คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 417 ความเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬาร
เดินออกจากประตูใหญ่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จินเฟยเหยารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็ดูไม่ออกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง นางนิ่งอึ้ง จากนั้นพลันได้สติคืนมา รากต้นไม้!
ภายในดินที่นอกจากดินสีแดงและสินแร่แล้วก็ไม่มีสิ่งอื่นๆ กลับปรากฏรากไม้จำนวนไม่น้อย ในดินเหนือศีรษะมีรากจำนวนมากห้อยลงมา อีกทั้งพวกมันกำลังงอกอย่างรวดเร็ว ทะลุผ่านอุโมงค์ใต ต้ดินยื่นตรงเข้าไปในดินที่อยู่ใต้เท้า เติบโตจากหนาครึ่งนิ้วเป็นเท่าท่อนแขนก็ยังไม่ยอมหยุด
“ไป! รีบออกไปดูเร็ว” จินเฟยเหยาเรียกหวาหวั่นซีอย่างรวดเร็ว ตัดรากไม้ที่ขวางทางอุโมงค์ใต้ดินออกแล้วรุดไปเมืองซั่นเหริน
ต้นไม้เติบโตอย่างรวดเร็วเกินไป อีกทั้งระหว่างทาง จินเฟยเหยาเจอเผ่าพิภพที่นำทางก่อนหน้านี้ เวลานี้เขากำลังถูกรากไม้ที่งอกออกมารัดพันไว้แน่นจนใบหน้าบวมมีสีม่วงแดง ท่าทางใ ใกล้จะขาดใจแล้ว
จินเฟยเหยารีบตัดรากไม้ช่วยคนออกมา จากนั้นถามว่า “เจ้าติดอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่ใช่กลับไปกินข้าวหรือ?”
เผ่าพิภพคนนี้เดิมทียังสูดลมหายใจหลายครั้ง พอได้ยินนางพูดแบบนี้จึงรีบแก้ต่างว่า “ใต้เท้าจินใส่ความ ท่านบอกว่าต้องรอสามสิบวันนี่นา ดังนั้นข้าจึงกลับไปเรียกคนมาผลัดเปลี่ยน นกันเฝ้า ข้าเฝ้าคนเดียวเจ็ดวันคงต้องหิวตาย ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีคนแจ้งข่าว ผู้ใดจะรู้ว่าข้าเพิ่งวิ่งมาได้ครึ่งทางจะมีสิ่งของยื่นออกมาจากในดินรัดข้าไว้ที่นี่ ต้องเป็นส สัตว์ปิศาจที่ร้ายกาจแน่ มีมือมีเท้ามากมายอันตรายอย่างยิ่ง”
“เจ้าไม่เคยเห็นต้นไม้หรือ?” จินเฟยเหยาถามอย่างประหลาดใจ ถึงที่นี่จะไม่มีต้นไม้ แต่ก็มีรากหญ้า แค่ขนาดเล็กหน่อย ไม่ใช่แม้แต่รากต้นไม้พวกเขาก็ยังจำไม่ได้หรอกนะ
“นี่คือรากต้นไม้?” เผ่าพิภพลูบคลำคอที่ถูกรัดเป็นรอยแดงพลางเอ่ยอย่างประหลาดใจ “เมื่อก่อนข้าเคยเห็นแต่รากหญ้า ทุกคนต่างแย่งกันกิน สองรากใหญ่กว่าเส้นผมนิดเดียว นอกจากนี้ ก็กินสาหร่าย รากของสาหร่ายพวกนั้นก็ไม่ใช่แบบนี้ ถ้าเป็นเผ่าพิภพที่อาศัยอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน ขนาดสาหร่ายยังไม่ได้กินเลย”
“รากต้นไม้ คิดไม่ถึงว่านี่คือรากต้นไม้ สิ่งนี้มีชีวิตสินะ ขยับไปขยับมา” เผ่าพิภพมองรากต้นไม้ที่งอกอย่างรวดเร็วด้วยตาเป็นประกาย มีสีหน้าวาดหวัง
“ไม่ใช่มีชีวิต ไม่ถูกสิ ถ้าบอกว่ามีชีวิตก็ไม่ผิด เพียงแต่ความหมายคนละอย่างกับคำว่ามีชีวิตอย่างที่เจ้าคิด” จินเฟยเหยามองรากต้นไม้เหล่านั้น เนื่องจากเติบโตเร็วเกินไปจึงดูเหมือน นงูขนาดใหญ่บิดตัวชอนไชไปมาในดิน คิดถึงว่าเผ่าพิภพพวกนี้ไม่เคยเห็นรากต้นไม้ พอเห็นแบบนี้กะทันหันคงตกใจกลัวจนไม่เป็นสารรูปเสียแปดส่วน
หวาหวั่นซีใช้เล็บฟันรากต้นไม้ที่โผล่ออกมาในอุโมงค์ใต้ดินอย่างต่อเนื่องและเอ่ยเร่งเร้าอย่างกังวล “พวกเรารีบไปเถอะ ไม่เช่นนั้นอุโมงค์ใต้ดินทั้งหมดจะถูกรากต้นไม้กรอกจนเต็ม เมือ องซั่นเหรินก็อาจจะถูกรากต้นไม้ยึดครอง ฉวยโอกาสที่ตอนนี้รากต้นไม้ยังกำลังเติบโต พวกเรารีบกลับไปเร็วหน่อย ไม่เช่นนั้นเมืองซั่นเหรินจะกลายเป็นหลุมต้นไม้”
“เจ้าพูดถูก พวกเรารีบไป” จินเฟยเหยาใช้มือหิ้วเผ่าพิภพคนนี้ขึ้น เรียกทงเทียนหรูอี้ออกมาให้กลายเป็นดาบใบกว้างแนบด้านบนและด้านล่างอุโมงค์อย่างละเล่ม จากนั้นด้านหน้ามีทงเ เทียนหรูอี้เบิกทาง พวกเขาเหาะตามอยู่ด้านหลัง
รอจนพวกนางมาถึงเมืองซั่นเหริน ฉากเบื้องหน้าทำให้จินเฟยเหยารู้สึกอับจนปัญญาอย่างยิ่ง
พื้นที่ว่างสูงสิบห้าจั้งจากพื้นดินไปจนถึงเพดานถ้ำของเมืองซั่นเหรินปรากฏรากไม้กองใหญ่พันเกี่ยว พวกมันบิดตัวร้อยรัดเข้าด้วยกัน บ้านที่จินเฟยเหยาอาศัยอยู่ถูกห่อหุ้มไว้ในน นั้นทั้งหมด เผยออกมาให้เห็นไม่ถึงหนึ่งส่วนสี่ ส่วนรากไม้ที่พันเกี่ยวกัน คนสามสิบคนยังโอบไม่รอบ ราวกับต้นไม้ยักษ์ต้นหนึ่งทะลุลงมาจากเพดานถ้ำจากนั้นก็หยั่งรากลงในพื้นดิน
เห็นบ้านอื่นๆ ก็ถูกรากต้นไม้ใหญ่น้อยยึดครองและพันเกี่ยวไว้เช่นกัน นอกบ้านมีรากต้นไม้เพิ่มมาชั้นหนึ่ง บางหลังทะลุผ่านตัวบ้านออกมาทางช่องหน้าต่างและประตูแล้วปักลงในพื้นดิ น
เผ่าพิภพที่อาศัยอยู่ในแต่ละแห่งต่างวิ่งมาที่นี่ ทุกคนมารวมตัวกันรอบอี้ถู่ อ้าปากค้างมองต้นไม้รอบด้านอย่างประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ทุกคนเห็นจินเฟยเหยากลับมา าก็ห้อมล้อมรอบกายนาง พูดจาเสียงดังอื้ออึง
“ใต้เท้าจิน เมื่อครู่ข้าตกใจมาก บ้านของข้าทะลุเป็นรูใหญ่ หากมิใช่ข้าหนีได้เร็ว คงถูกพันไว้ในนั้นแล้ว”
“พวกเราน่าสมเพชมาก ไม่เพียงแค่บ้าน แม้แต่ถ้ำก็ถูกสิ่งเหล่านี้ยึดครองหมด ตอนนี้อัดจนเต็มปรี่ ไม่มีทางเข้าไปอยู่อาศัยได้เลย รอยแตกตรงกลางไม่ได้กว้างแค่ฝ่ามือเดียวนะ”
“ใต้เท้าหวา ตอนนี้เป็นแบบนี้แล้ว คืนนี้จะกินอะไร?”
“พวกเราตกใจอย่างหนักจริงๆ ใต้เท้าหวา วันนี้เป็นงานเลี้ยงเนื้อล้วนๆ เลยได้หรือไม่”
“จริงสิ กินเนื้อ ข้าก็ตกใจจนเนื้อหลุดไปสองชิ้น ต้องเสริมหน่อย”
หวาหวั่นซีตวาดอย่างเย็นชา “ถ้ายังเอะอะอีกก็กินเนื้อหนูหลังทอง จะให้พวกเจ้าได้กินจนเพียงพอเลย”
เผ่าพิภพที่ส่งเสียงเอะอะเงียบกริบทันที มองพวกนางโดยไร้เสียง ไม่มีใครกล้าพูดอีกแม้แต่ประโยคเดียว
จินเฟยเหยามองหวาหวั่นซีแวบหนึ่ง ท่าทางให้นางจัดการเผ่าพิภพจะเหมาะสมจริงๆ แค่ประโยคเดียวก็ทำให้พวกเขาหุบปากสนิท อี้ถู่เห็นรอบด้านเงียบลงจึงเข้ามาถาม “ผู้อาวุโส ตอนนี้พวกเร ราจะทำอย่างไรดี?”
“ลนลานทำไม เจ้าเคยเห็นต้นไม้นี่นา อย่าเลียนแบบคนอื่นๆ สิ เห็นต้นไม้เป็นสัตว์ปิศาจก็ตกใจกลัวจนอุจจาระปัสสาวะราด” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
เวลานี้รากต้นไม้หยุดงอกแล้ว รวมทั้งหมดใช้เวลาไปสามชั่วยาม คำนวณดูแล้วใช้เวลาไปไม่น้อย ที่นี่จึงกลายเป็นแบบนี้ เกรงว่าเมืองใต้ดินอื่นๆ คงไม่ดีไปกว่าที่นี่เท่าใด
“ผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ ทุกคนแตกตื่นลนลานอยู่บ้าง ไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องเช่นนี้มาก่อน ต่อไปทุกคนสมควรทำอย่างไร” ราชันอี้ถู่มองนางตาปริบๆ อยากให้นางออกความคิด
จินเฟยเหยากลับโบกไม้โบกมือเอ่ยว่า “ร้อนใจทำไม ขึ้นไปดูบนพื้นดินก่อน ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ต้องอาศัยอยู่ใต้ดินแล้ว” จากนั้นนางก็บ่นพึมพำเบาๆ อย่างไม่พอใจอีก “ถ้าบนพื้นดินมีต้นไ ไม้งอก โลกวิญญาณจ้งถู่สามารถเพาะปลูกธัญญาหารได้ เช่นนั้นข้าก็ทำนาโคลนทะเลมาหลายปีอย่างเสียเปล่าน่ะสิ เหมือนจงใจจัดการข้าโดยเฉพาะเลย”
ได้ยินนางบ่นพึมพำ หวาหวั่นซีก็เอ่ยยิ้มๆ “เจ้าไม่ได้ออกแรงทำนาโคลนทะเลเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย เผ่าพิภพขุดเองทั้งหมด เจ้ากลับเอาความดีความชอบใส่ตัว พวกเขาลงแรงเปล่ายังไม่ได้ไม ม่พอใจ เจ้ากลับส่งเสียงบ่นก่อน”
“ใครบอกว่าข้าไม่ได้ลงแรง พวกเขาทำงาน แต่ถ้าไม่กินข้าว พวกเขาจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนมาทำเรื่องเสียแรงเปล่าแบบนี้ ดังนั้นว่ากันถึงที่สุด ข้าก็ยังเป็นคนขุดนาโคลนทะเลออกมาด้วยม มือข้างหนึ่ง” จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างไม่ยินยอม
“ไม่” หวาหวั่นซีเอ่ยอย่างยิ้มแย้มอีกครั้ง “ข้ากับพั่งจื่อเป็นคนหาอาหารมา เจ้าไม่ได้ทำอะไรเลย”
“…” จินเฟยเหยาชะงักแล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้ากับพั่งจื่อต่างก็เป็นของข้า พวกเจ้าทำก็คือข้าทำ จริงสิ พั่งจื่อล่ะ? ทำไมจึงไม่เห็นมัน”
ราชันอี้ถู่ทางด้านข้างรีบเอ่ยตอบว่า “พอเกิดเรื่องเมื่อครู่ ใต้เท้ากบก็ขึ้นไปบนพื้นดินแล้ว คาดว่าคิดจะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้เตรียมตัวล่วงหน้า”
“เชอะ มันคงกลัวว่าจะถูกฝังตายอยู่ใต้ดินเสียแปดส่วน ดังนั้นจึงรีบวิ่งขึ้นไปบนพื้นดิน ที่นั่นมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าด้านล่าง” จินเฟยเหยาบอกแผนการของพั่งจื่อออกมาโดยไม่ไว้หน้ ามันเลยสักนิด พวกเผ่าพิภพได้ฟังก็ถือว่าไม่ได้ยิน
จินเฟยเหยาและหวาหวั่นซีเดินนำเผ่าพิภพหนึ่งหมื่นกว่าคน ฟันรากต้นไม้ในอุโมงค์ใต้ดิน เบิกทางอยู่เบื้องหน้านำพากองทัพอันเกรียงไกรขึ้นไปบนพื้นดิน เผ่าพิภพพวกนี้กลัวว่าไปแล้ วจะกลับมาไม่ได้จึงจูงบุตรธิดาไปด้วย ก่อนไปก็นำสิ่งของออกมาแบกไว้บนแผ่นหลังและติดตามอยู่ข้างหลังราวกับผู้ประสบภัย
ที่จริงสิ่งของที่แบกก็เป็นเสื้อผ้าโทรมๆ บวกกับเนื้อสัตว์ทะเลแห้งที่ได้รับแบ่งสรรมา อดอยากจนเคยชินเสียแล้ว ลี้ภัยยังไม่ลืมพกของกินติดตัวก่อน
หลังจากพวกเขาเดินออกจากอุโมงค์ใต้ดินมาถึงโลกภายนอก เผ่าพิภพก็ตกใจสุดขีดอย่างเดียว ส่วนจินเฟยเหยาและหวาหวั่นซีนอกจากตกใจยังมีความพลุ่งพล่านและความยินดีอย่างบ้าคลั่งในดวงตา
พุ่มไม้หนาทึบ ต้นไม้สูงเสียดฟ้า ยังมีทุ่งดอกไม้ป่าเต็มพื้น รวมทั้งผลไม้ป่าหลากชนิดที่ออกผลบนพุ่มไม้และต้นไม้ โลกวิญญาณจ้งถู่ซึ่งเดิมทีมีเพียงวัชพืชและดินสีแดงกลายเป็นสีเขียว วผืนหนึ่ง นี่ไม่ใช่โลกวิญญาณจ้งถู่ที่เต็มไปด้วยดินป็นพิษแล้ว ทว่าเป็นโลกวิญญาณใบใหม่ เป็นสถานที่ซึ่งเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
ราชันอี้ถู่ไม่เคยเห็นพืชพรรณมากมายขนาดนี้มาก่อน เขาถือกำเนิดที่เมืองไป่เหอ เคยเห็นพืชพรรณเพียงไม่กี่ต้น ต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดคือต้นที่อยู่ในสวนบ้านตนเอง ทว่าเบื้องหน้ามีต ต้นไม้มากมายแบบนี้ เขาชมดูจนตาลายและโง่งมไม่ต่างจากประชาชน ทว่าโชคดีที่เขาพอมีพื้นฐานมาบ้าง ถึงไม่เคยกินเนื้อสุกรแต่ก็เคยเห็นสุกรวิ่ง[1] ตอนนี้เขาชื่นชมตนเองอย่างยิ่งที่อ อยู่ว่างไม่มีอะไรทำก็เคยพลิกดูตำราบันทึกต้นไม้ดอกไม้ ถึงตอนนั้นจะแค่ฆ่าเวลาแก้เบื่อก็เถอะ
ไอหนักๆ หลายครั้ง เขาจึงชี้พืชพรรณโดยรอบอย่างภาคภูมิ เอ่ยแนะนำให้ประชาชนของตนเองฟัง แน่นอนว่าสิ่งที่กล่าวคือ นี่คือต้นไม้นั่นคือหญ้า ทางนั้นคือดอกไม้ ที่ห้อยอยู่คือผลไม้
ขณะกำลังพูดอย่างตื่นเต้นยินดี ในพุ่มไม้พลันมีบางอย่างถลันออกมา ทำให้เผ่าพิภพตกใจจนกุมศีรษะวิ่งหนี ส่วนสิ่งที่กระโดดออกมาจากในนั้นกลับเป็นพั่งจื่อ ทุกคนด่าทอมันในใจอยู่หล ลายประโยค แล้วรวมตัวกันห้อมล้อมราชันอี้ถู่อีกครั้ง ฟังเขาอธิบายถึงสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอย่างรอบรู้
ส่วนพั่งจื่อเทินใบไม้ใบใหญ่บนหัว วิ่งกลับมาอยู่ข้างกายจินเฟยเหยา ทำท่าทำทางคิดจะบอกความเปลี่ยนแปลงของที่นี่ จินเฟยเหยากลับมองดูรอบด้านเงียบๆ จากนั้นเอ่ยเรียบเรื่อย “รู้ แล้ว ตอนนี้ข้ามีเรื่องต้องครุ่นคิด เจ้าหุบปากแล้วไปยืนข้างหวาหวั่นซีก่อน”
“อ๊บ?” พั่งจื่อมองจินเฟยเหยาอย่างประหลาดใจ ยายนี่ผิดปกติมาก คิดไม่ถึงว่าจะสงบนิ่งขนาดนี้ สีหน้าเคร่งขรึมยิ่ง หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น? คงไม่ได้รู้สึกว่าเสียแรงขุดนาโคลนท ทะเลเปล่าๆ เมืองซั่นเหรินถูกทำจนเละเทะจึงคิดจะวางเพลิงเผ่าพืชพรรณในโลกวิญญาณจ้งถู่ให้หมดเกลี้ยงเป็นการระบายโทสะหรอกนะ!
สีหน้าของจินเฟยเหยาเคร่งขรึมเกินไป ทำให้พั่งจื่อที่ติดตามนางมาตั้งแต่เล็กไม่เคยชินอย่างยิ่ง มันจึงถือว่าความผิดปกติของนางเป็นความวิปริต
ที่จริงนางกำลังครุ่นคิดเรื่องสำคัญยิ่งกว่านั้น มองความมหัศจรรย์เบื้องหน้า นางก็เอ่ยว่า “หวั่นซี พั่งจื่อ ที่นี่มอบให้พวกเจ้าสองคนจัดการ ขอมอบเรื่องช่วยเผ่าพิภพตั้งถิ่นฐานให้ พวกเจ้า ในถุงเฉียนคุนพวกนี้มีสิ่งของที่ใช้เป็นประจำ พวกเจ้าเอาไป จำเป็นต้องใช้อะไรก็นำออกมาใช้ ข้าจะไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อน ถ้าไม่มีอะไรก็ไม่ต้องไปหาข้า ถึงอย่างไรก็มีการร รับรู้อยู่ ให้รู้ว่าปลอดภัยดีหรือตกอยู่ในอันตรายก็พอ”
จินเฟยเหยามอบถุงเฉียนคุนสี่ถุงให้หวาหวั่นซีแล้วลงใต้ดินไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตามลำพังแบบเห็นการตายดุจการกลับคืนสู่มาตุภูมิ
……………………………….
[1] ถึงไม่เคยกินเนื้อสุกรแต่ก็เคยเห็นสุกรวิ่ง หมายถึง ถึงแม้จะไม่ได้มีประสบการณ์ด้วยตนเอง แต่ก็เคยรู้เห็นมา