อ๊าก” ในกรงขังที่เต็มไปด้วยงแสบหูก็พลันดังออกมาพร้อม ๆ กัน
“ฆ่าข้าซะ แล้วก็ปล่อยตัวเธอไป” เสียงที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความเกียจชัง เหนื่อยล้า และก็เด็ดเดี่ยว
“ยังไม่ต้องรีบไป เจ้ายังมีประโยชน์อยู่ ถ้าเกิดว่ามันไม่ได้ผลละก็ ข้าจะเป็นคนสงเคราะห์เจ้าให้เอง” เสียงอีกเสียงนั้นดูเรียบเฉย แฝงไปด้วยความ
เย็นชา
“อึก” ถ้าเกิดว่ามีคนอยู่ตรงปริเวณนั้น จะต้องได้กลิ่นคาวของเลือดอย่างแน่นอน ซึ่งก็คือเจ้าของเสียงแรกกระอักเลือดนั่นเอง
“ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะออกมาเยอะเลยทีเดียว งั้นดูเหมือนเข้าจะต้องจับลูกของเจ้ามาด้วยเสียแล้ว จะได้อยู่กันเป็นครอบครัวไง” เสียงที่สองเอ่ยอย่างยียวน แฝงแววมุ่งร้าย
“บัดซบ ลูกข้าเจ้าอย่ามาเด็ดขาด” เสียงแรกนั้นดูราวกับกำลังกัดฟันขณะที่เอ่ยออกมา
ขณะนั้นก็ตัดไปอีกสถานที่หนึ่ง
“เจ้าต้องปลอดภัยนะ ลูกรักของเเม่” ผู้หญิงคนนึงที่ใส่เสื้อผ้าขาดยุ่ย เต็มไปด้วยความมอมแมมกำลังเอ่ยออกมาเด้วยสายตาเปล่งประกายความหวังอันริบหรี่
“ฟึ่บ ภาพราวกับถูกตัดไป กลายเป็นสีดำสนิท”
“นี่มันอันใดกัน” ฉางกวงสะดุ้งตื่นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เมื่อจับใบหน้าของตนเองก็พบกันคราบน้ำตาที่ยังไม่แห้ง ก็พลันนึกถึงความฝันขึ้นมาในทันที
เขาจำได้ว่าฝันเห็นผู้ชายกับผู้หญิงที่ถูกจับขังและทรมาน แต่เสียงของทั้งสองก็ดูคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างมาก ราวกับว่ามีความใกล้ชิดกันเป็นอย่างยิ่ง