ข้าเป็นเซียนสะท้านฟ้า - ตอนที่ 94 : ปลากระโจนเข้าประตูมังกร
“ดูเหมือนว่าเจ้าหนูนี่จะคาดเดาได้เเล้ว” ชายชราชุดขาวยืนมือไขว้หลังเหมือนเดิม รอฟังคำพูดของฉางกวงอย่างตั้งใจ
“ท่านคือ หัวหน้าตำหนักภารกิจใช่รึไม่ขอรับ” ฉางกวงเอ่ยพลางกะพริบตาอย่างใสซื่อ
“ถูกต้องแล้ว ชายชราผู้นี้ เดี๋ยวช้าก่อน เมื่อครู่เจ้าเอ่ยว่าอันใดนะ” ชายชราชุดขาวที่กำลังเอ่ยตอบรับด้วยสีหน้าหนักแน่นราวกับตัวตนที่สูงส่งปกคลุมไปด้วยม่านหมอก เเต่เมื่อได้ยินคำพูดของฉางกวงสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไปในทันที
“ท่านคือหัวหน้าตำหนักภารกิจใช่รึไม่ขอรับ” ฉางกวงตอบอีกฝ่ายไปอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
ด้วยตำหนักอันใหญ่โตที่อยู่ตรงหน้าของเขา ประกอบกับเขาพึ่งนึกได้ว่าเคยเจออีกฝ่ายมาก่อนรอบนึงตอนที่ไปเลือกภารกิจนั่นเอง จึงไม่แปลกที่ฉางกวงจะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นหัวหน้าของตำหนักภารกิจ
“เจ้าหนู ชายชราผู้นี่เป็นตัวตนที่อยู่สูงกว่านั้น” ชายเราชุดขาวทำสีหน้าเหยเก ก่อนที่จะควักเอาหยกสีขาวนวลที่เคยยื่นให้คนเฝ้าประตูออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมองฉางกวงด้วยสายตาคาดหวัง
“เออ ท่านเป็นผู้ช่วยรองเจ้าสำนักใช่ไหมขอรับ” ฉางกวงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเช่นเดิม
แม้ว่าเขาจะไม่รู้จักหยกที่ชายชราชุดขาวถืออยู่ แต่เขาก็เอ่ยตอบไปอย่างไม่ลังเล
ด้วยตัวเขาเคยอ่านเกี่ยวกับตัวตนทั้ง 7 ที่สูงส่งของสำนักเหมันต์ประกายมาก่อน ถ้าไม่รู้งั้นก็ไล่ขึ้นไปเลย จะต้องถูกบ้างล่ะ
“พอได้เเล้วเจ้าหนู เจ้าไม่ต้องเอ่ยอันใดออกมาอีก ชายชราผู้นี้คือเจ้าสำนักเหมันต์ประกายแห่งนี้” ชายชราชุดขาวเอ่ยด้วยท่าทางทรงอำนาจ ที่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ปลดปล่อยพลังปราณออกมาเลยแต่ท่าทางก็ดูเปี่ยมไปด้วยความล้ำลึกที่ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่อาจมีได้
“น…นี่…นี่มัน” ฉางกวงเมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง ปากอ้าโตแทบจะเอาแตงโมยัดลงไปได้
ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนักตัวตนระดับนี้มักจะต้องปิดด่านฝึกตนอยู่ตลอดเวลาไม่ใช่รึ จะออกมาก็ต่อเมื่อมีเรื่องสำคัญเกิดขึ้น ขนาดตอนที่เขาอยู่สำนักทวนธาราเป็นถึงศิษย์สายใน ถ้าไม่นับรองเจ้าสำนักซ่งหมิงเทาที่มีความแค้นส่วนตัวเกี่ยวกับตัวเขา ก็ยังไม่มีโอกาสได้เจอตัวตนระดับสูงสุดของสำนักมาก่อนเลย ไม่คิดว่าตัวตนระดับนี้จะปลอมตัวเพื่อมาจับตาดูศิษย์สายนอกที่พึ่งเข้ามาใหม่ผู้นึง
“เจ้าหนู ไม่ต้องแปลกใจไป ชายชราผู้นี้จับตาดูเจ้าตั้งแต่ตอนทดสอบเข้าสำนักแล้ว” เจ้าสำนักชุดขาวเอ่ยด้วยแววตาเปล่งประกายล้ำลึก
“อย่าบอกนะว่าตอนนั้นเป็นฝีมือท่าน” ฉางกวงเอ่ยพลางจ้องมองเจ้าสำนักด้วยท่าทางไม่อยากเชื่อ ขนลุกซู่ไปทั่วลำตัว
ในตอนที่เขากำลังปกปิดพลังเเล้วต่อสู้กับจางฮั่นอยู่นั้น เขารู้สึกได้ว่ามีคนกำลังจับตามองอยู่ และก็อยู่ดีๆ ที่พลังปราณของจางฮั่นที่เพียงขั้นครึ่งก้าวสู่ขั้น 4 นั้น สามารถเจาะทะลุกระดองเต่าเหมันต์ของเขามาได้ ซึ่งถ้าปกตินั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ระดับพลังที่สอดแทรกกเข้ามานั้นก็ดูต่างกันอยู่ คงจะไม่ใช่ งั้นก็คงเป็นตอนที่เขาจับสัมผัสรางๆ ราวกับลางสังหรณ์ จะต้องเป็นตอนนั้นเป็นแน่
พอคิดได้เช่นนั้น ฉางกวงก็จ้องมองยังชายเราชุดขาวด้วยสีหน้าที่สับสน
“ถูกต้องแล้ว ในตอนนั้นชายชราได้ลงมือห้ามเจ้าหนุ่มนั้นเอง การไปแทรกแซงการต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย” เจ้าสำนักชุดขาวเอ่ยด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ราวกับว่าตัวเขาเองก็มีส่วนผิดอยู่ด้วยเช่นกัน
“ขอรับ ผู้น้อยทราบแล้ว ผู้น้อยขอขอบคุณท่านเจ้าสำนักที่ช่วยเหลือไว้ในครั้งนี้” ฉางกวงเอ่ยไปพลางประสานมือขอบคุณด้วยความจริงใจและเคารพนับถือ
“ดี …ดีมาก อัจฉริยะที่รู้จักการถ่อมตน เจ้าสนใจที่จะมือเป็นศิษย์ของชายชราผู้นี้รึไม่” เจ้าสำนักเอ่ยด้วยน้ำเสียงชื่นชม ก่อนที่จะมองฉางกวงอย่างรอคอย
“ไม่ขอรับ ข้ารับเอาไว้ไม่ได้จริง ๆ ข้าน้อยขออภัยด้วย” ฉางกวงคิดในไม่กี่เสี้ยวอึดใจก่อนที่จะตอบออกมาอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“อืม งั้นก็น่าเสียดายจริง ๆ งั้นเจ้าสนใจที่จะเป็นศิษย์สายในรึไม่” ชายเราชุดขาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงลื่นไหล ถึงแม้ว่าฉางกวงจะปฎิเสธคำเชิญก็ตาม ไม่มีหยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย
“เออ ผู้น้อยยินดีขอรับ” ฉางกวงเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว การที่เขาจะได้เลื่อนระดับเป็นศิษย์สายในนั้นมีคุณประโยชน์กับตัวเขามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นไม่ต้องทำภารกิจของสำนักทุก ๆ 3 เดือน เเละยังจะได้รับทรัพยากรบางส่วนรวมถึงสามารถเข้าไปดูตำราบางส่วนของสำนักได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธได้เลย
“ดีมาก งั้นเจ้าก็เตรียมย้ายที่อยู่ได้เลย คำสั่งเลื่อนระดับจะไปหาเจ้าในเร็วๆ นี้” เมื่อเอ่ยเสร็จชายชราเจ้าสำนักก็นำยันต์อันเดิมที่ไช้พาตัวของฉางกวงมาที่นี่ออกมา พลางถ่ายเทพลังปราณสีขาวเหมันต์อันลึกล้ำลงไปอย่างรวดเร็ว
“วิ้ง” ในครั้งที่แล้วฉางกวงไม่ทันได้สังเกตสัดเจน แต่ตอนนี้เขาก็ได้เห็นขัดเจนว่ายันต์นั้นตอบสนองต่อพสังปราณของท่านเจ้าสำนัก
ก่อนที่วงค่ายกลอักขระอันซับซ้อนพลันปรากฎขึ้นมาล้อมรอบตัวฉางกวงเป็นวงกลม พลันเปล่งแสงออกมาล้อมรอบตัวของฉางกวง
แต่ก่อนที่ฉางกวงจะถูกเคลื่อนย้ายนั้นเอง เสียงของขายชราเจ้าสำนักก็พลันดังขึ้นมา
“เจ้าหนู เตรียมรับมือความยุ่งยากเอาไว้ให้ดี” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“หมายความว่าอันใดกัน” ยังไม่ทันให้เวลาฉางกวงได้ครุ่นคิด แสงสว่างก็พลันวาบขึ้นมาในดวงตาก่อนที่ตัวเขาจะมาปรากฎอยู่ตรงหน้าที่พักของตนเอง
ฉางกองที่รู้สึกมึนงงอยู่ก็ใช้เวลาชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะตั้งสติของตนเองได้
“ทำไมการเคลื่อนย้ายครั้งนี้จึงมีแสงจ้าขึ้นมา แถมสติข้ายังมึนงงไปชั่วขณะอีก ” ฉางกวงตกสู่ห้วงภวังค์ความคิดของตนเองอีกรอบหนึ่ง ก่อนสติจะกลับมาอย่างรวดเร็ว
ช่างมันก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยถามท่านเจ้าสำนักเอาก็ได้ตอนนี้ตัวเขามีอีกหลายเรื่องที่ต้องรีบไปจัดการ
“งั้นไปรายงานภารกิจก่อนก็แล้วกัน” ฉางกวงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว รีบไปเปลี่ยนเป็นชุดตัวใหม่ ภ่อนที่จะมุ่งหน้าไปยังจุดรับภารกิจในทันที
“เอ๋ นี่ข้าสำเร็จขั้น 6 แล้วรึ” ฉางกวงทะยานตัวออกไปจึงสัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของตนเองได้ในทันที
ความเร็วที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 2 เท่าพร้อมกับเมล็ดแตงโมพลังปราณทั้ง 3 ที่ลอยอยู่ในร่างกายของเขา
ไฟเหมันต์ที่ราวกับรู้ว่าฉางกวงมองมาก็พสันลุกโพลงอย่างตื่นเต้น ราวกับอยากโอ้อวดพลังของมันกับฉางกวง
ฉางกวงที่กำลังจะเอ่ยในใจอยู่นั้น พลันมาถึงยังจุดหมายเสียก่อนจึงไม่ได้เอ่ยอันใด
ภาพตรงหน้าก็ยังเป็นเช่นเดิม ผู้คนเดินสวนกันไปมาอย่างวุ่นวายโดยด้านหลังของกลุ่มคนเหล่านี้ก็คือโต๊ะทั้งสองและแถวอันยาวเหยียด ซึ่งแถวของฝั่งซ้ายโต๊ะเเจกจ่ายภารกิจนั้นดูเยอะมากอย่างเห็นได้ชัด ส่วนด้านขวาก็คือโต๊ะรับภารกิจนั่นเอง
พอเห็นเช่นนั้นฉางกวงก็เดินไปยังโต๊ะรับภารกิจทางขวาในทันที
“เจ้ามาทำอันใด” คนที่ดูแลโต๊ะอยู่เอ่ยถามอย่างเรียบเฉย ราวกับเป็นความเคยชิน ไม่คิดแยแสสิ่งใด
“ข้ามารายงานภารกิจขอรับ” ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้น 5 แต่ด้วยที่เป็นผู้อาวุโส ฉางกวงก็เอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างนอบน้อม
“อืม ยื่นหยกประจำตัวของเจ้ามา” คนดูแลโต๊ะเอ่ยพลางเเบมือ
“ขอรับ” ฉางรวงนำหยกประจำตัวยื่นให้อีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
“วิ้ง” เมื่อผู้ดูแลวางหยกลงบนโต๊ะ เเสงฉายภาพก็พลันปรากฎขึ้นเบื้องหน้าผู้ดูแลโต๊ะ พอเห็นเช่นนั้นผู้ดูแลก็ตรวจสอบข้อมูลอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สีหน้าจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“จ…เจ้าคือฉางกวงผู้นั้นรึ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำภารกิจสุ่มได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ช่างเก่งกาจยิ่งนัก” ผู้ดูแลโต๊ะเปลี่ยนน้ำเสียงที่คุยกับฉางกวงในทันที ก่อนที่สีหน้าจะกลายเป็นยิ้มแย้ม ราวกับเป็นคนละคน
“เขาคือฉางกวงผู้นั้นรึ คนที่รับภารกิจสุ่มไปก่อนหน้านี้น่ะนะ”
“ใช่แล้ว แถมเขายังทำภารกิจได้สำเร็จอย่างรวดเร็วมาก ข้ายังจำได้ถึงตอนที่เขามารับภารกิจอยู่เลย หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ผู้ดูแลเปลี่ยนท่าทีเป็นเยี่ยงนี้รึ”
“ไม่ใช่แล้ว ข้าไม่เคยเห็นผู้ดูเเลเปลี่ยนท่าทีราวกับกิ้งก่าเปลี่ยนสีเช่นนี้ หรือว่าเขาจะได้เลื่อนตำแหน่งศิษย์กันเเน่นะ”
“ข้าว่ามีเหตุผล ฉาวกวงจะต้องได้เลื่อนขึ้นเป็นศิษย์สายในเป็นแน่ ไม่งั้นก็อธิบายเหตุการณ์นี้ไม่ได้”
“ข้าเห็นด้วย ญาติของข้ารู้จักกับผู้อาวุโสของสำนัก ได้ยินข่าวลือมาเช่นกันว่าจะมีคนที่ได้เลื่อนเป็นศิษย์สายใน”
“ฮึ่ม ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก ราวกับปลากระโดดข้ามประตูมังกร ไหนข้าขอลองหน่อยสิว่าภารกิจสุ่มยากจริงรึเปล่า”
เสียงผู้คนที่อยู่ในแถวดังเซ็งแซ่ ดึงดูดให้ฝูงชนที่เดินสวนกันไปมาบางส่วนพลันหยุดลง ฟังด้วยความสนใจ พอได้ยินเรื่องของฉางกวง พวกเขาก็พลันมาล้อมยังบริเวณรอบนอกจุดภารกิจด้วยแววตาร้อนผ่าว อิจฉาจนใจจะขาด
ซึ่งคนในแถวก็มีแววตาที่ไม่ต่างกัน พากันจับจ้องฉางกวงเป็นจุดเดียว
“ฮึ่ม ข้าไม่เห็นด้วยกับการที่เจ้าจะเป็นศิษย์สายใน ข้าขอท้าดวลกับเจ้า เจ้ากล้าหรือไม่” ทันใดนั้นเงาร่างที่แต่งตัวดูหรูหราก็พลันโผล่ออกมาจากฝูงชน พลางจ้องมองฉางกวงอย่างท้าทาย