คนใสซื่ออย่างข้ามีเมตตาจะตาย - บทที่ 425 ไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน
จินเฟยเหยาที่อารมณ์ดีขึ้นอย่างประหลาดก็อุ้มพี่กระจกเตรียมตัวออกไปด้วยรอยยิ้มให้พั่งจื่อและหวาหวั่นซีดูว่าตนเองเป็นผู้ยิ่งใหญ่ขั้นแปลงจิตแล้ว ขอเพียงไม่เจอคนเผ่าปิศาจขั นว่างเปล่า ตนเองมีอำนาจมากพอท่องโลกระดับวิญญาณได้ตามใจปรารถนา
ราวกับเห็นว่านางอารมณ์ดี พี่กระจกพลันเอ่ยว่า “หกสิบสองปีมานี้ข้าไม่ได้อยู่ว่างนะ ครุ่นคิดวงเวทใหม่ให้เจ้าโดยเฉพาะ เจ้ารับไปใช้เถอะ หลังจากกางวงเวทใหญ่เสร็จแล้วค่อยขึ้นไ ไปกางวงเวทนี้ข้างบนต่อ แบบนี้เรื่องที่ตกลงกันไว้จึงสำเร็จ”
จินเฟยเหยาชะงักเท้า นิ่งงันไปนานจึงเอ่ยว่า “วงเวทที่ท่านให้ครั้งที่แล้วไม่ได้ครบสมบูรณ์แล้วหรือ?”
“เปล่า คำของของเจ้าแปลกประหลาดเกินไป ต้องให้เวลาข้าครุ่นคิดหน่อย ดังนั้นจึงเลือกอันที่ใกล้เคียงที่สุดให้เจ้า ตอนนี้แค่เพิ่มวงเวทเล็กๆ ที่คิดขึ้นใหม่ต้องไม่มีปัญหาแน่” พี่ กระจกพูดจาเปิดเผยยิ่งโดยไม่รู้สึกขัดเขินเลยสักนิด
“ถ้าข้าออกไปทันทีโดยไม่ได้เลื่อนขั้นที่นี่ หลังจากข้าทำภารกิจสำเร็จ มิทำงานเสียแรงเปล่าหรือ เจ้าทำไม่ได้ชัดๆ ยังรับปากสุ่มสี่สุ่มห้า ที่แท้สิ่งที่สร้างขึ้นมาภายหลังใช้งานได้ หรือไม่” จินเฟยเหยากัดริมฝีปาก นี่มันเรื่องอะไรกัน เพิ่งคิดออกมาได้ตอนนี้
พี่กระจกเอ่ยอย่างปลอดโปร่งโดยไม่กังวลถึงปัญหานี้เลยสักนิด “เจ้าคิดมากไปแล้ว ถ้าเจ้าออกไปจากที่นี่ทันทีโดยไม่เลื่อนขั้น ขอเพียงเจอดวงตาวงเวทข้าย่อมออกมา ด้วยนิสัยไร้ระเบียบ บวินัยของเจ้า ข้าเดาว่าถ้าไม่เลื่อนขั้นที่นี่ภายในร้อยปีคงไปโลกวิญญาณเจ็ดสิบสองแห่งไม่ครบ”
เรื่องวงเวทจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เขายังคงเชื่อมั่นในตนเองดังเดิม “เจ้าวางใจในวงเวทของข้าได้ แม้แต่โลกวิญญาณที่พื้นดินทำประโยชน์ไม่ได้ยังเปลี่ยนเป็นโอเอซิสได้ เจ้ายังกลัวอ อะไรอีก แค่เติมแต่งนิดหน่อย เพิ่มวงเวทเล็กๆ อีกอัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
“ที่จริงท่านไม่ต้องพูดชัดเจนขนาดนี้ก็ได้ บอกว่าทำให้วงเวทสมบูรณ์แบบขึ้นไม่ดีกว่าหรือ? ท่านพูดแบบนี้ อารมณ์ดีๆ ของข้าก็หายหมด ท่านจงใจสินะ” จินเฟยเหยาไม่คิดจะมีโทสะ ผู้ยิ งใหญ่บ้าบอคนนี้จงใจทำ เขาทนเห็นตนเองอยู่อย่างมีความสุขไม่ได้
จริงเสียด้วย พี่กระจกใช้น้ำเสียงเขินอายเอ่ยวาจา “ข้าเป็นคนสัตย์ซื่อโง่งม ไม่เคยพูดจาโกหกมาก่อน เจ้าบีบให้ข้าโกหกนี่นา เป็นคนต้องซื่อตรง ข้ารู้สึกว่าแบบนี้จะทำให้เจ้ามีโทส สะ แต่ข้าก็พูดอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา ตอนนี้ข้าจะมอบวิธีกางวงเวทให้เจ้า เจ้ารับไป”
จินเฟยเหยากัดฟันแน่น อยากจะกินเจ้าคนชั่วร้ายนี่ในคำเดียวจริงๆ วงเวทอันที่สองถูกส่งเข้ามาในสมองอีกครั้ง พอเห็นลักษณะซับซ้อนก็รู้ว่าระดับสูงยิ่งขึ้น นางคร้านจะไปมองดูวัต ตถุดิบที่ต้องใช้อีก ถึงอย่างไรก็ไม่รู้จักสักชนิด มองดูก็เปลืองสายตาเปล่า
อารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย รอจนนางเปิดประตูของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เห็นพั่งจื่อและหวาหวั่นซีที่เฝ้ารออยู่ข้างนอกนานแล้วนางก็มีโทสะแน่นอก
เดิมทีนึกว่าพวกเขาไม่ได้เห็นตนเองหกสิบสองปีบวกกับตนเองยังเลื่อนเป็นขั้นแปลงจิต ต้องกล่าววาจารื่นหูไม่น้อยแน่ๆ คิดไม่ถึงว่าไม่ได้เจอกันหลายปีเจ้าสองตัวนี้ยิ่งไม่ใช่คน[1]เ เข้าไปทุกที คิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกไม่ถูกต้อง เดิมทีพวกเขาก็ไม่ใช่คนอยู่แล้ว!
เห็นหวาหวั่นซีมองพินิจนางอย่างละเอียดก่อน จากนั้นจุปากเอ่ยว่า “ดูแล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย เจ้าเลื่อนขั้นล้มเหลวหรือ?”
พั่งจื่อยิ่งกุมท้องชี้หน้านางแล้วหัวเราะ สีหน้าบ่งบอกชัดเจนมันกำลังว่านางใช้เวลาหกสิบสองปีสุดท้ายกลับเลื่อนขั้นไม่สำเร็จ
“ไม่เป็นไร ล้มเหลวก็ช่างเถอะ ครั้งหน้าค่อยพยายามใหม่” หวาหวั่นซีใช้ข้อศอกกระทุ้งพั่งจื่อ จากนั้นปลอบโยนด้วยสีหน้าสงสารและเห็นใจ
จินเฟยเหยาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “สายตาบ้าบออะไรกัน ข้าเป็นขั้นแปลงจิตแล้ว”
“ทำไมไม่มีอานุภาพกดดันชองขั้นแปลงจิตเลยสักนิด ปรากฏการณ์ประหลาดก่อนหน้านี้ก็น่าสงสารมาก เมฆดำกลางท้องนภาปล่อยสายฟ้าออกมาดังปู้ดแล้วสลายไป ไม่มีความน่าเกรงขามเลยสักนิด ทำให้ พวกเรานึกว่าเจ้าเลื่อนขั้นล้มเหลว ยังคิดจะปลอบใจเจ้าสักหน่อย” พอได้ยินว่าเป็นขั้นแปลงจิตแล้ว หวาหวั่นซีก็มองนางด้วยสีหน้าสงสัยพลางเอ่ยอย่างไม่เข้าใจ
“ไม่ใช่ผายลมเสียหน่อย ปู้ดบ้าอะไร นี่เรียกว่าสลายความหรูหรา มีนัยถ่อมตัวกลับคืนสู่ความเรียบง่าย มีแค่พวกชอบโอ้อวดจึงอยากจะมีปรากฏการณ์ประหลาดที่งดงามอลังการ ที่จริงมีเพียงภายนอ อกเท่านั้นที่ดูดี” จินเฟยเหยาไม่รู้ว่าปรากฏการณ์ประหลาดของตนเองคืออะไร เดิมทีนึกว่าจะเกิดปรากฏการณ์ประหลาดเทาเที่ยที่ดุร้ายยิ่งขึ้น ทำให้นางจินตนาการถึงปรากฏการณ์ประหลาดอัน นรุนแรงที่ทั้งสามเผ่ามองเห็นไม่รู้ว่าจะตกใจมากเพียงใด
ทว่าตอนนี้เห็นการแสดงออกของคนทั้งสอง ราวกับปรากฏการณ์ประหลาดถ่อมตัวใช้ได้ อีกทั้งบรรลุขั้นแปลงจิตหรือไม่ก็ดูไม่ออก นี่ต้องเป็นปรากฏการณ์ประหลาดที่ถ่อมตัวและน่าสงสารเพียงใด ดจึงทำให้คนรู้สึกแบบนี้
เพื่อความมีหน้ามีตา จินเฟยเหยาจึงกล่าวคำพูดที่มีรสนิยมสูงส่งออกมาเปรียบผู้บำเพ็ญเซียนขั้นแปลงจิตคนอื่นๆ เป็นหมอนลายปัก[2]ที่เสียเปล่าทันที
หวาหวั่นซีอดหัวเราะไม่ได้ “เอาอย่างไร จะปล่อยอานุภาพกดดันออกมาหรือไม่ ภายนอกมีคนมาจำนวนไม่น้อย กำลังรอสอบถามข่าวคราวอยู่ เกรงว่าอี้ถู่จะอธิบายไม่ชัดเจน เจ้าไปแจ้งโดยตรงจะสะดวก กกว่า”
“ยุ่งยากแทบตายแล้ว ข้าเลื่อนขั้นเกี่ยวอะไรกับพวกเขาด้วย” จินเฟยเหยาถูกพี่กระจกยั่วให้มีโทสะอัดอก กำลังไม่มีที่ระบายอยู่พอดีจึงตามพวกหวาหวั่นซีขึ้นไปบนพื้นดินอย่างเดือดด ดาล
เห็นหลังเลื่อนเป็นขั้นแปลงจิตนางยังไม่เบิกบานใจ เรื่องนี้ทำให้หวาหวั่นซีและพั่งจื่อไม่เข้าใจอย่างยิ่ง นี่เป็นเรื่องมงคลเทียมฟ้าเชียวนะ อายุขัยเพิ่มขึ้น พลังบำเพ็ญเพียรสูงขึ น ความแข็งแกร่งมากขึ้น ยังมีอะไรไม่พอใจอีก
มาถึงใต้ดินของเมืองซั่นเหรินก่อน จินเฟยเหยาตะลึงงันไป ขนาดใหญ่มโหฬาร ไม่ได้ออกมาหกสิบสองปีคิดไม่ถึงว่าจะใหญ่ขึ้นขนาดนี้ เพียงเมืองหลักก็ใหญ่เป็นสิบเท่าของในอดีตแล้ว
ส่วนหวาหวั่นซีกลับบอกนางว่านี่เป็นเพียงส่วนเล็กๆ เท่านั้น เนื่องจากเกรงว่าขุดมากเกินไป ถึงดินมีคุณสมบัติพิเศษก็อาจจะพังถล่มกะทันหันได้ ดังนั้นในอุโมงค์ใต้ดินโดยรอบยังขุดเ เป็นเมืองเล็กๆ จำนวนมาก เมืองเล็กๆ นับร้อยประกอบกันเป็นเมืองซั่นเหรินขนาดมหึมาที่มีจำนวนประชากรสองล้านกว่าคนเช่นในตอนนี้
“สองล้าน…” จินเฟยเหยาหมดวาจาอยู่บ้าง ตอนแรกมีเพียงเผ่าพิภพยากจนหนึ่งหมื่นคน ตอนนี้มีถึงสองล้านคนแล้ว อีกทั้งฟังหวาหวั่นซีบอก เพียงผู้บำเพ็ญเซียนก็มีเกือบหนึ่งแสนคน ขนาดไม่เหมือนดังวันวาน จำนวนประชากรแบบนี้ รอตนเองไปแล้วคงไม่ถูกทำลายทันทีหรอกนะ
รอจนขึ้นมาบนพื้นดิน เห็นเมืองบนพื้นดินยึดครองพื้นที่ขนาดใหญ่ จินเฟยเหยาชื่นชมความสามารถของหวาหวั่นซีจริงๆ ถึงการป้องกันที่ใช้จะไม่ใช่ของชั้นยอด ทว่านางใช้ประโยชน์จากการระวั งป้องกันและมองเห็นอีกฝ่ายเป็นศัตรูของคนทั้งสามเผ่า ถึงกับไม่มีใครมาแตะต้องเมืองซั่นเหรินและปล่อยให้เผ่าพิภพเหล่านี้สร้างเมืองใหญ่ขนาดนี้ขึ้น
คนที่มาสอบถามต่างส่งยันต์ถ่ายทอดเสียงมา อี้ถู่กำลังยุ่งอยู่กับการตอบยันต์ถ่ายทอดเสียงทีละใบ เพิ่งส่งออกไปก็ได้รับยันต์ถ่ายทอดเสียงอีก ถามจี้เขาอย่างไม่พอใจที่ถามอะไรก็ไม ม่รู้เรื่องสักอย่าง ทำเอาเขาลำบากใจอย่างยิ่ง
จินเฟยเหยาเดินชมทิวทัศน์รอบด้านก่อนจึงมาใต้หอน้อยที่หวาหวั่นซีและพั่งจื่อเพิ่งดื่มสุรา นางหลับตาลงจากนั้นลืมตาขึ้นทันที อานุภาพกดดันอันแข็งแกร่งของขั้นแปลงจิตขุมหนึ่งแ แผ่กระจายและกวาดไปโดยรอบราวกับสายลมคลั่ง ในเวลานี้เอง นางตวาดเสียงเย็นชา “ข้าเพิ่งบรรลุขั้นแปลงจิต เป็นแค่ผู้บำเพ็ญเซียนอิสระคนหนึ่ง ไม่คิดจะเข้าร่วมการสู้รบของทั้งสามฝ่ าย ทุกท่านเชิญกลับไปเถอะ ข้าแค่ยืมใช้สถานที่ของเผ่าพิภพเลื่อนขั้น ไม่กี่วันก็จะจากไป ทุกท่านโปรดอย่ารบกวนข้า” เสียงของนางดังสะท้อนไปรอบด้านราวกับเสียงระฆังขนาดใหญ่ ผู้บำเ เพ็ญเซียนของทั้งสามเผ่าต่างได้ยินคำพูดของนางอย่างชัดเจน
เมื่อครู่ยังนึกว่าผู้บำเพ็ญเซียนคนนี้เลื่อนขั้นไม่สำเร็จ กำลังสอบถามอยู่ ผู้ใดคาดคิดว่าเวลานี้จะมีอานุภาพกดดันของขั้นแปลงจิตแผ่มา ท่าทางคนผู้นี้คงเลื่อนขั้นสำเร็จ เพียงแต ต่ปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกินไป อีกทั้งยังไม่บอกว่าตนเองเป็นคนของเผ่าใด ข้อนี้ทำให้คนของทั้งสามเผ่าไม่พอใจอยู่บ้าง
เมื่อสงครามใหญ่ต่อสู้กันมาจนถึงขั้นนี้ คนผู้นี้ถึงกับไม่ออกมาช่วยเหลือเผ่าพันธุ์ของตนเอง ยังคิดจะปกป้องตนเองเพียผู้เดียว คนที่เห็นแก่ตัวขนาดนี้ไร้คุณธรรมจริงๆ
เนื่องจากปรากฏการณ์แปลกประหลาดเกินไป จู๋ซวีอู๋นึกว่าจินเฟยเหยาเลื่อนขั้นไม่สำเร็จ ทว่าผ่านไปไม่นานก็มีอานุภาพกดดันของขั้นแปลงจิตแผ่ออกมาทำให้เขานึกว่าผู้อื่นบรรลุขั้นแปลง งจิต ทว่าพอได้ยินเสียงนี้ เขาจึงรู้ว่าเป็นจินเฟยเหยาจริงๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในปรากฏการณ์ประหลาดตอนเลื่อนขั้นจึงไม่มีเงาร่างของเทาเที่ย
หงลากสยงเทียนคุนจากไปแล้ว ตอนนี้เผ่ามารที่เหลืออยู่ล้วนเป็นคนทางฝั่งนี้ ไม่มีใครรู้จักนางสักคน นอกจากไม่สบายใจเนื่องจากนางไม่ได้บอกว่าตนเองเป็นเผ่าใดก็ไม่ได้เกิดความ มคิดอะไรมากกว่านั้น
ทว่าเผ่าปิศาจที่นี่กลับมีคนผู้หนึ่งนั่งไม่ติด ในใจเดือดดาลอย่างยิ่ง เขาคือราชันเหวินที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่โดยไม่มีโอกาสกลับไปมาตลอด
ตอนแรกเขาอยู่ในโลกวิญญาณจ้งถู่ยังมีความคิดจะตามหาจินเฟยเหยา ทว่าตามหาอย่างไรก็หานางไม่พบ สุดท้ายเขาจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญของที่นี่ไปอย่างช้าๆ เพื่อควบคุมเผ่ามนุษย์และเผ่า มารเขาได้แต่รั้งอยู่ คิดว่าจินเฟยเหยาคงจะแอบหนีไปจากโลกวิญญาณจ้งถู่ที่ไม่มีอะไรเลยสักอย่างแล้ว เขาได้แต่ช่างมัน ต่อไปถ้ามีโอกาสพบค่อยว่ากัน
ครั้งนี้เมืองซั่นเหรินที่อยู่ไม่ไกลจากค่ายของเขาเกิดปรากฏการณ์ประหลาดบรรลุขั้นแปลงจิต สามารถบอกได้ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นใต้หนังตาและขอบเขตอำนาจของเขา การตรวจสอบผิดพลาดแบบ บนี้ทำให้เขาโมโหโกรธาอย่างยิ่ง ครั้งนี้มีคนบรรลุขั้นแปลงจิต ครั้งหน้าถ้าลืมตาเข้าฌานเบื้องหน้าจะมีศัตรูโขยงหนึ่งนั่งอยู่หรือไม่
ดังนั้นเขาจึงพาคนมา คิดจะดูว่าใครเลื่อนเป็นขั้นแปลงจิตในสถานที่ซึ่งอยู่ใกล้ตนเองขนาดนี้ ถ้าเป็นเผ่าปิศาจ จะเชิญเขากลับไป เพิ่มกำลังรบอีกคนก็ดี ถ้าเป็นเผ่าอื่นๆ ก็ดูว่า าจะหาโอกาสกำจัดเภทภัยในวันหน้าทิ้งได้หรือไม่
แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าคนที่บรรลุขั้นแปลงจิตคือจินเฟยหยา มนุษย์ปิศาจที่ตนเองไล่ล่าและพลัดหลงกัน คิดไม่ถึงว่ายายนี่จะซ่อนตัวอยู่ในเผ่าพิภพ ทั้งยังบรรลุขั้นแปลงจิตอีก ถ้ าสู้กันขึ้นมาก็ไม่ได้เปรียบเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
มิน่าเล่าตนเองจึงรู้สึกคุ้นหน้าราชันเผ่าพิภพที่เคยเจอหลายครั้งซึ่งควบคุมดูแลเมืองซั่นเหรินที่ชื่ออี้ถู่ ที่แท้คือเผ่าพิภพเร่ร่อนที่เชิญตนเองไปกินข้าวเพื่อกระชับมิตรบนเกาะ ะอันห่างไกลในตอนนั้น เวลานั้นราชันเหวินไม่ได้มองดูเขาตรงๆ เลย หน้าตาเป็นอย่างไรก็จำไม่ได้ ยังนึกว่าตายยกครัวตอนบ้านเปลือกหอยถูกทำลาย
ทำอยู่นาน เจ้าเผ่าพิภพคนนี้หนีกลับโลกวิญญาณจ้งถู่กับเผ่ามนุษย์ ตอนนี้ยังพัฒนาจนมีอำนาจมากขนาดนี้ ยิ่งกว่านั้นยังหาเงินจากสงคราม ไม่ได้สนับสนุนเผ่าปิศาจทั้งหมด ตรงกันข้ามย ยังขายแร่ให้เผ่ามารและเผ่ามนุษย์ ขนาดเผ่าปิศาจต้องการก็ยังไม่ลดราคาให้บ้าง นี่ก็คือคนทรยศของเผ่าปิศาจ ในเมื่อเป็นคนทรยศเช่นนั้นก็ต้องลงโทษตามกฎของเผ่า
ข้าจะให้พวกเจ้าได้รู้จุดจบของการพึ่งพาเผ่ามนุษย์และทรยศเผ่าปิศาจ จินเฟยเหยาข้าจะดูสิว่าด้วยกำลังของเจ้าเพียงคนเดียวจะปกป้องเมืองนี้ได้หรือไม่!
………………………………
[1] เป็นคนต้องมีคุณธรรม ไม่ใช่คนหมายถึง ไร้คุณธรรม
[2] หมอนลายปัก หมายถึง ภายนอกดูดี ภายในใช้ไม่ได้